- หน้าแรก
- ลูกเต็มบ้าน ไม่ขอเป็นฮูหยินโหว
- บทที่ 24 คนหน้าไม่อาย ย่อมไร้ขีดจำกัด
บทที่ 24 คนหน้าไม่อาย ย่อมไร้ขีดจำกัด
บทที่ 24 คนหน้าไม่อาย ย่อมไร้ขีดจำกัด
บทที่ 24 คนหน้าไม่อาย ย่อมไร้ขีดจำกัด
หลังจากฟังคำบอกเล่า ฮูหยินเจิ้งก็ขมวดคิ้วฉับ "นางเป็นแค่ลูกสาวชาวนา ฐานะต่ำต้อย แต่กล้าเรียกร้องมากมายถึงเพียงนี้ คิดว่าตัวเองทำด้วยทองหรืออย่างไร!"
อวี้จวินซูเอ่ยเนิบนาบ "อันที่จริง การที่นางเรียกร้องสูงหน่อยก็ถือเป็นเรื่องดีขอรับ พอจวนอ๋องเฉินมาสืบความ จะได้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใด"
ฮูหยินเจิ้งแย้ง "แต่เจ้าเพิ่งแต่งงานกับหลานชิงซีไป คลังของจวนแทบจะกลวงโบ๋แล้วนะ"
แม้นางจะรู้สึกว่าหลานชิงซีไม่คู่ควรกับบุตรชาย แต่ฮูหยินเจิ้งเป็นคนหน้าใหญ่ใจโต งานแต่งงานของทั้งคู่จึงจัดอย่างเอิกเกริกเพื่อรักษาหน้าตา
งานแต่งครั้งนั้นผลาญเงินสดในจวนโหวไปแทบเกลี้ยง
รายได้หลักของจวนโหวมาจากเบี้ยหวัดของโหวว่านฮู้และอวี้จวินซู รวมกับรายได้จากร้านค้าและที่ดิน
โหวว่านฮู้นั้นไม่ต้องพูดถึง กินตำแหน่งลอยๆ เงินเดือนน้อยนิด แทบไม่พอใช้จ่ายส่วนตัว
ส่วนอวี้จวินซู แม้จะสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวา (บัณฑิตเอกอันดับสาม) เมื่อสามปีก่อน แต่ก็เพิ่งย้ายจากสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินมารับตำแหน่งขุนนางขั้นผู้น้อยในกรมคลัง เบี้ยหวัดจึงยังน้อยนิดนัก
ตอนที่วิ่งเต้นเข้ากรมคลัง ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากปูทาง ฮูหยินเจิ้งไม่อยากควักเนื้อ จึงไปหยิบยืมเงินจากตระกูลหลานมาก้อนใหญ่ ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ใช้คืน
ร้านค้าของจวนโหวอยู่ในความดูแลของฮูหยินเจิ้ง นางไม่มีหัวการค้า แต่เก่งเรื่องใช้งานคน ร้านค้าจึงพอมีรายได้เข้ามาบ้างในแต่ละปี
ส่วนผลผลิตจากที่ดินก็มีจำกัด ได้รายได้เท่าเดิมทุกปี
ภายนอกจวนโหวว่านฮู้ดูโอ่อ่าหรูหรา แต่ความจริงภายในนั้นกลวงโบ๋
ช่วงนี้ฮูหยินเจิ้งเสียเงินค่ารักษาตัวไปไม่น้อย ทำให้เงินในบัญชีจวนเหลืออยู่เพียงพันตำลึงเศษเท่านั้น
จะให้นางควักเงินเก็บก้นถุงมารับจ้าวเยียนเอ๋อร์เป็นอนุ นางไม่มีวันยอม!
นางจึงออกอุบาย "ในเมื่อหลานชิงซีเป็นคนเขียนหนังสือรับอนุให้เจ้า ก็ให้นางเป็นคนจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายตามคำเรียกร้องของจ้าวเยียนเอ๋อร์ก็แล้วกัน"
อวี้จวินซูรู้สึกลังเล เพราะเขาสัมผัสได้ว่าครั้งนี้หลานชิงซีกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก ท่าทีของนางที่มีต่อเขาดูเย็นชาลงไปมาก
เขาแย้ง "ทำแบบนั้นเกรงว่าจะไม่เหมาะนะขอรับ"
ฮูหยินเจิ้งแค่นเสียง "จะไม่เหมาะตรงไหน? ที่ข้ายอมให้เจ้าแต่งงานกับนาง ก็เพราะเห็นแก่เงินของนางนั่นแหละ"
"ถ้านางไม่ยอมจ่าย ก็หย่านางทิ้งซะ!"
"แม่นมจาง ไปเรียกหลานชิงซีมานี่ ข้าจะคุยกับนางเอง"
อวี้จวินซูรู้ดีว่าตอนนี้เขายังหย่ากับหลานชิงซีไม่ได้ แต่เขาก็ไม่มีปัญญาหาเงินมากมายขนาดนั้นมาแต่งจ้าวเยียนเอ๋อร์อย่างสมเกียรติ วิธีนี้จึงดูจะเป็นทางออกเดียว
เขาคิดเข้าข้างตัวเองว่า ต่อให้หลานชิงซีจะโกรธเขาเรื่องซ่งหลินยวน แต่นางก็คงยังรักเขาอยู่
นางรวยล้นฟ้า เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก นางต้องยอมจ่ายแน่ เขาจึงไม่คิดห้ามปรามมารดา
หนึ่งเค่อต่อมา หลานชิงซีก็เดินตามแม่นมจางเข้ามา ฮูหยินเจิ้งเปิดประเด็นทันที "การที่เจ้ายอมรับอนุให้ลูกชายข้า แสดงถึงความใจกว้างของเจ้า เจ้าทำได้ดีมากในเรื่องนี้"
"แต่ช่วงนี้จวนเราขัดสนเรื่องเงินทอง ดังนั้น... ค่าใช้จ่ายในการรับอนุ เจ้าก็เป็นคนออกเองแล้วกัน"
หลานชิงซีคุ้นเคยกับบทพูดนี้ดีเหลือเกิน!
น้ำเสียงลำพองใจและถือดีของฮูหยินเจิ้ง ที่เรียกร้องเงินทองราวกับว่ากำลังมอบเมตตาให้ ช่างเข้ากับสำนวน "จะเอาทั้งขึ้นทั้งล่อง" เสียจริงๆ
หลานชิงซีหันไปถามอวี้จวินซู "นี่เป็นความต้องการของคุณชายด้วยหรือเจ้าคะ?"
อวี้จวินซูเอ่ยเสียงนุ่ม "ชิงซี งานแต่งของเราใช้เงินไปมาก เจ้าไม่ได้ดูแลบัญชีเรือน ย่อมไม่รู้ความลำบาก"
"ตอนนี้ทางบ้านขัดสนจริงๆ ถือเสียว่าข้ายืมเงินเจ้าก่อน วันหน้าข้าจะหามาใช้คืนให้แน่นอน"
ฮูหยินเจิ้งสวนขึ้นทันควัน "ผัวเมียกันจะแบ่งแยกอะไรกันนักหนา ของของนางก็คือของของเจ้า"
หลานชิงซีย้อนถาม "ถ้าตามที่ท่านแม่พูด ของของข้าคือของของคุณชาย... เช่นนั้น ของของคุณชายก็คือของของข้าด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
ฮูหยินเจิ้งขมวดคิ้ว "สตรีถือสามีเป็นดั่งท้องฟ้า ของของลูกชายข้า ย่อมต้องเป็นของลูกชายข้าสิ"
หลานชิงซียิ้ม แล้วหันไปถามอวี้จวินซู "คุณชายก็คิดเช่นนี้หรือเจ้าคะ?"
อวี้จวินซูเอ่ยเสียงอ่อน "เราเป็นสามีภรรยากัน ไม่ต้องแบ่งเขาแบ่งเราหรอก"
หลานชิงซีจึงเอ่ย "ตกลงเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว"
แม่ลูกคู่นั้นทึกทักเอาเองว่านางตกลงยอมจ่าย
ฮูหยินเจิ้งพอใจกับท่าทีของนางมาก เย็นวันนั้นนางจึงให้แม่นมจางจดรายการสิ่งของที่ต้องใช้ในการรับจ้าวเยียนเอ๋อร์
ฮูหยินเจิ้งไม่เพียงใส่รายการตามที่จ้าวเยียนเอ๋อร์ขอ แต่ยังเพิ่มผ้าไหมชั้นดีสิบพับ ปิ่นปักผมและเครื่องประดับอีกสิบชิ้น รวมถึงของจุกจิกอีกสารพัด
เงินสองพันตำลึงที่จ้าวเยียนเอ๋อร์เรียกมา พอผ่านมือฮูหยินเจิ้ง ก็พุ่งพรวดไปเป็นสี่พันตำลึง
ฮูหยินเจิ้งคิดว่าไหนๆ หลานชิงซีก็ยอมจ่ายแล้ว ก็ต้องรีดไถให้คุ้ม
ลูกสาวของนางไม่ได้ตัดชุดใหม่หรือซื้อเครื่องประดับใหม่มาเป็นเดือนแล้ว ถือโอกาสนี้ให้หลานชิงซีจ่ายให้หมดเสียเลย
ลี่ชิวเห็นรายการของแล้วตัวสั่นด้วยความโกรธ "สินสอดที่คุณชายให้คุณหนู รวมกันยังไม่เยอะเท่านี้เลยเจ้าค่ะ!"
"บ่าวเกิดมาไม่เคยได้ยินว่ามีการเอาสินเดิมของเมียหลวงไปขอเมียน้อย!"
งานแต่งของหลานชิงซีกับอวี้จวินซูแม้จะดูยิ่งใหญ่ แต่ก็มีแต่เปลือก
หลานชิงซีแต่งเข้าจวนโหวพร้อมสินเดิมมหาศาล แต่นั่นคือเงินที่ตระกูลหลานมอบให้บุตรสาว ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสมบัติของจวนโหวเลย
ลี่ชิวรู้สึกว่าการกระทำของคนจวนโหวช่างต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉาน!
หลานชิงซีกลับใจเย็นกว่ามาก ในชาติก่อนคนพวกนี้ทำเรื่องน่ารังเกียจกว่านี้เยอะ นี่เป็นแค่น้ำจิ้ม
นางยิ้ม "เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ?"
ลี่ชิวถาม "คุณหนูจะยอมจ่ายจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
แววตาของหลานชิงซีเย็นเยียบ "แม้ตระกูลหลานจะมั่งคั่งที่สุดในเจียงหนาน แต่เงินของท่านพ่อกับพี่ชายข้าไม่ได้เสกมาได้ จะให้ใครมาผลาญเล่นง่ายๆ ได้อย่างไร"
ลี่ชิวกังวล "แต่ถ้าคุณหนูไม่จ่าย ฮูหยินกับคุณชายต้องหาเรื่องคุณหนูแน่ๆ"
หลานชิงซียิ้มมุมปาก "งั้นข้าก็จะไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามาหาเรื่อง"
ลี่ชิวยังไม่เข้าใจว่านางจะหลบเลี่ยงสองแม่ลูกจอมวายร้ายได้อย่างไร
หลานชิงซีเอ่ยเรียบๆ "ประมุขที่แท้จริงของจวนโหวไม่ใช่แม่ลูกคู่นั้น แต่เป็นท่านโหวว่านฮู้ต่างหาก"
"เรื่องใหญ่ระดับลูกชายจะรับอนุ ท่านโหวจะไม่รู้เห็นได้อย่างไร?"
แม้โหวว่านฮู้จะเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่เขาก็ยังมีศักดิ์เป็นประมุขของบ้าน
ลี่ชิวตาเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยิน
เมื่อก่อนโหวว่านฮู้มักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ตั้งแต่อนุฉินย้ายเข้ามา เขาก็ขลุกอยู่แต่ในเรือนของนาง
หลานชิงซีไปดักรอโหวว่านฮู้ที่เรือนชิวหลาน พอเข้าไปก็พบอนุฉินอยู่ด้วย
นางคารวะโหวว่านฮู้อย่างนอบน้อม แล้วทักทายอนุฉินอย่างเป็นกันเอง อนุฉินก็ยิ้มรับไมตรี
โหวว่านฮู้ถามอย่างแปลกใจ "เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใด?"
เขากับฮูหยินเจิ้งไม่ถูกกัน และปกติเขาก็ไม่ค่อยยุ่งเรื่องในบ้าน
ความสัมพันธ์พ่อลูกกับอวี้จวินซูก็ย่ำแย่ เจอหน้ากันเป็นต้องทะเลาะ เขาเชื่อว่าอวี้จวินซูถูกฮูหยินเจิ้งเสี้ยมสอนจนไม่เห็นหัวพ่อ
แม้แต่เรื่องแต่งงานของหลานชิงซีกับอวี้จวินซู เขาก็แทบไม่ได้สนใจ
ในความคิดเขา หลานชิงซีเป็นเมียอวี้จวินซู ก็ต้องเข้าข้างผัว
ดังนั้นวันนี้ การที่นางมาขอพบเขาจึงทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก
หลานชิงซียิ้ม "ที่ข้ามาหาท่านโหววันนี้ เพราะมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะเจ้าค่ะ"