- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาอยู่โรงพยาบาลบ้า พร้อมระบบที่แค่กินยาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 07 - ผู้ฝึกยุทธ์ กับภรรยา
บทที่ 07 - ผู้ฝึกยุทธ์ กับภรรยา
บทที่ 07 - ผู้ฝึกยุทธ์ กับภรรยา
บทที่ 07 - ผู้ฝึกยุทธ์ กับภรรยา
ดังนั้น...จิตใจของฉันก็เลยเริ่มจะไม่ปกติไปด้วยงั้นเหรอ?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมา ก็ถูกเจียงเหอ "ตบดับ" ทันที
"ฉันจะไปมีความคิดแบบนั้นได้ยังไง?"
"ฉันเป็นคนปกติ... ฉันไม่ได้ป่วย!"
เจียงเหอซ่อนมีดทำครัวไว้มิดชิด แล้วเดินอาดๆ กลับห้อง 207
ล็อกประตูห้องเรียบร้อย
เขาหยิบมือถือออกมาเริ่มท่องโลกอินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลจากข่าวสาร กระทู้ และเว็บบอร์ดต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้มากขึ้น ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี
โลกใบนี้มีชื่อว่า ดาวบลูสตาร์
เจียงเหอพบว่าประวัติศาสตร์ของที่นี่ เหมือนกับโลก "ชาติก่อน" ของเขาเป๊ะๆ
จุดเปลี่ยนของทุกอย่าง เริ่มต้นจาก "มหันตภัยธรรมชาติ" เมื่อ 40 ปีก่อน
นักวิชาการเชื่อว่า "มหันตภัย" ครั้งนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้ "พลังวิญญาณฟื้นคืน" บนดาวบลูสตาร์ แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดมหันตภัยครั้งนั้น
แน่นอน
อาจจะเป็นแค่ว่าหาข้อมูลในเน็ตไม่เจอเฉยๆ ก็ได้
"วันที่ 1 สิงหาคม ปี 1984 มหันตภัยระเบิดขึ้น ต่อเนื่องยาวนานสามวันสามคืน"
"จากนั้น พลังวิญญาณก็ฟื้นคืนชีพ"
"พืชและสัตว์เริ่มวิวัฒนาการกลายพันธุ์"
"วันที่ 2 มีนาคม ปี 1991 คลื่นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ระลอกแรกปะทุขึ้นที่รัฐฟลอริดา อีกฟากฝั่งของมหาสมุทร รัฐฟลอริดาทั้งรัฐกลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนล้มตายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน"
"ในเดือนเดียวกัน ทั่วโลกต่างถูกคลื่นสัตว์อสูรโถมเข้าใส่ เมืองของมนุษย์นับไม่ถ้วนถูกโจมตี"
"ความโกลาหลจากคลื่นสัตว์อสูรดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 1996 ยอดฝีมือของมนุษย์หลายท่านร่วมมือกันสังหารราชาสัตว์อสูรไปเก้าตัวรวด มนุษย์ถึงได้มีโอกาสพักหายใจ"
"จนกระทั่งมีการสร้างฐานที่มั่นต่างๆ ขึ้น จึงเป็นการประกาศว่ามนุษย์สามารถยืนหยัดและสร้างระเบียบสังคมขึ้นมาใหม่ได้ท่ามกลางโลกาวินาศ"
"หลังจากนั้น ทั่วโลกก็เริ่มส่งเสริมวิถีแห่งการฝึกยุทธ์..."
เจียงเหอได้รู้ว่า เพื่อส่งเสริมวรยุทธ์ ประเทศต้าเซี่ยได้ก่อตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นในปี ค.ศ. 2000 ชื่อว่า สำนักงานบริหารยุทธ์
ปัจจุบัน สำนักงานบริหารยุทธ์กลายเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจการต่อสู้สูงสุดของต้าเซี่ย มีสาขากระจายอยู่ตามฐานที่มั่นและเมืองบริวารต่างๆ นอกจากจะคอยปกป้องความปลอดภัยของเมืองแล้ว ยังทำหน้าที่ควบคุมดูแลเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ก่อความวุ่นวายหรือเข่นฆ่ากันเองในเมือง
"สำนักงานบริหารยุทธ์?"
"เหมือนเคยได้ยินตาแก่จาง ตาแก่หลี่ กับตาแก่หวังพูดถึงมาก่อนหน้านี้..."
"เอ๊ะ?"
"สำนักงานบริหารยุทธ์นี้ ยังรับผิดชอบเรื่องการสอบวัดระดับผู้ฝึกยุทธ์ด้วย?"
"เมื่อผ่านการทดสอบ จะได้รับบัตรประจำตัวผู้ฝึกยุทธ์จากสำนักงาน นอกจากจะได้สิทธิพิเศษที่คนทั่วไปไม่มีแล้ว ยังสามารถใช้บัตรนี้รับและส่งภารกิจที่สำนักงานได้อีกด้วย"
"ที่สำคัญที่สุดคือ..."
"หลังจากเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว จะได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงทุกเดือน?"
เจียงเหอตาลุกวาว
เขาเลียริมฝีปาก "ฉันเพิ่งมาโลกนี้ หัวเดียวกระเทียมลีบ เงินติดตัวก็ไม่มีสักแดง... ถ้าสอบผ่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องแล้ว!"
อย่างที่เขาว่ากัน วีรบุรุษมักตกม้าตายเพราะเงินแดงเดียว
จะให้หวังพึ่งใบบุญ กินฟรีอยู่ฟรีในโรงพยาบาลบ้าไปตลอดชีวิตก็คงไม่ใช่เรื่อง?
เขาลองค้นหาเงื่อนไข "การสอบวัดระดับผู้ฝึกยุทธ์" ของสำนักงานบริหารยุทธ์ดู
อันดับแรก ต้องสมัครสอบ
ค่าสมัครครั้งละ 500
การสอบแบ่งออกเป็นสองส่วน
ส่วนแรกคือการทดสอบพลังหมัด ความเร็วในการระเบิดพลัง และความเร็วปฏิกิริยาตอบสนอง
ส่วนที่สอง คือการทดสอบภาคสนาม
ต้องผ่านการทดสอบส่วนแรกก่อน ถึงจะมีสิทธิ์เข้าทดสอบภาคสนาม และในสนามจริง ต้องล่าสัตว์อสูรให้ได้หนึ่งตัว ถึงจะถือว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว!
เกณฑ์มาตรฐานพลังหมัดคือ 1,000 kg ความเร็วระเบิดพลัง 20 เมตร/วินาที และความเร็วปฏิกิริยาตอบสนองต้องได้ 60 คะแนนจึงจะผ่าน
ต้องผ่านเกณฑ์ทั้งสามรายการ ถึงจะผ่านการทดสอบส่วนแรก
เจียงเหอนึกถึงพยาบาลร่างยักษ์คนนั้นขึ้นมา
แรงแขนของเธอปาเข้าไป 1,100 kg
แต่กลับไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์
นั่นแสดงว่าความเร็วและความไวของเธอไม่ผ่านเกณฑ์
"ตอนนี้พละกำลังของฉันอยู่ที่ 300 kg..."
"พละกำลังไม่เท่ากับพลังหมัด ถ้าส่งแรงไม่เป็น อาจจะต่อยได้ไม่ถึง 300 kg ด้วยซ้ำ แต่ถ้ารู้วิธีส่งแรง อาจจะระเบิดพลังหมัดได้สองเท่า หรือสามเท่าของแรงที่มี"
แต่ไอ้ "เทคนิคการส่งแรง" เนี่ย
มันไม่ใช่สิ่งที่นั่งเทียนนึกเอาเองได้
เจียงเหอลองหาคลิปสอนในเน็ตดู ก็มีอยู่บ้าง แต่ดูแล้วก็งงๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก
สมัยนี้วรยุทธ์แพร่หลาย
ในเน็ตมีเคล็ดวิชาพื้นฐานให้อ่านด้วย แต่เจียงเหอก็อ่านไม่ค่อยเข้าใจ เขาเลยคิดว่าจะไปหาจางซาน หลี่ซื่อ และหวังหมาจื่อที่ห้องขัง ให้พวกนั้นช่วยชี้แนะ
ทว่า...
ยังไม่ทันได้ลงมือทำตามความคิด
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ตามด้วยเสียงผอ.อัน "เจียงเหอ ฉันเอง เปิดประตูหน่อย"
เจียงเหอนึกว่าเรื่องที่บังคับให้หมอเฟิงเขียนใบสั่งยาความแตกแล้ว รีบซ่อนมีด ยาบำรุงไต และมือถืออย่างรวดเร็ว
เขาเปิดประตู ยิ้มถาม "ผอ.อันงานยุ่งจะตาย มีเวลามาหาผมถึงที่นี่ได้ไงครับเนี่ย?"
"คิดว่าฉันอยากมานักรึไง?"
ผอ.อันทำเสียงดุ "ตามมา มีคนอยากเจอเธอ"
"???"
ไม่ใช่เรื่องหมอเฟิงเหรอ?
เจียงเหอแปลกใจ ถามว่า "ผอ.ครับ... ใครอยากเจอผม? หรือจะเป็นญาติพี่น้อง?"
"นี่เธอความจำเสื่อมไปหมดแล้วจริงๆ เหรอ?"
ผอ.อันบ่น "เธอไปมีญาติที่ไหนกัน? ส่วนเพื่อนฝูง... ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม เอาเถอะ เลิกพูดมาก ตามมาได้แล้ว"
ระหว่างเดินตามหลังผอ.อัน
เจียงเหอก็เลียบเคียงถามเรื่อง "ห้องขัง"
"จะถามเรื่องตาแก่จาง ตาแก่หลี่ กับตาแก่หวังล่ะสิ?"
ผอ.อันตัดบท "เรื่องของสามคนนั้นรู้น้อยไว้จะดีกว่า... ตาแก่สามคนนี้ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ลึกมาก นึกไม่ถึงว่าจะทำร้ายยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ของสำนักงานบริหารยุทธ์ได้ ตอนนี้พวกเขาถูกจัดเป็นบุคคลอันตราย ถ้าฉันไม่อนุญาต ห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด"
พาเจียงเหอออกมาหน้าประตูโรงพยาบาล
ด้านนอกมีรถตู้สีดำคันหรูจอดอยู่
รอบรถมีชายชุดดำสวมแว่นกันแดดยืนคุมเชิงอยู่สี่ทิศ แต่ละคนดูกลิ่นอายไม่ธรรมดา ไม่ใช่คนทั่วไปแน่นอน
"ไปสิ คนที่อยากเจอเธออยู่บนรถ"
ผอ.อันยิ้มอย่างมีเลศนัย "เดี๋ยวขึ้นรถไปแล้วก็ทำตัวดีๆ หน่อย อย่าไปกวนบาทาจนโดนตีล่ะ!"
"???"
เจียงเหอยิ่งงงหนัก
คนที่อยู่บนรถดูทรงแล้วต้องใหญ่โตแน่ๆ... อาจจะเป็นบุคคลสำคัญ คนบ้าอย่างเขา มีคนระดับนี้มาสนใจด้วยเหรอ?
พอเดินไปถึงรถ
ชายชุดดำคนหนึ่งเคาะกระจก พูดเบาๆ "คุณหนูครับ เขามาแล้ว"
วินาทีต่อมา
ประตูรถเปิดออก
เสียงใสไพเราะดังออกมาจากข้างใน—
"ขึ้นมาสิ"
เจียงเหอขึ้นรถไปอย่างงงๆ
แล้วเขาก็ได้เห็น...
หญิงสาวเลอโฉมนั่งรออยู่ภายในรถ
เจียงเหอรู้สึกเพียงว่าใบหน้าของหญิงสาวคนนี้ ค่อยๆ ซ้อนทับกับใบหน้าของใครบางคนในส่วนลึกของ "ความทรงจำ" จนเผลอหลุดปากออกไปว่า "เมียจ๋า?"
หญิงสาว "..."
[จบแล้ว]