- หน้าแรก
- เรียกพ่อว่าพี่ชาย
- บทที่ 18 ละครฉากใหญ่
บทที่ 18 ละครฉากใหญ่
บทที่ 18 ละครฉากใหญ่
บทที่ 18 ละครฉากใหญ่
หลินจื่อซีรู้สึกว่าการโทรไปโกหกพ่อว่าคุณย่าป่วยนั้นเป็นบาปกรรมที่ทำให้อายุสั้นลง เขาจึงรีบพยายามกล่อมหญิงชรา "แบบนี้ไม่ดีมั้งครับ ถ้าพี่ใหญ่ติดธุระสำคัญอยู่..."
แต่ยังพูดไม่ทันจบ หญิงชราก็คว้าโทรศัพท์บ้านโทรออกหาเบอร์มือถือของกู้เจ๋อเฉิงเรียบร้อยแล้ว
หลินเสี่ยวเซิงจำใจรับหูโทรศัพท์มาถือไว้ ไม่ถึงสามวินาที ปลายสายก็กดรับ
"พี่ใหญ่ แย่แล้ว! แม่จู่ๆ ก็ป่วยหนัก รีบกลับมาเร็ว!" หลินจื่อซีตะโกนสุดเสียงจนคอแทบแตก
คุณพ่อกู้ที่ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวิจารณ์อย่างไม่ไว้หน้า "บทพูดเวอร์เกินไป พื้นฐานการแสดงแย่ขนาดนี้ มิน่าล่ะถึงต้องใช้เสียงพากย์ตลอด"
พ่อครับ พี่ชายครับ ประเด็นมันผิดแล้วครับ!
"ละครสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ใช้เสียงพากย์ทั้งนั้นแหละครับ ไม่เกี่ยวกับการพูดบทของผมสักหน่อย" หลินเสี่ยวเซิงรู้ตัวว่าหลงประเด็นไปตามกู้เจ๋อเฉิง ก็รีบดึงสติกลับมา กัดฟันพูดต่อ "แม่ป่วยจริงๆ นะครับ รีบกลับมาเถอะ จริงๆ นะครับ จริงๆ!"
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายสาย ตามด้วยประโยคที่ว่า "คุณแม่ลืมไปแล้วหรือครับว่าที่บ้านติดกล้องวงจรปิด ผมเปิดดูจากที่นี่ได้ตลอดเวลานะครับ"
บรรยากาศเงียบกริบลงทันตา
หลังจากแกล้งกระแอมไอแก้เขินไปหลายที หลินจื่อซีก็หันไปบอกคุณย่าซ่ง เซียนวางแผนตัวจริงเสียงจริงอย่างจนปัญญา "พี่ใหญ่บอกว่าที่บ้านมีกล้องวงจรปิดครับ..."
หญิงชรากับเขาจ้องตากันปริบๆ อยู่ห้าวินาที ก่อนที่ท่านจะกุมหน้าอก หลับตา แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา
หลินเสี่ยวเซิงมองการแสดงอันแสนจะเก้ๆ กังๆ ของคุณย่า แล้วอดคิดไม่ได้ว่าความซวยของเขาน่าจะเป็นพันธุกรรม และฝีมือการแสดงห่วยๆ ก็น่าจะใช่ด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น... "พี่ใหญ่ แย่แล้ว! แม่ป่วยเพราะพี่ทำให้โมโห รีบกลับมาเร็ว!" เขาเปลี่ยนบทพูดหน้าตาย แล้วพูดซ้ำอีกรอบ
หนึ่งในเรื่องที่เหนื่อยใจที่สุดในชีวิต คือเมื่อแก๊งต้มตุ๋นถูกจับได้คาหนังคาเขา แล้วเปลี่ยนมุกมาแกล้งเจ็บกะทันหัน — แถมคนหนึ่งคือแม่แท้ๆ และอีกคนคือ 'น้องชาย' ที่ตัวเองจ้างมา
ท่านประธานกู้สูดหายใจลึก "...บอกแม่ว่าเลิกเล่นได้แล้ว ผมกำลังกลับเดี๋ยวนี้"
กว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา กู้เจ๋อเฉิงก็มาถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา แม่เขาก็เรียกให้ไปนั่งที่ห้องนั่งเล่น ตรงข้ามกับหลินจื่อซี
หญิงชราที่นั่งอยู่โซฟากลาง จิบชาแล้วมองลูกชายคนโต ถามว่า "ไหนลองบอกมาซิ คราวนี้น้องชายลูกไปก่อเรื่องอะไรให้ลูกไม่พอใจอีก?"
"แม่ครับ! โปรเจกต์ร่วมกับเทียนหยวนอินเตอร์เนชั่นแนลกำลังจะเริ่ม ผมยุ่งมาก แม่ก็รู้นี่ครับ"
"กู้เจ๋อเฉิง ลูกคิดจะหลอกใครกันแน่?!" หญิงชราวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง "ถ้าไม่มีอะไรในใจ ลูกจะเมินเฉยน้องชายมาเป็นเดือนเชียวหรือ?!"
ขณะที่คุณพ่อกู้กำลังจะอ้าปากอธิบาย คุณย่าซ่งก็เริ่มเทศนา "พ่อกับแม่สอนลูกมายังไง? พี่น้องมีอะไรต้องเปิดอกคุยกัน ไม่ใช่เก็บเงียบไว้คนเดียว ไม่มีปมไหนระหว่างพี่น้องที่แก้ไม่ได้หรอกนะ"
กู้เจ๋อเฉิงเห็นด้วยกับคำพูดของคุณย่าซ่ง แต่ปัญหาก็คือ ชายหนุ่มรูปงามที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่กู้เจ๋ออี้ตัวจริง และต่อให้เป็นพี่น้องกันจริงๆ ปมนี้ก็แก้ไม่ง่าย เพราะหลินจื่อซีดันมาตกหลุมรักเขาซะงั้น
ใช่แล้ว ในความคิดของคุณพ่อกู้ การที่หลินเสี่ยวเซิงเมาแล้วจูบเขา ทั้งที่เพิ่งประกาศปาวๆ ว่าไม่ยอมรับการเต้าไต่และไม่เคยเสียจูบแรก... นี่มันไม่ใช่การสารภาพรักทางอ้อมแบบบ้าบิ่นหรอกหรือ?!
ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง ถ้าเป็นคนอื่น กู้เจ๋อเฉิงคงปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดีแล้ว
แต่หลินจื่อซีเป็นคนที่เขาจ้างมาสวมรอยเป็นกู้เจ๋ออี้ แถมยังมีคุณย่าซ่งมาเกี่ยวข้อง กู้เจ๋อเฉิงเลยลังเลที่จะลงมือ ดังนั้นตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา เขาเลยใช้วิธีหลบหน้าหลินจื่อซี หวังจะให้เรื่องมันซาๆ ลงไปเอง
แต่ท่านประธานกู้ก็ยังวางใจหลินเสี่ยวเซิงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ กลัวหมอนี่จะไปยุยงคุณย่าให้ทำอะไรแผลงๆ ตอนเขาไม่อยู่ ดังนั้นแม้ตัวจะไม่โผล่มา แต่เขาก็คอยเปิดกล้องวงจรปิดดูความเคลื่อนไหวทุกครั้งที่หลินจื่อซีมาที่บ้าน
และจากการเฝ้าสังเกตมาหลายครั้ง กู้เจ๋อเฉิงต้องยอมรับว่า หลินจื่อซี ดาราหนุ่มน้อยที่ตอนแรกดูเหมือนจะเจ้าเล่ห์ใช้ความหน้าเหมือนมาสร้างกระแส จริงๆ แล้วไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรเลย
คนคนนี้หน้าตาดี อยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะโสมมมาหลายปี แต่ยังรักษานิสัยแบบนี้ได้ ถึงจะไม่ใช่ผ้าขาวบริสุทธิ์ แต่ก็ถือว่าจิตใจดี ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
แม้ตอนแรกกู้เจ๋อเฉิงจะดูแคลนท่าทีเฉื่อยชาไร้ความทะเยอทะยานของหลินเสี่ยวเซิง แต่พอดูไปนานๆ เขากลับเริ่มคิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าพวกโลภมากแล้วสุดท้ายก็พาตัวเองไปจมปลักกับเรื่องฉาวโฉ่
สรุปคือ ตอนนี้ในใจคุณพ่อกู้ แม้จะรับความรู้สึกของ "น้องชายราคาถูก" คนนี้ไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจที่จะมีหนุ่มหล่อรุ่นน้องมาแอบปลื้ม โดยเฉพาะด้วยนิสัยของหลินจื่อซี กู้เจ๋อเฉิงเชื่อว่าหมอนี่ไม่มีความกล้าพอที่จะสารภาพรักกับเขาตรงๆ หรอก
กู้เจ๋อเฉิงคิดว่าตัวเองจัดการความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงระหว่างเขากับหลินจื่อซีได้แล้ว พอต้องเผชิญหน้ากับคำถามของคุณย่าซ่ง เขาจึงตอบได้อย่างสบายใจ "ความจริงผมไม่อยากพูดถึงเลย เฮ้อ... เสี่ยวอี้คงบอกแม่แล้วว่าคราวที่แล้วเขาเมา แต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น เขาเองก็คงไม่รู้ตัว..."
คุณพ่อกู้ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ "เขาดื่มเยอะเกินไป ไม่ใช่แค่อ้วกใส่ตัวผมนะ แต่เล่นอ้วกใส่หน้าผมเลย... นึกถึงทีไรผมยังขยาดไม่หาย เรียกว่าเป็นแผลใจเลยก็ได้ ช่วงนี้งานยุ่งด้วย ผมเลยขอหลบหน้าไอ้น้องชายตัวดีไปสักพัก"
หลินเสี่ยวเซิงได้ยินปุ๊บก็รู้ทันทีว่าพ่อใส่ร้าย เสื้อผ้าเขาวันรุ่งขึ้นสะอาดเอี่ยมอ่อง จะไปอ้วกได้ยังไง — แต่ตอนนี้จะไปหักหน้าป๋าเลี้ยงก็ไม่ได้ เขาเลยถลึงตาใส่อีกฝ่ายทีหนึ่ง แล้วตีหน้าเศร้าสำนึกผิด "ขอโทษจริงๆ ครับพี่ใหญ่! วันนั้นผมดีใจไปหน่อยเลยดื่มเพลิน ทำพี่เดือดร้อนจนได้ โชคดีที่เป็นพี่ชายแท้ๆ ถ้าเป็นคนอื่นคงทิ้งผมไว้ข้างทางไปแล้ว"
ในฐานะซีอีโอบริษัทใหญ่และเสาหลักของครอบครัวมาหลายปี คำพูดของกู้เจ๋อเฉิงย่อมมีน้ำหนักในสายตาแม่ ยิ่งบวกกับการรับลูกคู่ของหลินจื่อซี หญิงชราก็เชื่อสนิทใจว่าเรื่องน่ารังเกียจ (แต่ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม) เล็กๆ น้อยๆ นี้เกิดขึ้นจริงระหว่างพี่น้องสองคน
คุณย่าซ่งถอนหายใจโล่งอก หันไปอบรมสั่งสอน "ลูกชายคนเล็ก" ตั้งแต่โทษของการดื่มสุราไปจนถึงการระวังตัวไม่ให้ถูกหลอกในสังคมที่วุ่นวาย
หลินจื่อซีที่โดนด่าฟรี ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า รับผิดแทนพ่อคือกตัญญู พ่อว่าไงว่าตามกัน
กว่าจะฟังคุณย่าเทศนายาวเหยียดจบ และทั้งสามคนทานมื้อเย็นเสร็จ ก็ปาเข้าไปสองทุ่มแล้ว
ละครแฟนตาซีเรตติ้งดีอย่างเหลือเชื่อกำลังจะเริ่มฉาย
หลินเสี่ยวเซิงหนังตากระตุก รีบลุกขึ้นคว้ามือกู้เจ๋อเฉิงลากไปทางระเบียง พลางบอกคุณย่าซ่ง "ผมกับพี่ใหญ่ไม่ได้เจอกันมาตั้งเดือนกว่า พวกเราพี่น้องขอไปคุยกันตามลำพังนะครับ"
หญิงชราแปลกใจเล็กน้อย "ทำไมต้องตอนนี้ด้วย? 'ผ่าฟ้าท้าสวรรค์' กำลังจะมาแล้วนะ วันนี้ตอนจบด้วย"
คุณพ่อกู้ที่ตอนแรกงงๆ ว่าโดนลากมาทำไม พอได้ยินแม่พูด ก็รีบเข้าข้าง "ลูกชาย" ทันที "ไม่ได้เจอกันตั้งนาน มีเรื่องคุยกันเยอะแยะ คุยตอนนี้แหละดีแล้ว ละครน่ะ... เดี๋ยวค่อยไปดูย้อนหลังในเน็ตเอาก็ได้"
และแล้ว "สองพี่น้อง" ก็พากันหนีไปหลบภัย... เอ้ย ไม่ใช่สิ ไปปรับความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์กันที่ระเบียง