- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างในคราบนักบุญ
- บทที่ 1 - บาทหลวงผู้มาเยือน
บทที่ 1 - บาทหลวงผู้มาเยือน
บทที่ 1 - บาทหลวงผู้มาเยือน
บทที่ 1 - บาทหลวงผู้มาเยือน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ไซดาเวล
ในฐานะเมืองศูนย์กลางทางภาคตะวันออกของทวีป และยังเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ไซดาเวลมีประชากรอาศัยอยู่ถาวรมากกว่าหนึ่งล้านคน หากจัดอันดับในจักรวรรดิลอเรนต์ทั้งหมด ก็นับได้ว่าเป็นเมืองใหญ่ระดับแนวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ในแต่ละวันมีผู้คนเดินทางเข้าออกไซดาเวลนับหมื่น คนต่างถิ่นส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีเดินเท้า นั่งรถม้า หรือพาหนะอื่นๆ ตามแต่สะดวก
มีเพียงส่วนน้อยนิดที่มีเงินพอจ่ายค่าตั๋วโดยสาร และเดินทางมาจากที่ที่ห่างไกลจากไซดาเวลมากๆ เท่านั้น ที่จะเลือกใช้บริการรถไฟไอน้ำซึ่งเป็นนวัตกรรมของสถาบันวิจัยจักรวรรดิเพื่อเดินทางมายังที่นี่
แต่คำว่าน้อยนิดนั้นก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ภายในตัวเมืองไซดาเวลมีสถานีรถไฟกระจายอยู่ทั้งสี่ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก
แถมสถานีรถไฟแต่ละแห่ง รัฐบาลเมืองไซดาเวลยังทุ่มงบสร้างเสียหรูหราอลังการ กว้างขวางโอ่อ่า เพื่อให้รองรับคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมาใช้บริการรถไฟไอน้ำซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน
วันนี้เป็นวันที่หนึ่งสิงหาคม เช้าวันอังคารที่แสนธรรมดา ณ สถานีรถไฟไซดาเวลทิศใต้ ผู้คนยังคงเนืองแน่นจนแทบไม่มีที่ยืนเช่นเคย
"โอ๊ย... เมื่อก่อนไม่เห็นจะรู้สึกเลยว่ามีคนต้องนั่งรถไฟไอน้ำกันเยอะขนาดนี้"
เคธี่อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
คลื่นฝูงชนทำให้เธอนึกถึงเทศกาลอวยพรที่บ้านเกิด แต่คนในงานเทศกาลคงไม่หอบลูกจูงหลาน หิ้วข้าวของพะรุงพะรัง แถมยังรีบร้อนหน้าตั้งกันขนาดนี้ ที่ไหนคนเยอะก็ยิ่งเบียดเข้าไปอีก!
เธอจำต้องเอามือข้างหนึ่งกดหมวกบนหัวไว้ ส่วนอีกมือก็กุมกระเป๋าเสื้อตัวเองแน่น กันไม่ให้พวกมือบอนฉวยโอกาสล้วงกระเป๋า
ถ้าเป็นมือผู้ใหญ่ก็ยังพอทำเนา เธอสามารถหักนิ้วพวกมันสักนิ้วสองนิ้วได้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน
แต่ช่วงนี้แก๊ง "เปียสกปรก" แถวตรอกราขึ้นทางทิศใต้ของเมือง มีเด็กๆ ที่อพยพหนีภัยหนาวมาจากทางเหนือเพิ่มขึ้นเยอะมาก
ทุกครั้งที่เห็นมือน้อยๆ ที่เปรอะเปื้อนพวกนั้น เธอก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
เหมือนอย่างตอนนี้ เธอทำได้แค่ดีดนิ้วใส่เบาๆ ให้เจ้าของมือน้อยๆ พวกนั้นเจ็บจี๊ดแล้วรีบชักมือหนีไปเอง
"ฮ่าๆ นานๆ ทีจะเห็นเธออ่อนโยนแบบนี้นะเนี่ย ไม่ง่ายเลยนะ"
เพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะคิกคักล้อเลียนเคธี่ แต่เคธี่กลับอยากจะซัดหน้าหล่อๆ นั่นสักหมัด
อีตานี่คงคาดการณ์สถานการณ์ในสถานีรถไฟไว้ล่วงหน้าแล้ว ถึงได้ใส่เสื้อเชิ้ตแบบไม่มีกระเป๋ามา แถมกระเป๋ากางเกงก็แฟบสนิท ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ได้พกกระเป๋าตังค์มาแหงๆ
พอเจอสายตาข่มขู่ของเคธี่ ชายหนุ่มก็ทำได้แค่กลอกตาบน แล้วดึงปกเสื้อขึ้นมาปิดคอหน่อยๆ กันไม่ให้ "เจ้านั่น" ที่อยู่กลางอกสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตของเคธี่ จนเกิดเรื่องวุ่นวายโดยไม่จำเป็น
"แทนที่จะมัวแต่ห่วง 'เจ้านั่น' นายช่วยใช้ความสูงให้เป็นประโยชน์หน่อยได้ไหม เคลนท์"
แม้เคธี่จะละสายตาออกมาทันทีที่เห็นท่าทางของเคลนท์ แต่ปากก็ยังบ่นกระปอดกระแปดใส่เพื่อนร่วมงานไม่หยุด
ให้ตายสิ เธอก็ว่าตัวเธอสูงแล้วนะ สูงได้มาตรฐานหญิงสาวชาวไซดาเวลเลยเชียวล่ะ แต่อยู่ตรงนี้ เธอก็มองเห็นแต่ท้ายทอยชาวบ้านอยู่ดี!
"ฉันกำลังมองหาอยู่... อ๊ะ! คนนั้นต้องใช่แน่ๆ!"
เคลนท์ชี้ไปทางทิศหนึ่ง ในที่สุดเขาก็มีความเป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาบ้าง ด้วยการทำหน้าที่แหวกฝูงชนเปิดทาง แล้วพาเคธี่เบียดเสียดไปยังจุดที่เขาสังเกตเห็น
"เฮ้อ..."
พอดิ้นรนหลุดออกมาจากฝูงชนที่น่าอึดอัดได้ เคธี่ก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เธอมองตามสายตาของเคลนท์ แล้วกวาดตามองหาจนล็อกเป้าหมายได้ในที่สุด
ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดคลุมบาทหลวงเรียบกริบสะอาดตา ในมือหิ้วกระเป๋าเดินทาง เป็นชายหนุ่มอายุน้อย ตรงตามข้อมูลภายในที่ได้รับมา เขามีผมสีดำสนิทซอยสั้น ไม่ดัดลอน เส้นผมชี้ตั้งเรียงตัวสวย ดูมีเอกลักษณ์ เหมือนกับปกเสื้อที่ตั้งขึ้น และดวงตาสีดำขลับคู่นั้น ดูโดดเด่นไม่แพ้กัน
เขาคงเพิ่งลงมาจากรถไฟไอน้ำได้ไม่นาน หลังจากเดินพ้นจุดลงรถไฟมาแล้ว เขาก็ไม่ได้รีบร้อนเดินตามฝูงชนไปยังทางออก แต่กลับยืนนิ่งอยู่หลังรั้วกั้น สายตาทอดมองไปทางทิศทางหนึ่งอยู่อย่างนั้น
"เฮ้! คุณครับ!"
เคลนท์โบกไม้โบกมือ พยายามเรียกร้องความสนใจจากบาทหลวงหนุ่ม
เจ้าเปรตที่ดูไม่ค่อยฉลาดคนนี้ยังปีนข้ามรั้วกั้น เดินดุ่มๆ เข้าไปหาบาทหลวงท่านนั้น เล่นเอาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานีรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาตวาดใส่ทันที
"เฮ้ย! คุณครับ! คุณต้องไปตอกตั๋วที่ทางเข้า แล้วเข้าแถวเข้ามานะ!"
"อ๋อ ไม่เป็นไรครับ เราไม่ได้จะขึ้นรถไฟ แค่มารับคนเฉยๆ เคธี่ บัตรเธออยู่ไหนล่ะ?"
เคลนท์หันมาอธิบายหน้าระรื่น
แต่การแต่งตัวที่ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือของเขา ไม่สามารถโน้มน้าวพี่ รปภ. ได้ เขาเลยหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน ที่มีสิ่งที่น่าเชื่อถือกว่า
เคธี่จำต้องปีนข้ามรั้วตามมา พลางกลอกตามองบนอย่างเอือมระอา ก่อนจะควักตราประจำตัวหน่วยลาดตระเวนของศาสนจักร [แสงจันทร์] ออกมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู
"ต่อให้เป็นคนของศาสนจักรก็เถอะ... เฮ้อ... ก็ได้ครับ รับคนเสร็จแล้วเชิญออกทางประตูทางออกนะครับ"
รปภ. ไม่กล้าสร้างความลำบากใจให้ ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับคนของศาสนจักรหรอก ไม่ว่าใครในไซดาเวลก็รู้ดี
"ขอบคุณค่ะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ"
เคธี่ยิ้มขอโทษเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เคลนท์อย่างดุเดือด แล้วเดินเข้าไปหาบาทหลวงหนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเธอมาถึงแล้ว ยังคงยืนเหม่อมองไปที่ไกลๆ
พอเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสองถึงได้เห็นหน้าค่าตาของบาทหลวงหนุ่มชัดเจนผ่านม่านละอองน้ำของรถไฟไอน้ำที่เริ่มจางลง
เคลนท์แปลกใจที่บาทหลวงคนนี้ดูหนุ่มแน่นมาก แถมยังมีใบหน้าแบบชาวตะวันออก ต่อให้คนตะวันออกหน้าแก่ช้าก็เถอะ แต่ท่านบาทหลวงคนนี้ไม่น่าจะอายุมากกว่าเขาได้เลยนะ?
คนนี้น่ะเหรอ ที่เป็นคนจัดการวิกฤตการณ์ทางเหนือ?
ส่วนเคธี่กลับตกตะลึงในความหล่อเหลาของบาทหลวงท่านนี้
สำหรับคนลอเรนต์ที่เกิดและโตในไซดาเวลอย่างเธอ ใบหน้าของคนตะวันออกแยกแยะยากจะตายไป
แต่เพราะเครื่องหน้าของบาทหลวงคนนี้ช่างลงตัวสมบูรณ์แบบ หล่อเหลาจนแม้แต่เธอก็ยังมองออกว่านี่คือความงามแบบฉบับตะวันออกอย่างแท้จริง
ลมจากไอน้ำพัดวูบจนหมวกของเคธี่ขยับ เธอยกมือขึ้นกดหมวกไว้ ดูเหมือนการเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้จะดึงความสนใจของบาทหลวงกลับมาได้ในที่สุด
บาทหลวงหนุ่มกวาดตามองทั้งสองคนแวบหนึ่ง เพ่งเล็งไปที่หมวกเด็กส่งหนังสือพิมพ์ของเคธี่ และกระดุมเสื้อเชิ้ตตรงหน้าอกของเคลนท์เป็นพิเศษ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ใช้สายตาพิจารณาประเมินอยู่เงียบๆ
"สวัสดีค่ะ ท่านบาทหลวงเย่เฮ่อ พวกเรามาจากศาสนจักร [แสงจันทร์] สาขาไซดาเวล สังกัดหน่วยลาดตระเวน ฉันชื่อ..."
"เดี๋ยวก่อน"
บาทหลวงเย่เฮ่อพูดแทรกการแนะนำตัวของเคธี่ขึ้นมาดื้อๆ เขาชี้มือไปยังทิศทางที่เขายืนมองเมื่อครู่นี้ แล้วเอ่ยถามทั้งสองคนว่า
"ขอถามหน่อย... 'เจ้านั่น' เป็นของที่ศาสนจักรจัดเตรียมไว้เหรอ?"
"เจ้านั่น?"
"อันไหนคะ?"
ทั้งสองมองตามมือของบาทหลวงเย่เฮ่อไป นอกจากไอน้ำที่พวยพุ่งออกมาจากหัวรถจักรแล้ว พวกเขาก็ไม่เห็นอะไรเลย
แต่ไม่นาน เพราะรถไฟจอดเทียบชานชาลาได้สักพักแล้ว ไอน้ำจึงเริ่มเบาบางลง ม่านหมอกที่เคยบดบังทัศนียภาพค่อยๆ จางหาย เผยให้เห็นนาฬิกาเรือนยักษ์แบบพิเศษที่แขวนห้อยอยู่กลางอากาศภายในสถานีรถไฟไซดาเวลทิศใต้
สิ่งที่บาทหลวงเย่เฮ่อชี้ ก็คือนาฬิกาเรือนนี้นั่นเอง
เคธี่กับเคลนท์มองไปที่นาฬิกา นอกจากเข็มที่เดินติ๊กๆ บอกเวลาอย่างซื่อตรงแล้ว พวกเขาก็มองไม่เห็น "เจ้านั่น" ที่ดูพิเศษตรงไหนเลย
แต่บาทหลวงท่านนี้ คือคนที่จัดการ "ปัญหาเรื่องนั้น" ทางเหนือมาแล้วนะ
เมื่อกี้เขาก็พูดถึงศาสนจักรด้วย
ถ้าเป็น "เจ้านั่น" ที่เกี่ยวข้องกับศาสนจักร ก็คงมีแต่ [เจ้านั่น] สินะ?
สำหรับเคลนท์และเคธี่ โลกใบนี้ไม่ได้ปลอดภัยเหมือนที่เหล่านักเดินทางผู้เร่งรีบรอบตัวคิดหรอก
เคลนท์ไม่รอช้า ยกมือขึ้นกดที่เสื้อเชิ้ต ตรงตำแหน่งกระดุมเม็ดที่สามจากบนลงล่างอย่างจงใจ
เขากดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในดวงตาของเขาเริ่มมีเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้น ลามจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน ดูคล้ายกับมุมหนึ่งของใยแมงมุมที่สมบูรณ์แบบ
ส่วนเคธี่ก็ขยับหมวกเปิดขึ้นเล็กน้อย ดึงปอยผมยาวที่ซ่อนอยู่ในหมวกแก๊ปออกมาสองสามเส้น
แสงไฟในสถานีทำให้เงาของเส้นผมสะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอ แต่เงาเหล่านั้นกลับดูเหมือนหนวดปลาหมึกหลายเส้นที่กำลังเลื้อยพันกันไปมา
ทั้งสองใช้วิธีการที่ทำให้บาทหลวงเย่เฮ่อต้องเหลียวมองนี้ เพื่อปรับสภาพร่างกาย กระตุ้นบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในกาย แล้วเพ่งมองไปที่นาฬิกาเรือนนั้นอีกครั้ง
ในที่สุดพวกเขาก็เห็นสิ่งที่บาทหลวงกำลังจ้องมอง
มันคือวัตถุทรงกลมขนาดมหึมา สีแดงฉาน ดูคล้ายลูกตา
หรืออาจจะเป็นอะไรอย่างอื่น แต่ที่แน่ๆ มันห่อหุ้มนาฬิกายักษ์เรือนนั้นเอาไว้ทั้งเรือน
มีเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายเส้นเลือดแผ่ขยายออกจากรอบตัวมัน ชอนไชไปในอากาศรอบทิศทาง หรือจะพูดให้ถูกคือ ชอนไชเข้าไปในมิติของสถานีรถไฟ
เส้นเลือดเหล่านี้เต้นตุบๆ เป็นจังหวะ ดูดซับสสารสีดำบางอย่างจากในอากาศของสถานี แล้วลำเลียงกลับไปเลี้ยงที่ตัวลูกตานั้นอย่างไม่หยุดยั้ง
เคธี่เห็นแล้วขนลุกซู่ เธอไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้กดหมวก แต่เส้นผมภายใต้หมวกกลับขยับเสียดสีกันจนเกิดเสียงสากๆ เบาๆ น่าขนลุก
เคลนท์ยิ่งกดหน้าอกแรงขึ้น ทำให้ใยแมงมุมในดวงตาลอยเด่นชัดขึ้นมาอีก
เมื่อใยแมงมุมปรากฏขึ้นเกินครึ่ง จนปกคลุมนัยน์ตาสีฟ้าอ่อนของเขาจนมิด เขาก็มองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ไอสีดำพวกนั้น คือความเคียดแค้น มันมุ่งตรงไปที่นาฬิกา และต้นตอก็มาจากความเคียดแค้นภายในสถานี
[ช้าชะมัด... ต้องรออีกนานแค่ไหนเนี่ย...]
[จะสายแล้วนะโว้ย...]
[...ร้อนจะตายอยู่แล้ว... เสื้อฉัน...]
[...]
สารพัดความรู้สึกด้านลบจากผู้โดยสารทุกคนที่กำลังรอรถไฟ หรือรอคนมารับ ล้วนกลายเป็นอาหารอันโอชะของมัน!
"ยืนยันประเภท: [ไข่แห่งความเคียดแค้น] ปีศาจระดับสอง! กำลังจะฟักตัวเป็นระดับสาม [ดวงตาแห่งความเคียดแค้น]! บ้าเอ๊ย สถานีนี้มันเขตรับผิดชอบของใครวะเนี่ย?"
เคลนท์กระซิบเสียงเครียด บอกข้อสันนิษฐานของตัวเอง
[ปีศาจ] นี่คืออันตรายที่ซ่อนอยู่ในโลกใบนี้ เป็นศัตรูของมนุษยชาติ เป็นสัตว์ประหลาด
อย่างน้อยศาสนจักรก็สอนเคลนท์กับเคธี่มาแบบนี้
เขาจ้องมองไข่ยักษ์สีแดงด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ในภวังค์นั้น เหมือนกับว่ามันเปลี่ยนสภาพกลายเป็นลูกตายักษ์ไปชั่ววูบ ตาขาวสีแดงฉานกับรูม่านตาสีแดงเข้มขยับกลอกไปมาเล็กน้อย ราวกับกำลังปรับโฟกัส ก่อนจะกลับคืนสู่สภาพไข่ยักษ์เหมือนเดิม
ชัดเจนเลยว่า ถ้ามันไม่กลับไปเป็นไข่อีกเมื่อไหร่ ก็แปลว่ามัน [ฟักตัว] เสร็จสมบูรณ์ และกลายเป็นปีศาจระดับสาม [ดวงตาแห่งความเคียดแค้น]!
ของพรรค์นี้ ถ้าจัดการไม่ดี สถานีรถไฟทั้งสถานีได้กลายเป็นทะเลเพลิงแน่!
ซวยซ้ำซวยซ้อนที่พวกเขามารับคน ไม่ได้มาปฏิบัติภารกิจ เลยไม่ได้พกอาวุธติดตัวมาสักชิ้น
"ฉันจะรีบแจ้งศาสนจักร!"
เคธี่ร้องบอกเสียงเบา พอหันหลังกลับไป ก็ต้องตกใจกับคลื่นมหาชนที่แน่นขนัด
ผู้โดยสารที่จะขึ้นรถไฟเริ่มทยอยเข้าสถานีมาแล้ว กระแสคนไหลสวนทางมาหาพวกเขา ตอนนี้ถ้าจะเบียดออกไปข้างนอก คงยากกว่าตอนเข้ามาหลายเท่าตัว!
"ไม่จำเป็นครับ"
บาทหลวงเย่เฮ่อเอ่ยขัดขึ้นมา เขาวางกระเป๋าเดินทางลง แล้วล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมบาทหลวง
"ในเมื่อเจ้านี่ไม่ใช่สิ่งที่ศาสนจักรเตรียมไว้ ก็แปลว่าเป็นปีศาจที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถกำจัดได้ตามปกติ ถูกไหมครับ"
"เอ่อ ใช่ค่ะ แต่ว่า..."
เคธี่พยักหน้าอย่างงงๆ ส่วนเคลนท์ก็ชะเง้อมองเข้าไปในเสื้อของบาทหลวงเย่เฮ่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น บาทหลวงท่านนี้เดินทางมาจากทางเหนือ พกอาวุธติดตัวมาด้วยเหรอ?
เสื้อคลุมบาทหลวงบางๆ แบบนั้น อย่างมากก็ยัด [พระคัมภีร์เงาจันทร์] ได้สักเล่มมั้ง? แถมต้องเป็นฉบับพกพาด้วยนะ ฉบับสมบูรณ์ยัดไม่ลงแน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด บาทหลวงเย่เฮ่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากเสื้อจริงๆ
มันคือ [พระคัมภีร์เงาจันทร์] หนาแค่ครึ่งนิ้ว เป็นฉบับพกพาจริงๆ ด้วย
"คุณพ่อครับ... คงไม่ได้จะเทศนาสั่งสอนเจ้าตัวนั้นหรอกนะครับ?"
เคลนท์อดไม่ได้ที่จะปล่อยมุกกวนๆ ออกมา เลยโดนเคธี่กระทืบเท้าเข้าเต็มแรง จนใยแมงมุมในตาที่เพิ่งจางลงไปหน่อย เด้งกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาต้องรีบสูดหายใจลึกๆ ถึงจะระงับไม่ให้ใยแมงมุมโผล่ออกมาเต็มตาได้
"แน่นอนว่าไม่ใช่ครับ ผมแค่อยากลองหาดูว่า ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะตรัสว่าอย่างไรบ้าง"
บาทหลวงเย่เฮ่อดูจะสนใจท่าทีของทั้งคู่ไม่น้อย ถึงได้ยอมเล่นมุกกลับด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
จากนั้นเขาก็ก้มหน้าเปิดอ่าน [พระคัมภีร์เงาจันทร์]
ไม่นานนัก บาทหลวงเย่เฮ่อก็เจอประโยคที่ถูกใจ
"พระองค์ตรัสว่า เมื่อพานพบผู้ชั่วร้าย สิ่งแปดเปื้อน จงใช้แสงจันทร์ชำระล้างความโสมม ขัดเกลากายใจ คืนความสงบสุขแก่สรรพสิ่ง..."
เคลนท์กับเคธี่หันมามองหน้ากัน บาทหลวงท่านนี้ทำหน้าเคร่งขรึม เพื่อจะอ่าน [พระคัมภีร์เงาจันทร์] ให้ฟังเนี่ยนะ?
แน่นอนว่าไม่ใช่
ทันทีที่บาทหลวงเย่เฮ่ออ่านประโยคนั้นจบ เขาก็ยื่นมือไปที่หน้าหนังสือที่เปิดอยู่ จังหวะที่มือสัมผัสกับหน้ากระดาษ ผิวหน้ากระดาษก็พลันกระเพื่อมไหวราวกับผิวน้ำต้องแสงจันทร์ เกิดเป็นระลอกคลื่นสีเงินกระจายออกมา
มือของบาทหลวงจมหายลงไปในระลอกคลื่นนั้น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของสองเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน เขาค่อยๆ ดึงวัตถุทรงกระบอกโลหะสีดำสนิทออกมาจาก [พระคัมภีร์เงาจันทร์] เล่มธรรมดาๆ เล่มนั้น
ด้ามดาบเหรอ?
เคลนท์คิดในใจแวบแรก แต่ก็รีบปัดตกไป เพราะด้ามดาบไม่น่าจะกลมเกลี้ยงขนาดนี้
และเมื่อบาทหลวงดึงเจ้าวัตถุโลหะนั่นออกมาจนเห็นรูปร่างเต็มตา เคลนท์กับเคธี่ก็ถึงกับพูดไม่ออก
ปืน... ไอน้ำ?
ไม่สิ สไนเปอร์ไอน้ำเหรอ?
ดูเหมือนจะไม่ใช่อีก
เจ้านี่ดูคล้ายปืนสไนเปอร์ไอน้ำของพวกทหารก็จริง แต่รูปทรงของมันใหญ่โตกว่ามาก ความยาวรวมเกือบเมตรครึ่ง แถมยังไม่มีเครื่องยนต์ไอน้ำเทอะทะที่ปืนไอน้ำทั่วไปต้องมีด้วย
"อืม เป็นอย่างที่คิด M82A1 หรือพวกคุณจะเรียกว่า บาเรตต์ ก็ได้ ดูเหมือนพระองค์จะบอกว่าเจ้านี่แหละเด็ดนัก"
บาทหลวงเย่เฮ่อเก็บ [พระคัมภีร์เงาจันทร์] พร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วส่งสัญญาณมือให้ทั้งสองถอยหลังไปหน่อย ก่อนจะใช้สองมือประคองอาวุธพิเศษที่เขาเรียกว่า บาเรตต์ ขึ้นเล็ง
พอปากกระบอกปืนยกขึ้น เคลนท์ก็รู้สึกโล่งหน้าอกขึ้นมาทันที ใยแมงมุมในตาหดหายไปจนหมด ส่วนเคธี่ก็เห็นผมตัวเองกลับมาเป็นปกติ ล้วงมือเข้าไปในหมวกก็ไม่รู้สึกถึงสัมผัสประหลาดๆ อีกแล้ว
ปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในร่างกายของพวกเขา ดูเหมือนจะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว สงบเสงี่ยมขึ้นมาทันตาเมื่ออยู่ต่อหน้าบาทหลวงเย่เฮ่อที่ถือปืนกระบอกนั้น
"หวูดดด! ฉึกฉักๆ!"
รถไฟไอน้ำข้างๆ รับผู้โดยสารเสร็จเรียบร้อย พนักงานขับรถเริ่มส่งพลังไอน้ำไปขับเคลื่อนล้อเหล็ก ให้เจ้าสิ่งประดิษฐ์มหึมาเริ่มเคลื่อนตัว
"ตูม!!!"
เสียงคำรามทุ้มต่ำที่ดังแทรกเสียงหวูดรถไฟขึ้นมา ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากนัก
นกสับอัลลอยกระแทกชนวน ทันใดนั้นดินปืนก็จุดระเบิด ปลดปล่อยพลังงานมหาศาล คลื่นกระแทกที่พุ่งทะยานออกจากรังเพลิง ถ้าอยู่ไกลๆ อาจถูกเสียงไอน้ำกลบมิด แต่สำหรับสองหนุ่มสาวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แรงสั่นสะเทือนนั้นเล่นเอาพวกเขาล้มก้นจ้ำเบ้าไปกองกับพื้น
รอจนรถไฟเคลื่อนขบวนพ้นสถานีไป กลุ่มควันไอน้ำร้อนระอุที่ถูกลากตามขบวนรถออกไป ก็ค่อยๆ จางหาย
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานีเดินตรวจตราความเรียบร้อย เผื่อมีผู้โดยสารลืมสัมภาระหรือรองเท้าไว้ แล้วก็มาจ๊ะเอ๋กับชายหญิงสองคนที่อ้างตัวว่าเป็นหน่วยลาดตระเวนของศาสนจักร นั่งแปะอยู่กับพื้น
และเบื้องหน้าของทั้งคู่ คือบาทหลวงหนุ่มที่ยังคงยืนยิ้มละไมอย่างอ่อนโยน
[จบแล้ว]