เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 91 สาวน้อยนางหนึ่ง...

บทที่ 91 สาวน้อยนางหนึ่ง...

บทที่ 91 สาวน้อยนางหนึ่ง...


บทที่ 91 สาวน้อยนางหนึ่ง...

หลังจากคุยกับพ่อหวัง หวังลิ่งตระหนักถึงความอันตรายของคฤหาสน์ซานสุ่ยอย่างลึกซึ้ง บริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดนี้เล็งเป้ามาที่ตระกูลหวัง ไม่ว่าการซื้อขายนี้จะสำเร็จตามความต้องการของคฤหาสน์ซานสุ่ยหรือไม่ ผลลัพธ์สุดท้ายคงไม่สวยงามนัก

ข้อมูลที่หวังลิ่งมีในตอนนี้จำกัดมาก แม้จะรู้เรื่องธุรกิจมืดค้าวัตถุโบราณของคฤหาสน์ซานสุ่ยจากปากพ่อหวัง แต่นั่นก็เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง

อีกอย่าง ข่าวลือเรื่องคำสาปหน้ากากผีหินที่ได้ยินจากคนขาย ถ้าเป็นเรื่องจริง หน้ากากนี้ก็ควรเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างหลีกหนี ไม่มีใครโง่พอจะทุ่มเงินมหาศาลซื้อคำสาปเข้าตัวหรอก

แสดงว่าหน้ากากนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ แต่ที่แปลกที่สุดคือ ทำไมหวังลิ่งถึงไม่รู้สึกอะไรเลย!

ตอนกินข้าวเย็น หวังลิ่งเหม่อลอยเขี่ยข้าวในชาม ในหัววนเวียนอยู่กับคำพูดของพ่อหวัง... เจ้าแน่ใจนะว่าหน้ากากไม่มีปัญหา? เจ้าอาจจะดูพลาดก็ได้? หรือเจ้าเคยคิดไหมว่า หน้ากากนี้อาจใช้วิธีตรวจสอบธรรมดาดูความพิเศษไม่ออก?

คำถามสามข้อของพ่อหวังเตือนสติหวังลิ่งอีกครั้ง แม้ในแง่หนึ่ง หวังลิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนสูตรโกงของโลกใบนี้ ทำได้แทบทุกอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้

บางทีในแง่พลัง หวังลิ่งอาจไร้เทียมทาน แต่ในแง่ของจิตใจและประสบการณ์ชีวิต หวังลิ่งรู้สึกว่าตัวเองยังห่างชั้นกับผู้อาวุโสที่บำเพ็ญเพียรมาด้วยความพากเพียรของตัวเองอยู่หลายขุม

เป็นคนต้องรู้จักถ่อมตัว

นี่คือคำสอนที่พ่อแม่ปลูกฝังให้หวังลิ่งมาตั้งแต่เด็ก

ระหว่างกินข้าว หวังลิ่งมัวแต่คิดเรื่องหน้ากากผีหินกับคฤหาสน์ซานสุ่ย จนดูใจลอย เผลอเขี่ยข้าวก้อนหนึ่งร่วงลงบนโต๊ะ

แม่หวังเห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว: "ทำไมวันนี้ลิ่งลิ่งกินข้าวใจลอยจัง"

ปู่หวังจ้องหลานชายด้วยความเป็นห่วง: "กับข้าวไม่ถูกปากเหรอ? จะให้ปู่... แกะบะหมี่อบแห้งให้กินไหม?"

พ่อหวังยิ้มมุมปาก: "กินกันไปเถอะ อย่าไปกวนลูกเลย เมื่อกี้ข้าคุยธุระกับลูก คงกำลังใช้ความคิดอยู่ ระดับพลังอย่างลิ่งลิ่ง ต่อให้ไม่กินข้าวทุกวันก็อยู่ได้สบาย"

พูดถึงตรงนี้ หวังลิ่งก็นึกอะไรขึ้นมาได้ วางตะเกียบดัง "ปัง" แล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนทันที

เอ้อร์ฮาเห็นหวังลิ่งขึ้นไป ก็รีบลุกจากพื้นวิ่งตามก้นหวังลิ่งไปติดๆ

ปู่หวังมองเอ้อร์ฮา: "หมาตัวนี้หน่วยก้านดีนะ นอกจากหน้าอูมๆ หน่อย ตัวก็ไม่มีไขมันส่วนเกิน ดูแข็งแรงดี ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้จริงไหม เฝ้าบ้านขู่โจรได้รึเปล่า?" ปู่จำได้ว่าสมัยนี้วัยรุ่นฮิตเลี้ยงหมาหน้ากวนๆ พันธ์โดจ ปู่รู้สึกว่าไอ้ตัวแบบนั้นหน้าตาตลกโปกฮา ขู่ใครไม่ได้หรอก

(Doge ล้อเลียน Dogecoin เหรียญคริปโตฯ ที่มีรูปหมาพันธุ์ชิบะเป็นสัญลักษณ์)

"หมาตัวนี้ลิ่งลิ่งเพิ่งรับมาเลี้ยงไม่นาน ชาติก่อนเป็นราชันย์ปีศาจ ตอนนี้กลับตัวกลับใจแล้ว"

"อ้อ... ราชันย์ปีศาจเหรอ! งั้นก็ดีสิ! น่าเกรงขามใช้ได้! แถมหมาตัวนี้... ปู่ดูแล้วคุ้นตาชอบกล นึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาเลย"

"พ่อเคยเห็นเอ้อร์ฮามาก่อนเหรอ?" พ่อหวังแม่หวังตกใจ

"เปล่าหรอก" ปู่จิบเหล้าขาว ส่ายหน้า: "สมัยหนุ่มๆ ตอนเพิ่งเป็นเชฟใหญ่ ข้าเคยชอบสาวคนหนึ่ง เป็นครูสอนหนังสือ จบครุศาสตร์ แต่ยังไม่ทันสารภาพรัก นางก็มีแฟนซะก่อน ได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นคบซ้อนทีเดียว 23 คน"

พ่อหวังแม่หวังสูดหายใจลึก: "......"

นั่น... สับรางทันเหรอวะ?

ปู่ถอนหายใจ: "ไอ้หมอนั่นเลวชะมัด ถ้านางไม่ใจร้อนเกินไป อาจจะได้เจอกับข้าก็ได้ ตอนนั้นข้ากะจะขอนางแต่งงานเหมือนกัน แต่ก็โชคดีที่มาเจอแม่เจ้าก่อน แม่เจ้าเป็นคนดีศรีเรือน ไม่งั้นข้าคงตามจีบยัยนั่นกลับมาแล้ว ถ้าเป็นงั้นก็คงไม่มีเจ้าหรอก"

พ่อหวังน้ำตาตกใน: "...ทำไมจู่ๆ พ่อถึงพูดเรื่องนี้ล่ะขอรับ"

ปกติเวลาปู่มา พ่อหวังแม่หวังมักจะระวังไม่พูดถึงย่า แม้แต่ชื่อก็ไม่เอ่ยถึง กลัวปู่เศร้าแล้วอาการอัลไซเมอร์กำเริบ แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้ปู่จะพูดขึ้นมาเอง ทำเอาพ่อหวังแปลกใจ

ได้ยินคำถาม ปู่ชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วพูดว่า: "อืม ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นขนหมามันเขียวดี จู่ๆ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า สาวคนนั้นที่ข้าเคยชอบ ดูเหมือนจะ... ถูกสวมเขา (สวมหมวกเขียว) เหมือนกัน..."

พ่อหวังแม่หวัง: "......"

...

...

หวังลิ่งกลับเข้าห้อง หยิบหน้ากากผีหินบนโต๊ะมาพิจารณาอย่างละเอียด ต่างจากการลองเชิงครั้งก่อน คราวนี้หวังลิ่งเปิดเนตรสวรรค์ ถ้าหน้ากากนี้มีปัญหา หวังลิ่งเชื่อว่าเนตรสวรรค์ที่แยกแยะจริงเท็จได้จะเปิดเผยธาตุแท้ออกมา

แต่น่าเสียดาย หวังลิ่งจ้องอยู่นาน หน้ากากก็ยังนิ่งสนิท

แต่การตรวจสอบด้วยเนตรสวรรค์ครั้งนี้ บอกข้อมูลหวังลิ่งสองอย่าง

อย่างแรก ดูจากวัสดุ นี่เป็นแค่หน้ากากแข็งพิเศษทำจากผลึกเสวียนจิงบรรพกาลจริงๆ เนตรสวรรค์มองทะลุแก่นแท้ของโลก ถ้าหน้ากากถูกดัดแปลง เป็นไปไม่ได้ที่จะมองไม่เห็น แต่ปัญหาคือ จากหลายๆ อย่าง หน้ากากนี้ไม่น่าจะธรรมดาอย่างที่เห็นจริงๆ

และเมื่อหวังลิ่งใช้เนตรสวรรค์ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจ

ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่หวังลิ่งคิดได้ก็คือ...

หน้ากากผีหินนี้เป็นหน้ากากฝาแฝด มีทั้งหมดสองอัน อันหนึ่งปล่อยออกมาภายนอกเพื่อตบตา ส่วนอีกอันที่ถูกสาปและดัดแปลงของจริง ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างลับๆ ในที่อื่น

พูดง่ายๆ คือ อันหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง อีกอันอยู่ในที่มืด

ถ้าเป็นหน้ากากฝาแฝด เมื่ออันหนึ่งถูกดัดแปลง อีกอันก็จะได้รับผลกระทบคำสาปไปด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ เนตรสวรรค์ก็จะตรวจหาความผิดปกติไม่เจอ

นี่คือข้อสันนิษฐานที่หวังลิ่งเพิ่งคิดได้ตอนกินข้าว และเป็นรายละเอียดที่เขาคิดไม่ถึงมาก่อน

งั้นปัญหาคือ หน้ากากต้องคำสาปของจริงตอนนี้อยู่ที่ไหน?

ในสถานการณ์ปกติ หวังลิ่งสามารถใช้เนตรสวรรค์ตามหาหน้ากากอีกอันได้ ของวิเศษฝาแฝดมีให้เห็นทั่วไป อย่างกระบี่แม่ลูกของหลินเสี่ยวอวี่ ถ้ากระบี่เล่มหนึ่งหาย ตามทฤษฎีแล้วหวังลิ่งใช้เนตรสวรรค์ตามหากระบี่อีกเล่มได้

แต่ตอนนี้ หวังลิ่งใช้เนตรสวรรค์แล้วกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย!?

นี่มันแปลกมาก...

แต่นั่นกลับบอกข้อมูลที่สองแก่หวังลิ่ง

นั่นคือ หน้ากากต้องคำสาปของจริง ไม่ได้อยู่ในโลกที่หวังลิ่งอาศัยอยู่! เป็นไปได้สูงว่ามันถูกซ่อนไว้ในเส้นเวลาอื่น!

จบบทที่ บทที่ 91 สาวน้อยนางหนึ่ง...

คัดลอกลิงก์แล้ว