เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ธงค่ายกลสามดาว

บทที่ 31 ธงค่ายกลสามดาว

บทที่ 31 ธงค่ายกลสามดาว


บทที่ 31 ธงค่ายกลสามดาว

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน หวังลิ่งถือถ้วยชาขึ้นมา ดื่มรวดเดียวหมดอย่างห้าวหาญ

ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว แถมยังไม่อ้วกด้วย มิหนำซ้ำยังเรอเอิ๊กใหญ่ออกมา ทำเอาถังจิ้งเจ๋อกับพวกแทบอ้วกแทน

อย่าเข้าใจผิด... หวังลิ่งไม่ได้อยากทำเท่โชว์พาวอะไรหรอก เขาแค่รู้สึกว่าการยื้อเวลากันไปมาแบบนี้มันเสียเวลาชีวิตชะมัด

การเอาเวลาดีๆ มาทิ้งขว้างกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ มันน่าละอายจะตายไป

สู้เอาเวลาไปตั้งใจเรียนยังจะดีกว่า ใช่ไหม?

แน่นอนว่าเหตุผลหลักคือ นั่งรถบัสมาตั้งนาน หวังลิ่งรู้สึกเหนื่อยใจ ถ้าให้เขาวิ่งจากมัธยมหกสิบมาห้าสิบเก้า ไม่กี่วินาทีก็ถึงแล้ว

ดังนั้นหวังลิ่งเลยไม่ค่อยชินกับการนั่งยานพาหนะเท่าไหร่

"นักเรียนหวัง... เจ้าไม่เป็นไรนะ?" ตั้งแต่เมื่อคืนที่หวังลิ่งโชว์กระบี่ไม้ ตาแก่โบราณก็ตกใจไปรอบหนึ่งแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าความตกใจระลอกสองในชีวิตจะตามมาติดๆ รวดเร็วปานนี้

เฉินเชากับอาจารย์เอ้อร์ตั้นตาแทบถลนออกจากเบ้า แม้แต่นกแก้วเอ้อร์ตั้นยังตกใจจนขนร่วงไปสองเส้น... น้ำผักผลไม้เข้มข้นสองร้อยเท่า คนสติดีๆ ที่ไหนเขากินกันฟะ?!

"อืม ชินแล้ว..." หวังลิ่งเช็ดปากอย่างใจเย็น ตอบสั้นๆ ง่ายๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

หวังลิ่งจำได้ว่า ยาชุบกายาที่เขาปรุงตามสูตรโบราณกินเมื่อก่อน รสชาติอุบาทว์กว่าน้ำผักผลไม้นี่เยอะ นึกถึงคนรุ่นก่อนที่ยอมกล้ำกลืนฝืนทนกินของน่าสะอิดสะเอียนเพื่อเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรแค่นิดเดียว น้ำผักผลไม้เข้มข้นสองร้อยเท่าแก้วนี้ ถือว่าเด็กๆ ไปเลย

แถมหวังลิ่งยังรู้สึกว่ารสชาติมันออกหวานนิดๆ ด้วยซ้ำ!

...ชิ... ชินแล้ว?!

คำตอบสั้นๆ สามคำของหวังลิ่ง กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจทุกคนอย่างรุนแรงจนยากจะระงับ

น้ำผักผลไม้นั้นราคาถูกมาก เรียกได้ว่าเป็นอาหารเสริมผู้บำเพ็ญเพียรที่เครือฮัวกั่วสุ่ยเหลียนผลิตมาเพื่อคนรากหญ้าก็ว่าได้ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวยากจนที่ตั้งความหวังไว้กับลูกหลาน น้ำผักผลไม้ก็เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายในบ่อโคลนแห่งความสิ้นหวัง

ขอแค่ในบ้านมีคนบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานสักคน ก็จะได้รับเงินอุดหนุนพิเศษจากรัฐบาลประเทศหัวซิ่ว สำหรับครอบครัวยากจน นี่คือการพลิกชีวิตเลยทีเดียว

ซุนหรงเคยไปบ้านหวังลิ่ง นางรู้ว่าบ้านหวังลิ่งอยู่ชานเมือง รอยต่อกับเมืองซิงอวี่พอดี แต่ซุนหรงไม่เคยคิดว่าบ้านหวังลิ่งจะจนจริง จนกระทั่งได้เห็นกระบี่ไม้ของหวังลิ่ง และวีรกรรมการซดน้ำผักผลไม้อย่างไม่สะทกสะท้านในวันนี้...

ในฐานะทายาทเศรษฐีผู้มีมโนธรรม ซุนหรงรู้สึกว่าจำเป็นต้องใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของหวังลิ่งให้มากขึ้นซะแล้ว...

เด็กผู้ชายแบบไหนกัน? ที่เติบโตมาด้วยการกล้ำกลืนน้ำผักผลไม้รสชาติห่วยแตก อาศัยความพยายามของตัวเองก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานทีละก้าว สอบติดโรงเรียนมัธยมกลางเมืองได้ทั้งที่อยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดนั้น?

ทุกคนในมัธยมหกสิบต่างสะเทือนใจ...

พอนึกเชื่อมโยงน้ำผักผลไม้แก้วนี้กับชีวิตวัยเด็กอันยากลำบากของหวังลิ่ง น้ำตาของซุนหรงและหลินเสี่ยวอวี่ก็พาลจะไหล...

แม้แต่ชายอกสามศอกอย่างเฉินเชาและกัวหาวก็ยังซาบซึ้งใจสุดๆ

"......" หวังลิ่งรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงได้เป็นหนึ่งในสิบบุคคลดีเด่นผู้น่าประทับใจประจำโรงเรียนรุ่นต่อไปแน่ๆ

...

น้ำผักผลไม้ที่อ้างว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพแก้วนี้ ต้องเป็นบทละครที่พวกถังจิ้งเจ๋อเตี๊ยมกันมาอยู่แล้ว

และหลังจากผ่านฉากนี้ไป ซุนหรงและคนอื่นๆ ก็มองเห็นธาตุแท้ของงานแลกเปลี่ยนสภานักเรียนครั้งนี้อย่างชัดเจน

ที่บอกว่ามาแลกเปลี่ยนกันระหว่างสองโรงเรียน จริงๆ แล้วคือเวทีอวดเบ่งของมัธยมห้าสิบเก้าต่างหาก!

สนองตัณหาความอยากอวดของตัวเอง แถมยังได้เห็นคนโรงเรียนอื่นขายหน้าอีก

"โชคดีที่มีสหายนักเรียนหวังลิ่งอยู่ ไม่งั้นเราคงไม่ผ่านด่านแรกด้วยซ้ำ" ซุนหรงถอนหายใจเงียบๆ

ศึกหนักครั้งนี้ ยังไงก็ต้องสู้ให้ชนะ!

พวกเขาเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของมัธยมหกสิบ ไม่ได้มาเพื่อยอมแพ้!

หลินเสี่ยวอวี่ถลึงตามองพวกถังจิ้งเจ๋อที่กำลังอึ้งกิมกี่ แล้วพูดอย่างฉุนเฉียว: "พยานแห่งมิตรภาพนี้ สหายนักเรียนหวังลิ่งของเราก็ดื่มไปแล้ว ให้พวกเราเข้าไปได้หรือยัง?" ความจริงคนมัธยมหกสิบทุกคนรู้ดีว่า ด้วยความสัมพันธ์ของสองโรงเรียน จะไปมีมิตรภาพบ้าบออะไรกัน... เรือแห่งมิตรภาพลำนี้มันจมตั้งแต่อยู่ในอู่ต่อเรือแล้ว!

"ที่แท้หมอนี่ชื่อหวังลิ่ง..." ถังจิ้งเจ๋อมองหวังลิ่งที่ทำหน้าเฉยเมย แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ในใจท่องชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมา คนที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์คนนี้ เขาต้องระวังให้ดีในแผนการขั้นต่อไป

เพียงไม่กี่วินาที ถังจิ้งเจ๋อก็คิดแผนการต่างๆ นานา รวมถึง "แผนต้อนรับพิเศษ" รอบถัดไป

เพราะน้ำผักผลไม้ เป็นแค่หนึ่งในด่านทดสอบเท่านั้น

"แขกผู้มีเกียรติจากมัธยมหกสิบเดินทางมาเหนื่อยๆ เชิญตามข้ามา ข้าจะพาไปลงทะเบียนเข้าพักเดี๋ยวนี้" ถังจิ้งเจ๋อปั้นหน้ายิ้มอีกครั้ง ผายมือเชิญคณะมัธยมหกสิบเข้าไปข้างใน

หวังลิ่งยังคงเดินรั้งท้ายแถว เท้าเพิ่งแตะบันได ก็ได้ยินถังจิ้งเจ๋อเริ่มโม้เรื่องค่ายกลรวบรวมวิญญาณที่เพิ่งติดตั้งใหม่ของมัธยมห้าสิบเก้า: "อย่างที่ทุกคนทราบ อาคารเรียนของมัธยมห้าสิบเก้าได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้บริหารคนใหม่ ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ปีที่แล้ว..."

"ผู้บริหารคนใหม่?"

อาจารย์เอ้อร์ตั้นยิ้มมุมปาก: "ใช่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชายที่รับขลิบจู๋นั่นรึเปล่า?"

"พรืดดด ฮ่าๆๆๆ!"

คำพูดนี้ทำเอาสองสาวซุนหรงและหลินเสี่ยวอวี่กลั้นขำไม่อยู่ หัวเราะออกมาดังลั่นอย่างไม่รักษาภาพพจน์

และเสียงหัวเราะอันทรงพลังดุจระฆังทองนี้ ก็ทำให้พวกถังจิ้งเจ๋อเงียบกริบไปทันที...

บัดซบ... บทมันไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่หว่า! พวกนี้มันต้องอิจฉาตาร้อนจนอกแตกตายไม่ใช่เรอะ? ไหงกลายเป็นว่าพวกเขากลับถูกคนมัธยมหกสิบยิงธนูใส่เข่าจนพรุนไปสองดอกแล้วล่ะ!

(มาจากมีม "จนกระทั่งโดนธนูปักที่เข่า")

"นักเรียนกัว เวลาพูดจา ระวังภาพพจน์หน่อย!" ตาแก่โบราณแกล้งกระแอมวางมาดเคร่งขรึม แต่ในใจขำกลิ้ง ใครๆ ก็เคยหนุ่มแน่น การเห็นวัยรุ่นกัดกันนี่มันบันเทิงเริงใจสุดๆ! จริงๆ แล้วเขาชอบดูผู้หญิงตบกันทึ้งหัวกลิ้งกับพื้นมากกว่านะ ถึงใจกว่าเยอะ!

"ขอรับอาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว" อาจารย์เอ้อร์ตั้นสมกับเป็นอาจารย์เอ้อร์ตั้น ความหน้าหนาของเขาเลื่องลือไปทั่วมัธยมหกสิบ ยอมรับผิดทันที แต่ดูท่าทาง... ไม่ได้สำนึกผิดเลยสักนิด

"อืม รู้ผิดแก้ไข คือยอดคน ต่อไปเวลาคนอื่นพูด อย่าพูดแทรก เข้าใจไหม?" ตาแก่โบราณพยักหน้า แล้วหันไปมองถังจิ้งเจ๋อ: "อ้อ จริงสิ เมื่อกี้นักเรียนถังพูดถึงไหนแล้วนะ เชิญพูดต่อเลย?"

ถังจิ้งเจ๋อ: "......" คำพูดของตาแก่โบราณทำเอาถังจิ้งเจ๋อเจ็บเข่าจี๊ดซี๊ดขึ้นมาอีกรอบ สรุปว่าไอ้ที่เขาพูดไปเมื่อกี้ แม้แต่อาจารย์คุมทีมยังไม่ได้ฟังเลยเรอะ!

ความเท่ที่สร้างมา ต่อให้ต้องกล้ำกลืนความอัปยศ ก็ต้องสานต่อให้จบ...

มุมปากถังจิ้งเจ๋อกระตุก ข่มความโกรธไว้ แล้วพูดซ้ำประโยคเดิม: "อย่างที่ทุกคนทราบ อาคารเรียนของมัธยมห้าสิบเก้าได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้บริหารคนใหม่ ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ปีที่แล้ว... ตอนนี้อาคารเรียนแปดชั้น มีค่ายกลรวบรวมวิญญาณแปดชุด ปูพรมทุกชั้น ไม่ทราบว่าทุกท่านรู้สึกหรือไม่ว่าพอเข้ามาในอาคารเรียนแล้ว พลังวิญญาณรอบด้านหนาแน่นขึ้น แม้แต่อากาศยังสดชื่นขึ้นด้วย?"

"งั้นเหรอ?" เฉินเชาพยายามรวบรวมพลังวิญญาณ โคจรพลังรอบหนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว: "แปลกจัง ทำไมข้าไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ"

ถังจิ้งเจ๋อนึกว่านี่เป็นแค่ความอิจฉา กำลังจะเถียงกลับ ก็เห็นซุนหรงที่อยู่ข้างๆ ส่ายหน้า: "ไม่มีจริงๆ นะ รู้สึกเหมือนข้างนอกเปี๊ยบเลย"

ฟางหัวชิงใช้ศอกสะกิดถังจิ้งเจ๋อเบาๆ: "ท่านประธาน ค่ายกลรวบรวมวิญญาณมีปัญหารึเปล่า?"

มีปัญหา? เป็นไปไม่ได้ ค่ายกลรวบรวมวิญญาณมีคนดูแลทุกวัน จะมีปัญหาง่ายๆ ได้ไง?

"หรือว่ายังไม่ได้เปิดเครื่อง? รีบไปเช็กดูซิ!"

ถังจิ้งเจ๋อตะคอกใส่พวกเหลียงเวยทั้งสามคนที่อยู่ข้างหลังจนเสียอาการ

ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ จะมีปัญหาไม่ได้เด็ดขาด! เขาเพิ่งจะโชว์พาวไปได้ครึ่งเดียวเองนะ!

ครู่ต่อมา เหลียงเวยวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา: "รายงานท่านประธาน..."

"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?"

"อาจารย์ฝ่ายช่างบอกว่า เมื่อกี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ธงค่ายกลหลักของค่ายกลรวบรวมวิญญาณระเบิด ธงแปดผืน ไม่รอดสักผืน..."

"......" ถังจิ้งเจ๋อได้ยินข่าว ก็รู้สึกเหมือนมีอัลปาก้านับหมื่นตัววิ่งควบผ่านหัวใจไป

นี่เขาโดนแผนโชว์พาวของตัวเองตบหน้าซ้ำสองรอบติดๆ กันเลยเหรอวะเนี่ย?!

วินาทีนี้ ถังจิ้งเจ๋อรู้สึกเจ็บเข่าแบบสุดจะบรรยาย

กัวหาวหัวเราะจนฟันแทบร่วง: "ฮ่าๆๆๆ ธงค่ายกลหลักระเบิดได้ด้วยเหรอ? เพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ย สงสัยคุณภาพธงค่ายกลบ้านเจ้าจะไม่ค่อยดีมั้ง ของซัมซุงรึเปล่า หืม?"

ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ตอนที่เจ็บเข่าเจียนตาย แต่เป็นตอนที่เจ็บเข่าเจียนตายแล้วโดนอาจารย์เอ้อร์ตั้นซ้ำดาบสุดท้ายต่างหาก...

แครก! ——

ทุกคนในที่นั้นเหมือนจะได้ยินเสียงเข่าของถังจิ้งเจ๋อแตกละเอียดดังแว่วมา

...

หวังลิ่งยืนทำหน้าไร้เดียงสาอยู่หลังสุด มองอาคารเรียนแปดชั้นอันโอ่อ่าของมัธยมห้าสิบเก้าด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วถอนหายใจยาว

ดูท่ายันต์ผนึกที่แขนจะมีพลังอ่อนลงไปอีกสินะ? ปกติพลังวิญญาณของเขาจะแค่รบกวนสนามแม่เหล็กของค่ายกลรวบรวมวิญญาณ แต่ไม่ถึงขั้นทำธงค่ายกลหลักระเบิด ตอนนี้พอยันต์ผนึกเสื่อมสภาพ ตัวเขาก็ยิ่งควบคุมยากขึ้นเรื่อยๆ...

แน่นอนว่า ตัวหวังลิ่งเองก็พยายามควบคุมอย่างเต็มที่แล้ว

แต่การที่พลังวิญญาณรั่วไหลออกมา มันเหมือนประจำเดือนมามาก ผิดๆๆ ไม่ใช่สิ!เหมือนกลิ่นอายความเท่มันล้นทะลัก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยันต์ผนึกอ่อนกำลังลง หวังลิ่งเองก็จนปัญญาเหมือนกัน

สงสารก็แต่ท่านผู้บริหารโรงเรียนที่รับขลิบจู๋นั่นแหละ ลงทุนติดตั้งค่ายกลรวบรวมวิญญาณแปดชุดต่อเนื่อง คงหมดเงินไปไม่น้อย

คราวนี้ระเบิดเกลี้ยง... ต้องขลิบหนังกั้งกี่ตันถึงจะคุ้มทุนคืน หวังลิ่งเองก็นับไม่ถูกเหมือนกัน

จบบทที่ บทที่ 31 ธงค่ายกลสามดาว

คัดลอกลิงก์แล้ว