เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ผู้ไร้ยางอายย่อมไร้พ่าย

บทที่ 3 ผู้ไร้ยางอายย่อมไร้พ่าย

บทที่ 3 ผู้ไร้ยางอายย่อมไร้พ่าย


หลานชิงซีมิได้คุกเข่า นางยืนนิ่งทำสีหน้าไร้เดียงสา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น "ข้าไม่ทราบว่าวันนี้ทำสิ่งใดผิดไป ท่านแม่ถึงได้โกรธเคืองเพียงนี้เจ้าคะ?"

ฮูหยินเจิ้งตวาดกลับด้วยความโมโห "ยังมีหน้ามาถามอีก! เจ้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้จวนโหวแล้ว แต่กลับเอาแต่เสนอหน้าออกไปข้างนอกทั้งวัน จวนโหวว่านฮู้ต้องมาขายหน้าก็เพราะเจ้า!"

หลานชิงซียืนนิ่งปล่อยให้ฮูหยินเจิ้งดุด่าจนพอใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ "เมื่อวานข้าเก็บผ้าเช็ดหน้าได้ที่ประตูข้าง ไม่ทราบว่าเป็นของท่านแม่หรือไม่เจ้าคะ"

กล่าวจบ นางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมยผืนหนึ่งออกมา แล้วยื่นส่งให้ฮูหยินเจิ้ง

หางคิ้วของฮูหยินเจิ้งกระตุกวูบทันทีที่เห็นผ้าผืนนั้น เพราะมันเป็นของนางจริงๆ และการที่นางไปปรากฏตัวที่จวนราชครูเมื่อวานก็มีเหตุผลบางอย่างซ่อนเร้นอยู่

นางสบตาใสซื่อบริสุทธิ์ของหลานชิงซี ชั่วขณะหนึ่งนางเดาไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายล่วงรู้อะไรมา หรือเพียงแค่นำของมาคืนเท่านั้น

ฮูหยินเจิ้งกระชากผ้าเช็ดหน้ากลับไป แล้วเอ่ยเสียงเย็น "ข้าทำหล่นหาย ที่แท้เจ้าเป็นคนเก็บได้นี่เอง"

"ในเมื่อเก็บได้ ไฉนไม่รีบเอามาคืนข้าเสียตั้งแต่ทีแรก?"

หลานชิงซีตอบเสียงเบา "เมื่อวานข้ามาหาท่านแม่แล้ว แต่ท่านแม่ยุ่งอยู่จึงไม่ได้พบเจ้าค่ะ"

สีหน้าของฮูหยินเจิ้งดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย นางรู้อยู่แล้วว่าเมื่อวานหลานชิงซีมาขอพบ

แต่นางไม่เคยเห็นหลานชิงซีอยู่ในสายตา นึกอยากจะพบก็พบ นึกอยากจะด่าก็ด่า หากไม่อยากเสวนาก็ปล่อยทิ้งขว้าง

แม้นางจะรู้สึกขัดใจ แต่เพราะเรื่องผ้าเช็ดหน้าทำให้นางร้อนตัวอยู่บ้าง จึงไม่ได้บังคับให้หลานชิงซีคุกเข่าลงโทษ

นางเอ่ยเสียงแข็ง "เจ้ามันลูกพ่อค้าตระกูลต่ำทราม ไร้มารยาท ขาดการอบรม หัดเรียนรู้กฎระเบียบเสียบ้าง เวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่ขายหน้าคนอื่นเขา"

"อย่าหาว่าข้าปากร้าย ข้าพูดก็เพื่อตัวเจ้าเองทั้งนั้น!"

ถ้อยคำเหล่านี้ หลานชิงซีได้ยินจนชินชามาตั้งแต่ชาติก่อน ในสายตาของฮูหยินเจิ้ง ชาติตระกูลวานิชของนางนั้นต่ำต้อยด้อยค่า

ทว่า... สองแม่ลูกคู่นี้กลับโปรดปรานเงินทองของนางยิ่งนัก และสรรหาทุกวิถีทางเพื่อให้นางควักกระเป๋าจ่าย

ชาติที่แล้วนางถูกต่อว่าสารพัด แต่เพราะรักปักใจในตัวอวี้จวินซู นางจึงยอมกล้ำกลืนฝืนทนทุกอย่าง แม้ในใจจะทุกข์ตรมเพียงใด

กว่าจะรู้ธาตุแท้ของคนพวกนี้ นางก็เพลี่ยงพล้ำจนหมดหนทางสู้เสียแล้ว

ยามนี้ ขณะฟังฮูหยินเจิ้งพ่นคำด่าทอ ในใจของหลานชิงซีกลับนึกดูแคลน ถือเสียว่าเป็นเพียงเสียงลมผายผ่านหู ทว่าสีหน้าภายนอกกลับดูจริงจังน้อมรับคำสอน "ท่านแม่กล่าวถูกต้องเจ้าค่ะ"

ท่าทีว่าง่ายของนางทำให้ฮูหยินเจิ้งพึงพอใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่อง "นับตั้งแต่เจ้าแต่งเข้ามา สุขภาพข้าก็ย่ำแย่ลงทุกวัน"

"เมื่อวานข้าให้ซินแสมาดูดวงชะตา เขาบอกว่าเป็นเพราะดวงเจ้าชงกับข้า มีเพียงการไปเชิญองค์พระไภษัชยคุรุที่วัดราชายามาบูชาเท่านั้น จึงจะช่วยแก้เคล็ดได้"

"หากเจ้ามีความกตัญญูจริง ก็จงไปที่วัดราชายานอกเมือง แล้วเชิญองค์พระไภษัชยคุรุกลับมาให้ข้าเสีย"

หลานชิงซีลอบยิ้มเยาะในใจ... ในที่สุดก็มาถึง

ความวิบัติทั้งมวลในชาติก่อน เริ่มต้นจากการเดินทางไปวัดราชายาครั้งนี้นี่เอง และหลังจากเหตุการณ์นั้น พวกเขาก็เริ่มบงการชีวิตนางอย่างโหดเหี้ยม บีบคั้นให้นางต้องเสียสละทุกสิ่งอย่าง

นางแสร้งทำสีหน้าฉงน "แต่เมื่อครู่ท่านแม่เพิ่งสั่งห้ามมิให้ข้าออกไปเสนอหน้าข้างนอก..."

ฮูหยินเจิ้งตวาดแว้ด "มันเหมือนกับที่เจ้าเที่ยวเตร่ไปทั่วหรืออย่างไร!"

"หากไม่ใช่เพราะดวงเจ้าพิฆาตดวงข้าจนข้าล้มป่วย คิดว่าข้าอยากจะให้เจ้าไปนักหรือ?"

หลานชิงซีรู้ดีว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากปฏิเสธตอนนี้ ฮูหยินเจิ้งก็จะหาข้ออ้างอื่นมาบังคับนางไปจนได้

ฮูหยินเจิ้งต้องการกันนางออกไปให้พ้นทางเพื่อพาจ้าวเยียนเอ๋อร์เข้ามาในจวน และถือโอกาสทำลายชื่อเสียงของนางไประหว่างทาง

อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีปมปริศนาบางอย่างที่นางในชาติก่อนไม่เคยไขกระจ่างจนวันตาย

ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้นางจำเป็นต้องไป

นางจึงรับคำ "ตกลงเจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านแม่"

ฮูหยินเจิ้งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินดังนั้น "ดี เย็นนี้เจ้าก็ออกเดินทางไปเชิญพระได้เลย"

หลานชิงซีทำหน้าตกใจ "เอ๊ะ... ไปเย็นนี้เลยหรือเจ้าคะ?"

ฮูหยินเจิ้งถลึงตาใส่ "ยิ่งเชิญพระไภษัชยคุรุกลับมาได้เร็วเท่าไหร่ อาการป่วยของข้าก็จะยิ่งดีขึ้นเร็วเท่านั้น"

หลานชิงซีกัดริมฝีปากเบาๆ ก้มหน้าตอบเสียงแผ่ว "ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไป"

ฮูหยินเจิ้งพอใจกับท่าทีของนางยิ่งนัก โบกมือไล่ส่ง "เอาล่ะ ไปเตรียมตัวแล้วออกเดินทางเสีย!"

นางรู้สึกคันยุบยิบที่ข้อมือเล็กน้อย แต่ไม่ได้ใส่ใจ เพียงแค่เกาเบาๆ โดยไม่ทันสังเกตเห็นตุ่มแดงที่เริ่มปูดบวมขึ้นมา

ลี่ชิวสาวใช้คนสนิททำท่าจะเอ่ยท้วง แต่ถูกสายตาของหลานชิงซีห้ามไว้

หลานชิงซีหันหลังเดินออกมาอย่างว่าง่าย ทว่าเมื่อถึงหน้าประตู ริมฝีปากบางกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเย้ยหยันลึกล้ำ

แต่นางรู้ดีว่าจะต้องเจอกับอวี้จวินซูข้างนอก ดังนั้นจังหวะที่เลิกม่านประตูขึ้น นางจึงซ่อนอารมณ์ทั้งหมดกลับคืนสู่ความสงบ

ม่านถูกเลิกขึ้น และเป็นดังคาด อวี้จวินซูยืนรออยู่ที่ลานเรือน

ใบหน้าของเขาหล่อเหลา คิ้วกระบี่ ตาคมดุจดวงดาว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบ ภายใต้ความดูดีนั้นซุกซ่อนความอำมหิตและเจ้าเล่ห์เพทุบายเอาไว้อย่างมิดชิด

ยามเขาแย้มยิ้ม ความร้ายกาจเหล่านั้นกลับดูเจือจางลงจนแทบมองไม่เห็น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "หากท่านแม่พูดอะไรไม่ดีกับเจ้า เจ้าก็ทนเอาหน่อยเถิด"

"นางเป็นแม่ของข้า ก็เปรียบเสมือนแม่ของเจ้าด้วย ท่านจะดุด่าว่ากล่าวหรือลงโทษ ก็ล้วนหวังดีต่อเจ้าทั้งนั้น"

ถ้อยคำจอมปลอมเหล่านี้ หลานชิงซีฟังมามากพอแล้วในชาติก่อน

นางเคยซื่อบื้อคิดจะทำดีตอบแทนฮูหยินเจิ้ง เห็นนางเป็นแม่แท้ๆ และปรนนิบัติด้วยความกตัญญู แต่อนิจจา... แม่ลูกคู่นี้ล้วนจิตใจคับแคบดั่งงูพิษ

นางทุ่มเทเสียสละทุกอย่างเพื่อแม่ลูกคู่นี้ แต่ยามตายในชาติก่อน กลับได้รับเพียงคำนิยามว่าเป็น "คนโง่"

นางเอ่ยเสียงเบา "ท่านแม่ต้องการให้ข้าไปขอพรเชิญองค์พระไภษัชยคุรุที่วัดราชายาเจ้าค่ะ"

อวี้จวินซูไม่แสดงท่าทีแปลกใจ "ช่วงนี้ท่านแม่สุขภาพไม่สู้ดี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สะใภ้อย่างเจ้าพึงกระทำ"

หลานชิงซีกระตุกแขนเสื้อเขาเบาๆ ใบหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "แต่วันนี้... เป็นวันสิบห้านะเจ้าคะ"

อวี้จวินซูมองท่าทีออดอ้อนว่าง่ายของนาง พลันนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยรับปากส่งๆ ไปว่าจะร่วมหอลงโรงกับนางในคืนวันสิบห้า

ท่าทางเขินอายหน้าแดงของนางทำให้เขายากจะเอ่ยคำรุนแรง

น่าเสียดาย แม้นางจะงดงามเพียงใด แต่ชาติตระกูลกลับต่ำต้อยเกินไป ไม่คู่ควรจะเป็นภรรยาของเขา เป็นได้เพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำขึ้นไปเท่านั้น

ความงามของนางยั่วยวนให้เขาอยากครอบครอง แต่เหตุผลเตือนสติว่านางจะมีมูลค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาจึงจำต้องอดทนไว้

เขายื่นมือไปบีบแก้มนางเบาๆ "สุขภาพของท่านแม่สำคัญกว่า ข้ากับเจ้าแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว ไม่เห็นต้องรีบร้อนเพียงชั่วครู่ยาม วันเวลายังมีอีกถมไป"

หลานชิงซีได้ยินดังนั้นใบหน้ายิ่งแดงก่ำ นางก้มหน้างุดตอบเสียงแผ่ว "เช่นนั้น... ช่วงที่ข้าไม่อยู่หลายวันนี้ ท่านพี่ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ"

อวี้จวินซูพยักหน้ารับ มองตามแผ่นหลังของนางที่เดินจากไป

เมื่อเดินมาถึงมุมลับตาคน ลี่ชิวก็โพล่งขึ้นด้วยขอบตาแดงก่ำ "คุณหนู พวกเขาข่มเหงกันเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!"

"การจะเชิญพระไภษัชยคุรุจากวัดราชายา ผู้ขอพรต้องคุกเข่าหน้าแท่นพระถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน!"

"ทั่วทั้งเมืองหลวง บรรดาผู้ที่ไปเชิญพระมาบูชา มีบ้านไหนบ้างที่ไม่ส่งบ่าวไพร่ไปแทน ไม่มีใครเขาส่งฮูหยินของจวนไปทำเรื่องลำบากเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ!"

เรื่องเหล่านี้หลานชิงซีย่อมรู้ดีอยู่แล้ว แววตาของนางลึกล้ำครุ่นคิด ไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด

ลี่ชิวบ่นต่อ "อีกอย่าง บ่าวเห็นฮูหยินยังแข็งแรงดั่งวัวถึก นางจะไปป่วยตรงไหนกันเจ้าคะ?"

หลานชิงซีเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่หรอก... ก่อนหน้านี้ฮูหยินอาจจะไม่ป่วย แต่นับจากวันนี้ไป นางจะสมปรารถนา ได้ลิ้มรสความเจ็บป่วยที่ทรมานเสียยิ่งกว่าความตาย"

จบบทที่ บทที่ 3 ผู้ไร้ยางอายย่อมไร้พ่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว