- หน้าแรก
- บันทึกประจำวันของราชันย์เซียน
- บทที่ 44 การพบพานระหว่างแมวกับคน
บทที่ 44 การพบพานระหว่างแมวกับคน
บทที่ 44 การพบพานระหว่างแมวกับคน
บทที่ 44 การพบพานระหว่างแมวกับคน
หวังลิ่งยื่นมือออกไปคีบกลีบดอกไม้ขึ้นมา หลับตาลงสูดลมหายใจแผ่วเบา ดมกลิ่นหอมจางๆ ที่โชยออกมาจากกลีบสีชมพูอ่อนอย่างละเอียดละออ
กลิ่นหอมของฤดูกาลนี้ ทำให้หวังลิ่งรู้สึกว่ามัน "กำลังดี"
ต้นไม้เหล่านี้เป็นแค่ต้นซากุระธรรมดาที่สุด เมื่อเทียบกับต้นผลไม้รวบรวมวิญญาณสารพัดชนิดที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ไม้วิญญาณที่มีขายตามท้องตลาด ต้นซากุระไม่ได้มีพลังวิญญาณใดๆ เลย แต่มันก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างภูมิทัศน์ของโรงเรียน
นี่แหละคือชีวิตที่เขาต้องการ...
หวังลิ่งดื่มด่ำกับความสงบที่หาได้ยากนี้ เขายืนนิ่งอยู่ในป่าซากุระ สัมผัสความหอมบริสุทธิ์ หลับตาลง ราวกับว่าทั้งจักรวาลเหลือเพียงเขาแค่คนเดียว
ทันใดนั้น ร่างกายของหวังลิ่งพลันกระตุก แล้วก็ตัวสั่นยะเยือกขึ้นมาเฉยเลย!
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะลมพัดจนหนาว แต่เป็นอาการกล้ามเนื้อกระตุกที่เกิดจากสาเหตุบางอย่าง ร่างกายของเขาไม่มีวันรู้สึกหนาว พิษร้ายไม่กล้ำกราย ไวรัสใดๆ ยังไม่ทันเข้าสู่ร่างกายก็ถูกโมเลกุลพลังวิญญาณอันทรงพลังย่อยสลายไปหมดแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่เล็กจนโตหวังลิ่งไม่เคยป่วยไข้แม้แต่น้อย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการเป็นหวัดมันรู้สึกยังไง
แน่นอนว่า บางครั้งก็อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกได้ สถานการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นตอนที่หวังลิ่งกำลังดื่มด่ำความสงบ มันแผ่ออกมาจากภายในสู่ภายนอก ไม่เกี่ยวกับกายเนื้อ แต่เกี่ยวกับระบบประสาท แม้ว่าในแง่ของระดับพลัง หวังลิ่งจะยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์ แต่ความรู้สึก "ยิ่งสูงยิ่งหนาว" นี้ ไม่ใช่ใครก็จะเข้าใจได้
ราชันย์เซียน ไม่ใช่ตาแก่ที่วันๆ เอาแต่สวดมนต์ภาวนาในวัดร้าง และไม่ใช่นักพรตที่ปลงตกทางโลก หวังลิ่งท้ายที่สุดก็เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบหกปี ยังมีความรู้สึกนึกคิด... แม้ปากจะบอกว่าชินแล้ว แต่ในใจให้ตายก็ไม่ยอมรับหรอกว่า จริงๆ แล้วเขาก็แค่เหงาเกินไปเท่านั้นเอง
หวังลิ่งเหยียบย่ำไปบนกลีบซากุระนุ่มๆ เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ลมเย็นๆ พัดผ่านแก้ม เสียงเล็กๆ น้อยๆ ในอากาศลอยเข้าหูหวังลิ่ง
หวังลิ่งมองตามเสียงไปทางด้านหน้า
ใต้ต้นซากุระต้นหนึ่งไม่ไกลนัก ลูกแมวหลายตัวกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน กระโดดตะครุบกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมา พวกนี้เป็นแมวจรจัดธรรมดา ที่มีอยู่ทุกโรงเรียน
บางครั้ง หวังลิ่งก็ค่อนข้างอิจฉาเจ้าตัวเล็กพวกนี้ ไร้กังวล ไม่ต้องกลุ้มใจ หิวก็มีทาสแมวในโรงเรียนเอาของกินมาประเคน กินอิ่มก็จับกลุ่มเล่นกัน เล่นเหนื่อยก็งีบหลับยาวๆ... ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าจะจำกัดพลังยังไง พวกมันช่างอิสระเสรี ไม่มีข้อผูกมัด
จ้องมองเจ้าตัวเล็กน่ารักพวกนี้ หวังลิ่งอยากจะยื่นมือไปอุ้มสักตัว แต่เมื่อคำนึงถึงผลของยันต์ผนึกที่กำลังอ่อนลง สุดท้ายเขาก็หดมือกลับ
ใต้ต้นซากุระ เด็กหนุ่มรูปงามกับแมวที่กำลังเล่นสนุก... นี่ควรจะเป็นภาพอันงดงามของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
แต่บางครั้ง ความกลมเกลียวนี้ก็ถูกทำลายได้ โดยเฉพาะเมื่อมีคนใช้ "ทิพยโสต" (วิชาอ่านใจ) เป็น...
ขณะที่หวังลิ่งมองแมวพวกนี้อยู่ เขาได้ยินเสียงในใจของพวกแมวอย่างชัดเจน
แมวพี่ใหญ่ที่เป็นหัวโจก: "พวกเอ็งดูสิ ไอ้มุนษย์นั่นจ้องพวกเราตาไม่กระพริบเลยว่ะ"
แมวตัวที่สอง: "เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นโรคจิต!"
แมวตัวที่สาม: "พวกเรารีบหนีกันเถอะ! เมื่อกี้เหมือนมันจะยื่นมือมาจับพวกเราด้วย!"
แมวตัวที่สี่: "ได้ยินว่าพักนี้มีโรคจิตชอบจับแมวไปทำเนื้อเสียบไม้ด้วยนะ... ที่นี่อันตรายชิบเป๋ง!"
แมวพี่ใหญ่: "บ่ายสองพอดีเลย ลูกพี่เจิ้งมีประชุมด้วย! ชิ่งเถอะพวกเรา!"
หวังลิ่ง: "......"
จากนั้น
แมวหลายตัวก็วิ่งแยกย้ายสลายตัวไปคนละทิศละทาง...
ความกระอักกระอ่วนแบบนี้หวังลิ่งเจอมาไม่น้อยตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่ยันต์ผนึกอ่อนกำลังลง กลิ่นอายของเขาจะหนักหน่วงกว่าปกติ ซึ่งสัตว์และแมลงมักจะมีสัญชาตญาณต่อกลิ่นอายอันตรายแบบนี้ไวกว่ามนุษย์มาก
แต่ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะกลัวหวังลิ่ง บางครั้งก็มีแมลงปอหรือผีเสื้อที่ไม่รู้ประสีประสามาเกาะที่ไหล่หรือผมของเขาบ้าง...
หวังลิ่งเดินต่อไปตามทิศทางที่พวกแมวหนีไป สวนซากุระของโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้ามีสระบัวจำลองขนาดเล็กอยู่แห่งหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่มาก ก่อนหน้านี้ตอนหวังลิ่งเข้ามาที่โรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้า เขาเคยได้ยินคนพูดถึงผ่านทิพยโสต
สระบัวเล็กๆ นี้ก็เพิ่งสร้างใหม่ แต่เมื่อไม่นานมานี้เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย มีนกกระจอกตัวหนึ่งพลัดตกลงไปจมน้ำตาย... มีนักเรียนมือบอนตั้งชื่อนกกระจอกตัวนั้นว่า 'เซี่ยอวี่เหอ' แล้วลงทุนควักกระเป๋าตัวเองทำป้ายหินมาตั้งไว้ข้างๆ แล้วตั้งชื่อสระบัวแห่งนี้ว่า "ริมทะเลสาบเสี่ยวหมิง" (ล้อเลียนซีรีส์องค์หญิงกำมะลอ)...
หวังลิ่งค่อนข้างเป็นห่วงว่าลูกแมวพวกนั้นจะเกิดอุบัติเหตุ เลยกะว่าจะตามไปดูสักหน่อย เจ้าตัวเล็กพวกนั้นยังเด็กเกินไป แม้น้ำในสระบัวจะสูงไม่ถึงเข่าหวังลิ่ง แต่สำหรับพวกมันก็ถือว่าลึกพอตัว
แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่า หวังลิ่งคิดมากไปเอง...
เจ้าแมวพวกนี้ดูเหมือนจะมีฐานลับของตัวเอง ตอนที่หวังลิ่งมาถึงริมทะเลสาบเสี่ยวหมิง เขาพบว่าบริเวณรอบๆ เงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เงาแมวสักตัว
หวังลิ่งถอนหายใจ กำลังจะเดินจากไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง เมี๊ยว ดังมาจากต้นซากุระข้างๆ แล้วก็เห็นเงาสีดำก้อนหนึ่งร่วงลงไปในสระบัว
ตู้ม!
—— น้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง...
หวังลิ่งอยู่ใกล้สระบัวมาก ในสถานการณ์ปกติถ้าตอบสนองไม่ทัน ย่อมต้องเปียกมะลอกมะแลกเป็นลูกหมาตกน้ำแน่นอน ทว่าหยดน้ำที่สาดกระเซ็นเหล่านี้ยังไม่ทันถึงตัวหวังลิ่ง มันก็ถูกหยุดนิ่งค้างกลางอากาศ จากนั้น หวังลิ่งขยับนิ้ว หยดน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาก็เหมือนกับน้ำลด ไหลย้อนกลับลงไปในสระบัวจนหมดไม่เหลือสักหยด
ทำแบบนี้เสร็จ หวังลิ่งแอบถอนหายใจโล่งอก หลายวันมานี้เพราะพลังวิญญาณควบคุมไม่ได้ เขาทำของในโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้าพังไปไม่น้อย ตั้งแต่ค่ายกลรวบรวมวิญญาณไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย... อันที่จริงในใจหวังลิ่งรู้สึกผิดมาก น้ำในสระบัวนี่ก็ถือเป็นทรัพย์สินราชการของโรงเรียน หวังลิ่งรู้สึกว่าการกู้สถานการณ์ครั้งนี้ของเขาถือว่าทำได้ทันเวลาพอดี
นี่ไม่ใช่การย้อนเวลา แต่เป็น 'มหาเวทแรงโน้มถ่วง' หนึ่งในสามพันมรรคาวิถี ครั้งหนึ่งหัวหน้าตระกูลเซียวที่โด่งดังตอนเปิดตัว ก็เคยใช้วิชา "ฝ่ามือดูดดาว" ซึ่งอ้างอิงหลักการบางส่วนมาจากอิทธิฤทธิ์นี้เช่นกัน
แน่นอน การใช้การย้อนเวลาก็ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันได้ แต่ถ้าทำแบบนั้น หวังลิ่งต้องเสียพลังงานมหาศาล และจุดสำคัญที่สุดคือ หลังจากการย้อนเวลา เส้นโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง... ดังนั้น ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ หวังลิ่งไม่อยากใช้วิชานี้พร่ำเพรื่อ
หวังลิ่งยืนอยู่ริมสระบัวเล็ก สายตาสอดส่ายหาก้อนเงาสีดำที่เพิ่งตกลงไปในสระเมื่อครู่ แม้เรื่องจะเกิดขึ้นในชั่วพริบตา แต่หวังลิ่งก็ยังอาศัยความสามารถในการมองเห็นภาพเคลื่อนไหวอันน่าสะพรึงกลัวตัดสินได้ว่า... ไอ้ก้อนนี้ น่าจะเป็นแมวดำตัวหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าเจ้า "แมวดำ" ตัวนี้ตกใจนิดหน่อย
เพราะจริงๆ แล้วมันตั้งใจกระโดดลงไปเพื่อสาดน้ำใส่คนคนนี้ให้เปียกโชก...
หลังจากกระโดดลงน้ำ "แมวดำ" ก็ว่ายปราดไปหลบข้างๆ อย่างมีแผนการ ซ่อนตัวอยู่ขอบสระบัวเริ่มการสังเกตการณ์ในที่มืด แล้วก็ได้เห็นกระบวนการที่หวังลิ่งใช้มหาเวทแรงโน้มถ่วงทั้งหมดแบบเต็มตา...
"คิดไม่ถึงว่าหมอนี่จะใช้วิชาระดับสูงขนาดนี้เป็นด้วย!"
แผนการแกล้งคนที่วางไว้อย่างดิบดี ไม่นึกว่าจะล้มเหลวตั้งแต่ด่านแรก ฤกษ์ไม่ดีเอาซะเลย! เหอปู้เฟิงที่แปลงร่างเป็น "แมวดำ" ถอนหายใจในใจ
เขากระโจนจากด้านข้างขึ้นไปบนใบบัวในสระ เนื่องจากเป็นสระบัวจำลอง ทั้งดอกบัวและใบบัวจึงเป็นของปลอม แถมแรงลอยตัวยังดีเยี่ยม เหมือนโฟมฝึกว่ายน้ำ ทำให้เหอปู้เฟิงยืนทรงตัวบนใบบัวได้อย่างมั่นคง
เหอปู้เฟิงไม่ได้แปลงเป็นแมวครั้งแรก การเคลื่อนไหวจึงค่อนข้างคล่องแคล่ว เพราะการเปลี่ยนจากสองขาเป็นสี่ขา วิธีการเคลื่อนที่มันต่างกัน ถ้าไม่ฝึกสักพักคงยากจะคุ้นชิน
ดังนั้น เจ้า "แมวดำ" ตัวนี้จึงเข้ามาอยู่ในครรลองสายตาของหวังลิ่งอย่างเป็นทางการ...
หนึ่งคนหนึ่งแมวเผชิญหน้ากันชั่วครู่ เหอปู้เฟิงก็กระโดดจากใบบัว...
ม้วนตัวตีลังกาท่าโทมัสฟูลสปิน 360 องศา พุ่งหัวปักลงไปในน้ำ!
จากนั้นก็เริ่มตะเกียกตะกายตีน้ำอย่างสุดชีวิต...
ต่อให้หวังลิ่งไม่ใช้ทิพยโสต ก็รู้ว่าไอ้เวรนี่แม่งตอแหลชัดๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้หวังลิ่งรู้แจ้งแทงทะลุหมดแล้ว... เขารู้อย่างชัดเจนว่าแมวดำตัวนี้จริงๆ แล้วคือคนแปลงร่างมา และเป็นคนที่ถังจิ้งเจ๋อส่งมาแกล้งเขา
สถานการณ์ตอนนี้ ถ้าลงมือช่วย ก็ต้องมีแผนชั่วอื่นตามมาแน่ แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่สนใจ หวังลิ่งรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามต้องยัดข้อหาแล้งน้ำใจไม่ช่วยคนตกน้ำให้เขาแน่นอน และมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียนมัธยมที่หกสิบ ยังไงซะตาแก่โบราณก็เคยบอกว่า ทุกคนที่มาโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้า คือตัวแทนภาพลักษณ์ของโรงเรียนมัธยมที่หกสิบ
ช่วยไหม? แน่นอนว่าต้องช่วย...
แต่ว่า ก็ต้องให้บทลงโทษกันสักหน่อยสินะ...
หวังลิ่งจ้องมองแมวดำที่กำลังตะเกียกตะกายในน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่ "เป็นมิตร" (อำมหิต) ออกมา