- หน้าแรก
- บันทึกประจำวันของราชันย์เซียน
- บทที่ 43 การแก้แค้นของรุ่นพี่เหอ
บทที่ 43 การแก้แค้นของรุ่นพี่เหอ
บทที่ 43 การแก้แค้นของรุ่นพี่เหอ
บทที่ 43 การแก้แค้นของรุ่นพี่เหอ
สายลมในโรงเรียนพัดผ่าน ที่ใดบ้างไร้ลมเมฆ...
รุ่นพี่ผู้มีคะแนนรวมสามปีการศึกษา 8823, รุ่นพี่เด็กเกเร, รุ่นพี่ปู้เฟิง (ไร้ลม), รุ่นพี่เฟิงอวิ๋น (ลมเมฆ)...
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ในโรงเรียนเริ่มมีฉายาและตำนานเกี่ยวกับ 'เหอปู้เฟิง' แพร่สะพัดไปทั่ว
แม้แต่เหอปู้เฟิงเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองถูกลือว่าเป็นเด็กเกเรไปตั้งแต่ตอนไหน
...บางที อาจจะเป็นเมื่อสามปีก่อน หลังจากรักแรกสมัยมัธยมอันแสนดุเดือดของเขาจบลงมั้ง?
เหอปู้เฟิงจำไม่ได้แล้ว และก็ไม่แคร์ด้วย ในเมื่อถูกมองว่าเป็นอันธพาลครองโรงเรียน เป็นเด็กเกเรไปแล้ว เหอปู้เฟิงรู้สึกว่าบางครั้งการทำตัวเหลวแหลกแบบ "ช่างแม่ง" ก็ถือเป็นการปลดปล่อยตัวเองวิธีหนึ่งไม่ใช่เหรอ?
นับตั้งแต่กลายเป็นเด็กเกเร เหอปู้เฟิงพบว่าเขาสามารถเดินเข้าห้องน้ำห้องไหนในโรงเรียนก็ได้ตามใจชอบ รอจนเขาทำธุระเสร็จ นักเรียนคนอื่นถึงจะกล้าเดินตัวสั่นงันงกเข้าไปใช้ต่อ ป้าที่โรงอาหารยังตักเนื้อให้เขาเยอะที่สุด ทุกคนในโรงเรียนต่างหวาดกลัวเขา ไม่เว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์... แม้แต่ 'ผู้อำนวยการเซี่ย' ที่ชอบปั้นหน้ายักษ์อยู่เสมอ พอเห็นหน้าเขา นางก็ยังต้องเดินเลี่ยงไปให้ไกล
พูดตามตรง ตอนแรกเหอปู้เฟิงก็รังเกียจชีวิตที่ใครๆ ต่างหลบเลี่ยงราวกับเห็นงูเห็นแมงป่องแบบนี้
แต่ไปๆ มาๆ เหอปู้เฟิงเริ่มเรียนรู้ที่จะเสพสุขกับมันซะงั้น
สิ่งที่ทำให้เหอปู้เฟิงคาดไม่ถึงนิดหน่อยก็คือ เมื่อเช้านี้ 'ถังจิ้งเจ๋อ' มาหาเขา ชายผู้ที่เคยเล่นงานคณะครูนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบแปดจนขวัญหนีดีฝ่อในอดีต ตอนนี้กลับต้องมาบากหน้าก้มหัวขอร้องเขา ให้ช่วยสั่งสอนเจ้าพวก "ตัวตึง" จากโรงเรียนมัธยมที่หกสิบสักหน่อย
......
......
"ก็คือสี่คนนี้?" ในห้องน้ำชายที่นัดพบ เหอปู้เฟิงโยนก้นบุหรี่ทิ้งแล้วขยี้ด้วยเท้าอย่างแรง พร้อมกับจ้องมองรูปถ่ายและข้อมูลที่ถังจิ้งเจ๋อยื่นให้
"ใช่แล้ว คือพวกมันนี่แหละ..." ถังจิ้งเจ๋อตอบเสียงอ่อย 'ฟางหัวชิง' กับ 'เหลียงเวย' หดหัวอยู่หลังถังจิ้งเจ๋อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง... รุ่นพี่เด็กเกเรคนนี้ น่ากลัวสมคำร่ำลือจริงๆ
"ข้าจำได้ว่า ตัวแทนนักเรียนที่โรงเรียนมัธยมที่หกสิบส่งมา มีทั้งหมดห้าคน เจ้าขีดชื่อ 'ซุนหรง' ทิ้งไปงั้นรึ? ทำไม ดูถูกข้าเหรอ? คิดว่าข้าจัดการไม่ได้?" เหอปู้เฟิงดูข้อมูลในมือแล้วยิ้มเยาะ
"......"
คำถามง่ายๆ คำถามเดียว เล่นเอาถังจิ้งเจ๋อตัวสั่น
"หึหึ อย่ากลัวไปสิ" เหอปู้เฟิงตบไหล่ถังจิ้งเจ๋อ "ยังไงซะนั่นก็เป็นคุณหนูใหญ่แห่ง 'เครือฮัวกั่วสุ่ยเหลียน' ไม่ใช่คนที่ใครจะไปแหยมได้ง่ายๆ นะ"
"รุ่นพี่พูดมีเหตุผล..."
"แต่ข้ามีเวลาจำกัด อย่างมากก็ช่วยเจ้าสั่งสอนได้แค่คนเดียว"
เหอปู้เฟิงชี้ไปที่รูปถ่าย "ในสี่คนนี้ ข้อแรก ข้าไม่มีนิสัยรังแกผู้หญิง คนที่ชื่อ 'หลินเสี่ยวอวี่' นี่ตัดไปได้เลย"
"อืม รุ่นพี่ช่างมีความเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ!" เหลียงเวยรีบประจบสอพลอ
จากนั้น เหอปู้เฟิงก็ชี้ไปที่ 'เฉินเชา' "ข้อสอง ไอ้หนุ่มกล้ามโตนี่ดูท่าจะรับมือยาก ข้าไม่อยากจะไปสั่งสอนมัน แล้วต้องลงเอยด้วยการเล่นมวยปล้ำเชิงปรัชญากับมันหรอกนะ ดูจากข้อมูลเหมือนที่บ้านมันจะมีอิทธิพลไม่เบา ข้าว่าตัดทิ้งไปเถอะ"
"......"
ต่อมา เหอปู้เฟิงก็ชี้ไปที่รูปของ 'ปรมาจารย์เอ้อร์ตั้น' "แล้วก็ไอ้หมอนี่ หน้าตาดูโง่ๆ ก็จริง แต่ที่บ้านเปิดร้านขายสัตว์วิญญาณ ข้าสังหรณ์ใจว่านกแก้วในมือมันรับมือไม่ง่ายแน่"
"......"
สุดท้าย เหอปู้เฟิงก็เบนสายตาไปที่ 'หวังลิ่ง' "ดูจากข้อมูลแล้ว เจ้าหมอนี่ดูเหมือนจะเป็นคนที่รังแกได้ง่ายที่สุดใช่ไหม? งั้นก็เอามันนี่แหละ!"
"......"
รุ่นพี่ ท่านแน่ใจนะว่าจะไม่พิจารณาอีกที?
......
......
หลังจากออกมาจากโรงยิม เวลาอิสระที่เหลือก็เป็นของหวังลิ่งโดยสมบูรณ์ หลินเสี่ยวอวี่ถูกตาแก่โบราณรั้งตัวไว้ที่โรงยิมให้อ่านนิยายเรื่อง "ปรมาจารย์ลัทธิมาร"; ส่วนซุนหรงอาศัยช่วงเวลาที่นักเรียนโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้ากำลังเรียนอยู่ แอบหนีไปที่ดาดฟ้าโรงเรียนเพื่อลองเรียกจิตวิญญาณกระบี่ หวังเพิ่มความเข้ากันได้; เฉินเชากับกัวหาว สองหน่อผู้ไม่แสวงหาความก้าวหน้า พอออกมาจากการฝึกรวมได้ก็รีบแจ้นกลับหอพักไปเล่นเกมทันที
หวังลิ่งไม่จำเป็นต้องฝึก และไม่ค่อยเล่นเกม เพราะอุปกรณ์ใดๆ ที่อยู่ในมือเขาล้วนพังง่ายดาย แน่นอนว่าในนาฬิกาข้อมือที่ 'หวังหมิง' ผลิตให้เขาเป็นพิเศษ จริงๆ แล้วมีเกมอยู่ แถมคลังเกมยังอัปเดตทุกวันจันทร์ แทบจะรวบรวมเกมออกใหม่ในตลาดไว้ทั้งหมด
แต่หวังลิ่งไม่เคยเล่นสักเกม เพราะค่าสถานะต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกม มันสามารถสะท้อนปฏิกิริยาตอบสนองและความคล่องตัวของหวังลิ่งในทางอ้อมได้... หวังลิ่งไม่อยากให้ผู้ชายโรคจิตบ้าข้อมูลคนนั้นจับเบาะแสอะไรของเขาได้แม้แต่นิดเดียว!
หวังลิ่งคิดเองเออเอง และรู้สึกมาตลอดว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นคนน่าเบื่อ ตั้งแต่เล็กจนโตก็ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด
แน่นอนว่าเรื่องนี้แยกไม่ออกจากการสั่งสอนของพ่อหวังแม่หวัง บ่อยครั้งที่หวังลิ่งคิดว่า ถ้าตัวเองไม่มีระดับพลังความแข็งแกร่งนี้ ท้ายที่สุดเขาก็คงเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง
สวรรค์มอบโอกาสให้ทุกคน และมอบความเท่าเทียมให้ทุกคน เบื้องหลังการมอบระดับพลังที่ไร้คู่ต่อสู้ให้เขา ราคาที่ต้องจ่ายก็เจ็บปวดรวดร้าวไม่แพ้กัน
หวังลิ่งไม่สามารถสนุกกับการเล่นเกม ไม่สามารถหาเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อเป็นพิเศษ ไม่สามารถไฮไฟว์กับเพื่อนฝูงเวลาดีใจ แม้แต่จะจาม จะนอนหลับ เขาก็ยังต้องระแวดระวัง... ทุกชั่วโมงยาม ต้องควบคุมพลังของตนเอง พยายามป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทำร้ายใคร นี่ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบต่อตัวเอง แต่เป็นการรับผิดชอบต่อผู้อื่นด้วย
ตอนเด็กๆ ความโดดเดี่ยวน่าจะเป็นปมในใจที่ลึกที่สุดของหวังลิ่ง แต่พออายุมากขึ้น หวังลิ่งก็ค่อยๆ ชินชากับความโดดเดี่ยวตัวคนเดียว
แม้ว่าตั้งแต่มาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมที่หกสิบ ชีวิตจะดูครึกครื้นขึ้นมาก... โดยเฉพาะกิจกรรมต่างโรงเรียนในช่วงไม่กี่วันนี้ การต้องใช้ชีวิตรวมกลุ่มแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำให้หวังลิ่งรู้สึกไม่ชินและอึดอัดมาก
ช่วงเวลาอิสระในตอนนี้สำหรับหวังลิ่งแล้ว ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ที่จะได้อยู่เงียบๆ คนเดียวสักที
......
เพลงนั้นเขาร้องว่ายังไงนะ?
เดินไปกับฉันบนถนนในโรงเรียน...
ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้า หรือโรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบแปดที่เขาเล่าลือกัน ต่างก็มีสถานที่คล้ายๆ กับสวนหย่อมเล็กๆ ของโรงเรียนมัธยมที่หกสิบ
หลังจากที่ผู้บริหารโรงเรียนเจ้าของโรงพยาบาลขลิบจู๋ได้ขยายพื้นที่โรงเรียนมัธยมห้าสิบเก้า นอกจากจะสร้างทางเดินร่มรื่นกว้างขวางหน้าประตูและหอพักใหม่แล้ว ยังได้ขยายพื้นที่ด้านหลังหอพักเพิ่มขึ้นมาอีกผืนหนึ่ง
นั่นคือป่าซากุระ ที่ปลูกต้นซากุระไว้เต็มไปหมด
ตอนนี้เป็นฤดูที่ซากุระกำลังบานสะพรั่ง ในป่าถูกย้อมไปด้วยสีชมพูของดอกซากุระ พอเข้าไปอยู่ท่ามกลางมัน ก็ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอายของรักแรก
ตอนเลิกเรียนที่โรงเรียนมัธยมที่ห้าสิบเก้า มักจะเห็นคู่รักวัยใสจับคู่กันมา สาบานรักโชว์หวานกันใต้ต้นซากุระเสมอ
สายลมพัดผ่าน กลีบซากุระหมุนวนจากยอดไม้และพื้นดิน แล้วร่วงหล่นลงบนผมสั้นและไหล่ของหวังลิ่งอย่างแผ่วเบา... ดอกซากุระที่งดงามกับเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึม ทำให้ภาพรวมดูมีความงามที่แปลกตาไปอีกแบบ