- หน้าแรก
- เต่ายักษ์แห่งวันสิ้นโลก
- บทที่ 1 เต่าบ้าเอ๊ย
บทที่ 1 เต่าบ้าเอ๊ย
บทที่ 1 เต่าบ้าเอ๊ย
บทที่ 1 เต่าบ้าเอ๊ย
แสงแดดแผดเผาลงบนพื้นดินราวกับจะอบทุกสรรพสิ่งให้แห้งกรอบ เจียงชิงหมอบตัวลงในพงหญ้าแห้งเหี่ยว เขากลั้นใจทนความร้อนที่ระอุขึ้นมาจากพื้นดิน ดวงตาจับจ้องไปยังเต่าขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า
หากดูจากลักษณะมันคือเต่าบก แต่ไม่ว่ามันจะเป็นสายพันธุ์ไหนก็ตาม เขาขอเพียงแค่มันเดินเข้ามาใกล้กว่านี้อีกสักนิด เพื่อที่เขาจะได้พุ่งตัวออกไปจู่โจมมันอย่างสุดแรง
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เจียงชิงเปิดศึกกับสัตว์ตัวนี้มาโดยตลอด นับตั้งแต่เขาพลัดหลงจากขบวนเดินทาง เสบียงของเขาก็ร่อยหรอลงจนเกือบหมด หากครั้งนี้ยังจับอะไรไม่ได้ เขาคงต้องอดตายเป็นแน่
กร้วม กร้วม
เมื่อได้ยินเสียงเคี้ยวหญ้าดังใกล้เข้ามา เจียงชิงก็สปริงตัวขึ้นแล้วพุ่งหอกที่ทำขึ้นเองเข้าใส่หัวของเต่าตัวนั้นทันที
เคร้ง!
ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม หอกยังไม่ทันจะถึงตัว หัวของมันก็หดกลับเข้าไปข้างใน พร้อมกับขาและหางที่พับเก็บอย่างรวดเร็ว แผ่นปิดส่วนท้องปิดสนิทจนไม่มีช่องว่างให้สอดแทรกเข้าไปได้เลย
"บ้าเอ๊ย!"
เคร้ง! เคร้ง!
เจียงชิงระเบิดอารมณ์ด้วยการฟาดหอกเหล็กเส้นลงบนกระดองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันกลับเหมือนการทุบลงบนก้อนเหล็ก กระดองที่ทอประกายโลหะไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มีเพียงมือของเขาเท่านั้นที่ชาหนึบจากแรงสะท้อนกลับ
เฮ้อ...
หลังจากระบายโทสะจนพอใจ เขาก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลง หรือว่าถึงเวลาที่ต้องถอดใจแล้ว?
ภายใต้แสงแดดที่แผดจ้าทำให้เขากระหายน้ำอย่างหนัก เขาขยับไปนั่งพักบนกระดองเต่า แต่แล้วก็ต้องร้องลั่นเพราะผิวสัมผัสที่อมความร้อนจากแสงแดดนั้นลวกก้นจนสะดุ้ง
"ซี้ด!"
เขาจำต้องลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เจ้าสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ตัวนี้มีความสูงของกระดองเกือบถึงโคนขาของเขา ผิวสีดำด้านเลื่อมพรายคล้ายโลหะดูไม่มีอันตรายใดๆ แถมยังขี้ขลาดเป็นที่สุด
สองวันที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้ลักษณะนิสัยของมันดี สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดคือการป้องกันที่ไร้เทียมทานและน้ำหนักตัวที่มหาศาล
เขาคาดคะเนว่ามันน่าจะหนักหลายร้อยกิโลกรัม เพราะแม้จะใช้ชะแลงงัด เขาก็ไม่อาจขยับมันได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว
เพียะ!
เขามือตบหน้าขาตัวเองพลางคิดว่า จะยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้ หลังจากฟาดฟันกันมานานเขาก็เริ่มรู้สึกผูกใจเจ็บ ในเมื่อใช้กำลังบังคับไม่ได้ผล เขาก็จะลองใช้เล่ห์เหลี่ยมดูสักตั้ง
เขาจะออกไปหาอาหารและของที่พวกเต่าชอบกินดู บางทีวิธีนี้อาจจะได้ผล
หลังจากจัดสัมภาระเสร็จ เขาก็ผูกเศษผ้าขาดๆ ไว้ที่ตัวสัตว์ตัวนี้เพื่อที่จะได้ตามหาได้ง่ายและเป็นการตีตราจองเอาไว้ แม้ว่าในป่ารกร้างแห่งนี้คงไม่มีใครอื่นอยู่อีกแล้วก็ตาม
เขาทิ้งพงหญ้าไว้เบื้องหลังแล้วมุ่งหน้าลงเขาไปยังหุบเหว
นับตั้งแต่โรคเหล็กกล้าปะทุขึ้นทั่วโลก ทุกอย่างก็พังทลายลง สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ติดเชื้อออกไล่ล่าผู้คน เมืองใหญ่เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนัก ผู้รอดชีวิตต่างพากันหนีตายไปยังชนบทและเขตที่ห่างไกลผู้คน
ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกันจนทำให้การจราจรโกลาหล เจียงชิงหนีออกจากเมืองมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน แต่ระหว่างทางกลับเกิดการสังหารหมู่จากสัตว์กลายพันธุ์ การดักปล้นจากโจรป่า และการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นทุกหนแห่ง
ในที่สุดพวกเขาก็ต้องใช้วิธีเดินเท้า จนกระทั่งเขาขาดการติดต่อกับเพื่อนร่วมทางทุกคน
ระบบสื่อสารล่มสลาย โทรศัพท์มือถือไม่มีไฟฟ้าหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้มีเพียงอาหารดีๆ สักมื้อและการนอนหลับยาวๆ สักตื่น แค่นั้นก็ถือเป็นความสุขที่สุดแล้ว
เขารู้สึกหน้ามืดลายตาภายใต้แดดที่ร้อนระอุ จนกระทั่งมาถึงหุบเขาได้สำเร็จ เมื่อเทียบกับเนินเขาที่ร้อนเป็นไฟแล้ว ที่นี่เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์
ด้วยการมีเทือกเขาและต้นไม้แห้งกรอบช่วยบังแดด ทำให้พื้นที่ตรงนี้ยังมีสีเขียวชอุ่มหลงเหลืออยู่ ในขณะที่พืชพันธุ์บนภูเขาล้มตายจนกลายเป็นสีเหลืองไปหมดแล้ว
เขากระชากฮู้ดออกจากศีรษะแล้วแทบจะวิ่งตรงไปยังลำธาร พร้อมกับอ้อนวอนขอให้มีน้ำหลงเหลืออยู่
เขาลดความเร็วลงเมื่อเห็นลำธารสายเล็กๆ ที่เชิงเขา เมื่อสำรวจแล้วว่าไม่มีอันตราย เขาก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ พุ่งตัวไปกวักน้ำใสสะอาดขึ้นมาดื่ม
อึก อึก
หลังจากดื่มน้ำไปหลายอึกและวักน้ำล้างหน้าจนเสื้อผ้าและเส้นผมเปียกโชก เขาก็รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ น้ำจากลำธารบนภูเขาไม่เคยมีรสชาติหวานล้ำเท่านี้มาก่อน
เมื่ออิ่มน้ำเขาก็เติมน้ำใส่กระติกจนเต็ม เมื่อวานนี้น้ำของเขาหมดเกลี้ยงพอๆ กับเสบียงอาหาร นั่นคือเหตุผลที่เขาต้องยอมสู้รบตบมือกับเจ้าเต่าตัวนั้น เพราะเนื้อของมันสามารถเลี้ยงท้องเขาได้นานถึงสองเดือน
เมื่อกระติกน้ำเต็มเขาก็พักผ่อนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มหาอาหาร ตามแนวลำธารมีพืชพันธุ์ขึ้นอยู่มากมาย รวมถึงผักป่าชนิดต่างๆ เขาโชคดีที่เจอแปลงเผือกถึงสองจุด ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าอย่างยิ่ง
หลังจากขุดเผือกมาได้สี่ห้าหัวและเก็บผักป่ามาอีกหนึ่งกำมือใหญ่ เขาก็ลุยลงไปในลำธาร คอยพลิกก้อนหินเพื่อจับปูและกุ้ง คืนนี้เขาจะได้จัดงานเลี้ยงฉลองเสียที
เขาใช้เวลาอยู่ข้างลำธารตลอดทั้งบ่าย จนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เขาจึงปีนกลับขึ้นไปตามหาเต่าตัวนั้น ของที่เขาหามาได้เทียบไม่ได้เลยกับคลังเสบียงเคลื่อนที่ตัวนั้น
เมื่อกลับมาถึงจุดเดิม เจ้าสิ่งมีชีวิตเจ้าเล่ห์หายตัวไปตามคาด แต่น้ำหนักของมันทิ้งร่องรอยที่ชัดเจนไว้บนพื้นดิน ทำให้เขาตามหามันพบในเวลาไม่นาน
เพียงแค่สัมผัสถึงวี่แววของอันตราย มันก็หดตัวเข้าไปในกระดองทันที เมื่อทำอะไรไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจลองล่อลวงมันด้วยผักป่าและหญ้าสด
เขาตัดเอาผักสดไปวางไว้ตรงหน้ามันอยู่นานสองนานแต่ก็ไม่มีการตอบสนอง จนกระทั่งความมืดเริ่มปกคลุมและท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องประท้วงจนรอต่อไปไม่ไหว
เขาเริ่มก่อไฟเพื่อทำอาหาร กินก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันพรุ่งนี้
ราตรีมาเยือนราวกับสายน้ำ ท้องฟ้าดารดาษไปด้วยแสงดาว
ในหม้อมีทั้งผักป่า ปู และกุ้งที่กำลังเดือดปุดๆ ใส่เกลือลงไปเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมที่โชยออกมาทำให้เขาต้องเลียริมฝีปากด้วยความอยาก
ทว่ากลับมีแขกผู้หิวโหยอีกตัวย่องมาทางด้านหลังของเขา มันคือเจ้าเต่านั่นเอง เจียงชิงสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นกระดองขนาดมหึมาอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่ามันจะขี้ขลาดแค่ไหน แต่ขนาดตัวของมันก็น่าเกรงขามจนทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ
ด้วยความลนลาน ในมือของเขามีเพียงกระบวยเหล็ก ส่วนหอกวางอยู่อีกทาง เมื่อเจ้าเต่ายื่นหน้าเข้ามาทางหม้ออาหาร เขาก็รีบกระโดดถอยหลังออกไปทันที
"เฮ้ย! แกมันเต่าขี้ขลาดไม่ใช่หรือไงวะ?"
เขาสบถออกมาพลางคว้าหอกเอาไว้ในมือ เตรียมพร้อมที่จะแทงเข้าใส่หัวของมันที่ยังคงพยายามยื่นเข้ามาสำรวจอาหารในหม้ออย่างไม่ลดละ