เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 ตำนานลึกลับประจำโรงเรียน

บทที่ 8 ตำนานลึกลับประจำโรงเรียน

บทที่ 8 ตำนานลึกลับประจำโรงเรียน


บทที่ 8 ตำนานลึกลับประจำโรงเรียน

ตั้งแต่เล็กจนโต เกือบทุกคนน่าจะเคยได้ยินตำนานเรื่องเดียวกัน —— ว่าโรงเรียนที่ตัวเองเรียนอยู่ เคยเป็นป่าช้ามาก่อน

ความจริงแท้ของตำนานเรื่องนี้ หวังลิ่งไม่อาจตรวจสอบให้แน่ชัดได้ แต่ความจริงก็คือ ดินแดนที่เขาเหยียบย่ำอยู่นี้ เคยเป็นป่าช้าจริงๆ... ที่ดินป่าช้ามักจะราคาถูก จนกระทั่งเมื่อหกร้อยปีก่อน หน่วยงานการศึกษาของรัฐบาลมาซื้อที่ดินผืนนี้ไป ถึงได้สร้างเป็นโรงเรียนมัธยมที่หกสิบ

พอมาคิดตอนนี้ ก็ชวนขนหัวลุกอยู่เหมือนกัน

ต้องรู้ไว้ด้วยว่า สนามกีฬาของโรงเรียนมัธยมที่หกสิบ เดิมทีก็เป็นส่วนหนึ่งของป่าช้า ตอนนี้นักเรียนที่กระโดดโลดเต้นทำกายบริหารชุดที่สองร้อยห้าสิบกันอย่างคึกคักทุกเช้าบนสนาม ก็ไม่ต่างอะไรกับการแดนซ์กระจายบนหลุมศพเลยสักนิด!

และเพราะเหตุนี้แหละ ถึงได้เห็นของแปลกๆ โผล่มาเพียบในวิชาจารึกยันต์วันนี้

สรุปคือ ความกังวลของหวังลิ่ง มีเหตุผลรองรับชัดเจน

เขาไม่สามารถคุมการปล่อยพลังวิญญาณได้แม่นยำ บวกกับโรงเรียนมัธยมที่หกสิบเคยเป็นป่าช้ามาก่อน ปัจจัยมรณะสองอย่างมาเจอกัน รับประกันไม่ได้เลยว่าเขาจะไปปลุกผีประหลาดๆ ที่แม้แต่อาจารย์พานยังรับมือไม่ไหวขึ้นมาหรือเปล่า

เมื่อเห็นหวังลิ่งยังไม่ยอมลงมือสักที อาจารย์พานก็ไพล่มือเดินทอดน่องเข้ามาหา ในสายตาของนาง หวังลิ่งได้เข้าห้องหัวกะทิถ้าไม่ใช่เพราะดวงดี ก็คงเป็นระบบรวน จริงๆ แล้วคงเป็นเด็กกากคนหนึ่งแน่ๆ

"นักเรียนคนนี้ทำไมไม่เขียนยันต์ล่ะ? หรือว่าเมื่อกี้มีตรงไหนฟังไม่เข้าใจ? อาจารย์สอนตัวต่อตัวให้ได้นะ!"

ฟังไม่เข้าใจ?

นี่มันดูถูกสติปัญญาของเขากันชัดๆ

หวังลิ่งแอบกรอกตามองบนใส่อาจารย์พานในใจ นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะเว้ยเฮ้ย! เข้าใจไหม?

แต่สถานการณ์ตอนนี้ หวังลิ่งเลือกเองไม่ได้ การทำตัวโลว์โปรไฟล์สำคัญก็จริง แต่หวังลิ่งก็ไม่อยากกลายเป็นไอ้กากที่ใครๆ ก็ตราหน้าว่าฟลุกเข้ามาอยู่ห้องหัวกะทิ

จ้องมองกระดาษยันต์ตรงหน้าเขม็ง หวังลิ่งถอนหายใจเฮือก แล้วจรดพู่กัน

ตอนนี้ ทำได้แค่พยายามคุมพลังวิญญาณให้ดีที่สุดแล้วล่ะ...

วินาทีที่เขียนยันต์เสร็จ หวังลิ่งกลั้นหายใจ เพื่อนร่วมห้องรอบข้างต่างรอดูเรื่องสนุกด้วยใจจดจ่อ

เหมือนกับขั้นตอนของคนอื่น กระดาษยันต์ลอยอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง จากนั้นก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมา

แล้วร่างสีเขียวมหึมา ก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน

วินาทีต่อมา อาจารย์พานแข็งทื่อเป็นหิน

เพื่อนร่วมห้องรอบข้างแข็งทื่อเป็นหิน

แม้แต่หวังลิ่งเอง ก็แข็งทื่อเป็นหินเหมือนกัน!

......

คางคกกลืนสวรรค์คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมาเจอฝันร้ายในวัยเด็กเป็นครั้งที่สามด้วยวิธีนี้

ด้วยระดับพลังของหวังลิ่ง ถ้าคุมพลังไม่ดี วิญญาณที่อัญเชิญออกมาเก้าในสิบต้องเป็นระดับราชาผีแน่ๆ

และในโรงเรียนมัธยมที่หกสิบแห่งนี้ ผีที่ใหญ่ที่สุด จริงๆ แล้วแม่งก็คือข้าเองนี่หว่า!

หลังจากวิญญาณดั้งเดิมถูกผนึก คางคกกลืนสวรรค์พยายามแทบตายกว่าจะแยกเสี้ยววิญญาณหนีออกมาได้ นึกไม่ถึงว่าจะโดนหวังลิ่งอัญเชิญกลับมาที่นี่ซะงั้น

วินาทีนี้ จิตใจของน้องกบแทบแตกสลาย

มองหวังลิ่งไป เหงื่อเย็นๆ ก็ไหลพรากไป

"อ๊บ อ๊บ..." วินาทีที่ส่งเสียงร้องออกมา น้องกบอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา

มันสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารจากหวังลิ่ง ขอแค่ขยับตัวน่าสงสัยนิดเดียว มันมั่นใจเลยว่าหวังลิ่งจะตบมันดับดิ้นในพริบตาแน่นอน...

ดังนั้น เพื่อรักษาเสี้ยววิญญาณอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ เจ้าคางคกกลืนสวรรค์จึงจำต้องกลืนความอัปยศอดสูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ใช้เสียงกบร้องอันเรียบง่าย สื่อถึงสัจธรรมสูงสุด เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีพิษภัยใดๆ

ใครจะไปคิด... ว่าอดีตราชาปีศาจระดับห้าผู้ยิ่งใหญ่ วันนี้ต้องตกอับถึงขั้นแกล้งปัญญาอ่อนเพื่อให้คนเห็นว่าตัวเองไร้พิษสง

......

......

หวังลิ่งเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับฝันร้ายในวัยเด็กเป็นครั้งที่สามด้วยวิธีนี้

ไอ้ตัวการที่ทำลายแผนการกินบะหมี่ฟรีสองร้อยปีของเขาเมื่อครั้งกระโน้น มาปรากฏตัวต่อหน้าอีกครั้ง แถมยังยอมทิ้งศักดิ์ศรี แกล้งทำตัวเป็นสัตว์เลี้ยงให้คนลูบหัวเล่นเพื่อเอาตัวรอด

ถามหน่อยเถอะ ศักดิ์ศรีราชาปีศาจหายไปไหนหมด...

แต่เห็นสภาพน่าเวทนาแบบนี้ หวังลิ่งกลับทำใจลงมือซ้ำเติมไม่ลงซะงั้น

......

แม้จะเป็นแค่สัตว์อสูรระดับห้าที่เหลือแต่เสี้ยววิญญาณ แต่ในสายตาคนทั่วไป มันก็ยังเป็นสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายมากอยู่ดี

แต่เจ้าคางคกกลืนสวรรค์ตัวนี้ฉลาดเป็นกรด แค่ร้องอ๊บๆ ทีเดียว ก็ล้างภาพพจน์ตัวเองจนขาวสะอาด

"นักเรียนหวังลิ่งกับคางคกกลืนสวรรค์ตัวนี้ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ..." สามสิบวินาทีหลังจากคางคกกลืนสวรรค์ปรากฏตัว อาจารย์พานยังคงยืนงงในดงกบ

นางรู้ดีว่าลำพังพลังของนาง คงรับมือสัตว์ประหลาดระดับนี้ไม่ไหวแน่ๆ แต่เสียงร้องอ๊บๆ นั่น กลับทำให้นางโล่งใจอย่างประหลาด

ที่แท้ ก็แค่เดรัจฉานที่อ่อนแอจนพูดไม่ได้ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง!

—— งั้นจะไปกลัวอะไรเล่า!

"นักเรียนไม่ต้องตกใจ สัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่มีแรงต่อต้านแล้ว เดี๋ยวอาจารย์จะผนึกมันเอง"

พูดจบ อาจารย์พานก็ใช้วิชา 'ดรรชนีชี้ทาง' มือหนึ่งคว้าเสี้ยววิญญาณคางคกกลืนสวรรค์ อีกมือคว้าวิญญาณสุนัขโครงกระดูกที่พื้น ทำท่าจะหลอมรวมวิญญาณเข้าด้วยกัน

ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดจากการหลอมรวมวิญญาณระดับราชาปีศาจกับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ หวังลิ่งรู้ผลลัพธ์ดียิ่งกว่าใคร

พลังวิญญาณมหาศาลของราชาปีศาจจะช่วยสร้างกายเนื้อให้หมาน้อยตัวนั้นใหม่ และราชาปีศาจก็จะได้กายเนื้อมาครอบครองด้วย

นับเป็นวิธียิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ด้านหนึ่งจำกัดฤทธิ์เสี้ยววิญญาณคางคกกลืนสวรรค์ อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการชดเชยให้หมาน้อยน่าสงสารที่โดนกินจนเหลือแต่กระดูก

คางคกกลืนสวรรค์ย่อมรู้ดีว่า การหลอมวิญญาณกับสุนัขโครงกระดูกหมายถึงอะไร หมายความว่าพลังวิญญาณของมันจะถูกลดทอนลงอย่างมหาศาล และต่อไปนี้มันต้องกลายเป็นสุนัขไปตลอดกาล...

ควรจะเล่นตามบทบาทที่เจ้ายัดเยียดให้ข้า แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น บีบคั้นให้กบที่รักเจ้าที่สุดต้องแสดงละครสด...

วินาทีนี้ หวังลิ่งแทบจะได้ยินเสียงกรีดร้องในใจของคางคกกลืนสวรรค์...

อาจารย์พานสมเป็นอาจารย์พาน แนวหน้าด้านการสอนที่คร่ำหวอดในวงการมานาน กระบวนท่าลื่นไหลไม่มีสะดุด

"นักเรียนทุกคน อาจารย์ปราบสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้แล้ว คิดไม่ถึงว่าวิญญาณดั้งเดิมของมันถูกผนึกไปแล้ว ยังอุตส่าห์แยกเสี้ยววิญญาณหนีออกมาได้ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว มันถูกจำกัดด้วยกายเนื้อ พลังวิญญาณที่ใช้ได้มีเพียงน้อยนิด" อาจารย์พานกล่าวอย่างภาคภูมิใจ "ต่อไปก็ให้มันเป็นมาสคอตประจำห้องเราแล้วกัน"

แสงสว่างวาบขึ้น ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นสุนัขตัวเล็กขนสีเขียวมรกตปรากฏตัวขึ้นในรูปลักษณ์ใหม่

"ว้าว พันธ์อาคิตะ!"

หัวใจสาวน้อยของซุนหรงละลายทันที

"แต่สีของสุนัขตัวนี้แปลกจัง ทำไมเป็นสีเขียวล่ะ?"

"คงเพราะหลอมรวมกับคางคกกลืนสวรรค์นั่นแหละ" ปรมาจารย์เอ้อร์ตั้นขยับแว่น ถอนหายใจ "ยุคนี้มันยุคของคนหน้าตาดี ถ้าหน้าตาดี ใครจะสนล่ะว่าย้อมผมสีอะไร"

เฉินเชาอุ้มเจ้าอาคิตะขึ้นมาอย่างชอบใจ บีบแก้มยุ้ยๆ ของมันอย่างมันเขี้ยว "เราตั้งชื่อให้มันกันเถอะ? ชื่อ... เอ้อร์ฮา (เจ้าฮาสอง) ดีไหม?"

หวังลิ่ง: "......"

เอ้อร์ฮา: "......"

"เอ๊ะ ทำไมมันไม่ร้องล่ะ? เจ้าต้องร้องโฮ่งๆ สิ เข้าใจไหม ตอนนี้เจ้าเป็นหมา ไม่ใช่คางคกแล้วนะ"

เอ้อร์ฮา: "......"

แอบชำเลืองมองหวังลิ่งที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่ไม่ไกล

เอ้อร์ฮาถึงได้ค้นพบว่า เรื่องเศร้าที่สุดในชีวิตกบ ไม่ใช่การซวยซ้ำซ้อนเจอหวังลิ่งถึงสามครั้ง แต่คือการที่แม้จะเจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย แต่ต่อหน้าหวังลิ่ง ก็ยังต้องฝืนยิ้มสู้ต่อไป…

จบบทที่ บทที่ 8 ตำนานลึกลับประจำโรงเรียน

คัดลอกลิงก์แล้ว