- หน้าแรก
- เรียกพ่อว่าพี่ชาย
- บทที่ 17 ปาฏิหาริย์แห่งความรัก
บทที่ 17 ปาฏิหาริย์แห่งความรัก
บทที่ 17 ปาฏิหาริย์แห่งความรัก
บทที่ 17 ปาฏิหาริย์แห่งความรัก
เพราะดื่มหนักไปหน่อยเมื่อวาน ตอนหลินจื่อซีตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เขายังรู้สึกปวดหัวตุบๆ อยู่เลย
เขานวดขมับ ลุกขึ้นนั่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาดูเวลา
8 โมง 20 นาที คิวถ่ายของวันนี้เริ่มตอนบ่าย 3 โมง ยังมีเวลาเหลือเฟือ
ความทรงจำของหลินจื่อซีขาดหายไปหลังจากที่เขาแอบยอมรับกู้เจ๋อเฉิงเป็นพ่ออยู่ในใจบนรถเมื่อคืน เขาจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น หรือตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
แต่ดูจากห้องนอนที่เขาอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ทั้งบ้านตระกูลกู้และไม่ใช่โรงแรม แถมเขายังใส่ชุดเดิมจากเมื่อวานอีกต่างหาก
หลินจื่อซีลุกจากเตียง เปิดประตูเดินออกจากห้อง
พอเดินมาถึงห้องนั่งเล่น เขาก็เห็นคุณพ่อกู้ในชุดลำลอง นั่งจิบกาแฟดูข่าวเช้าอยู่บนโซฟา
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินจื่อซีเห็นกู้เจ๋อเฉิงในลุคสบายๆ แบบนี้ ภาพที่พ่อนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา ทำให้เขาเผลอคิดไปชั่วขณะว่าเป็นภาพพ่อลูกใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริงๆ ในบ้านหลังเดียวกัน
ความรู้สึกนี้ทั้งแปลกใหม่และคุ้นเคย เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสในชีวิตจริง แต่เป็นสิ่งที่เขาเคยจินตนาการถึงนับครั้งไม่ถ้วนในวัยเด็ก ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูกผสมปนเปไปกับความประหม่าที่ได้กลับบ้าน ถาโถมเข้ามาในหัวใจของหลินจื่อซี
หลินเสี่ยวเซิงตั้งสติ สูดหายใจลึก แล้วพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เดินเข้าไปทักทายเจ้านายและพ่อบังเกิดเกล้าที่โซฟา "อรุณสวัสดิ์ครับ
ขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อคืนนะครับ
ผมนึกว่าตัวเองไม่ได้เมาขนาดนั้น ไม่คิดว่าจะหลับยาวมาจนถึงป่านนี้
ขอโทษที่ต้องรบกวนคุณนะครับ"
กู้เจ๋อเฉิงพยักหน้า สีหน้าอ่านไม่ออก แต่น้ำเสียงเคร่งขรึม "ฉันเป็นคนชวนเธอไปเอง ก็ต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาอยู่แล้ว
แต่ในฐานะผู้ใหญ่และบุคคลสาธารณะ เธอควรรู้จักควบคุมตัวเองบ้าง
ถ้าคออ่อนก็ดื่มให้น้อยลงหน่อย ไม่งั้นถ้าไปเจอคนไม่หวังดีเข้า จะเดือดร้อนเอาได้"
นั่นก็จริง ในวงการบันเทิงเคยมีกรณีดาราเมาแล้วโดนลวนลามหรือโดนแบล็คเมล์อยู่บ่อยๆ
แต่ว่า...
"ไม่ต้องห่วงครับ ปกติผมรู้ลิมิตตัวเองดี
เมื่อคืนแค่รู้สึกผ่อนคลายไปหน่อยเพราะรู้ว่ามีคุณอยู่ด้วย" หลินเสี่ยวเซิงรีบประจบเอาใจพ่อ "ยังไงผมก็ไว้ใจท่านประธานกู้อยู่แล้วครับ"
ได้ยินเขาพูดแบบนั้น สีหน้าของกู้เจ๋อเฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเคร่งขรึมเหมือนเดิม "นั่งลงสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย"
บรรยากาศแบบนี้เหมือนป๋าเลี้ยงกำลังจะมีเรื่องสำคัญจะแจ้ง หลินจื่อซีจึงรีบนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวทางซ้ายมือ นั่งตัวตรง มือวางบนเข่า ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
แต่กู้เจ๋อเฉิงกลับเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ที่ฉันให้เธอมาสวมรอยเป็นกู้เจ๋ออี้ ก็เพื่อความสบายใจของคุณย่าเท่านั้น ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่น และหวังว่าเธอเองก็จะไม่มีความคิดอื่นแอบแฝงเหมือนกัน"
หลินจื่อซีย่อมรู้อยู่แล้วว่าพ่อเขาแค่ต้องการหลอกคุณย่า ไม่ได้อยากได้น้องชายจริงๆ และยิ่งไม่ได้อยากได้ลูกชายด้วย
"ผมทราบครับ
ผมปฏิบัติตามสัญญาเรื่องการรักษาความลับมาตลอด
ถ้าเมื่อวานคุณไม่เป็นคนติดต่อเฟิงหยวนด้วยตัวเอง ผมก็ไม่มีทางกล้าใช้เส้นสายของคุณหรอกครับ"
"ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ฉันหมายถึง..." คุณพ่อกู้ผู้มักจะอยู่ในสถานะผู้มีอำนาจและพูดจาฉะฉาน ครั้งนี้กลับดูอึกอักลังเล แต่สุดท้ายก็พูดออกมาอย่างชัดเจน "ฉันไม่สนใจเรื่องการใช้เต้าไต่หรือเอาตัวแลกงานอะไรพวกนั้นหรอกนะ"
"ผมทราบครับ" หลินเสี่ยวเซิงตอบกลับด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงต้องย้ำเรื่องที่เห็นได้ชัดขนาดนี้ ถ้ากู้เจ๋อเฉิงสนใจเรื่องพรรค์นั้น ป่านนี้เขาคงมีแม่เลี้ยงเป็นโขยงแล้ว
คุณพ่อกู้สับสนวุ่นวายใจเพราะจูบกะทันหันของหลินจื่อซีเมื่อคืน คิดมาทั้งคืนสุดท้ายเลยตัดสินใจแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้อีกฝ่ายมีความคิดจะเอาตัวเข้าแลก
แต่พอเห็นหลินจื่อซีทำหน้าตาเฉยเมย ไม่ได้เขินอายอะไรเลย เขาก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองคิดมากไปเอง หรืออีกฝ่ายแสดงละครเก่งกันแน่
"แล้วเธอ..." คุณพ่อกู้เดิมทีตั้งใจจะถามหลินจื่อซีว่าทำไมถึงจูบเขา แต่พูดไปได้แค่สองคำ เขาก็รู้สึกว่าการซักไซ้เรื่องนี้มันทั้งน่าขายหน้าและไร้สาระ จึงหยุดพูดไปดื้อๆ แล้วยกกาแฟขึ้นจิบแก้เก้อ
กู้เจ๋อเฉิงหยุดพูดไปกลางคัน หลินเสี่ยวเซิงผู้จำเรื่องที่ตัวเองเผลอจูบพ่อเมื่อคืนไม่ได้เลย จึงเข้าใจผิดคิดว่าพ่อกำลังถามความเห็นเขาเรื่องการใช้เต้าไต่
ในสถานการณ์นี้ หลินจื่อซีย่อมต้องตอบอย่างจริงจังเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อป๋าเลี้ยง (อีกอย่าง เขาก็คิดแบบนั้นจริงๆ) "ผมเองก็รับเรื่องเต้าไต่ไม่ได้เหมือนกันครับ
คอนเนกชัน ชื่อเสียง และสถานะสำคัญก็จริง แต่ก็ไม่คุ้มค่าพอที่จะต้องเอาตัวและศักดิ์ศรีเข้าแลก
วงการเราอาจจะดูมั่วซั่วไปหน่อย แต่ก็ยังมีคนอีกเยอะที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตัวเอง... คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมถ่ายฉากบนเตียงมาก็ตั้งเยอะ แต่ในชีวิตจริงผมยังไม่เคยเสียจูบแรกเลยนะครับ"
พูดจบ หลินเสี่ยวเซิงก็ส่งยิ้มให้พ่อ รอรับคำชมในฐานะของหายากในวงการบันเทิง
แต่คุณพ่อกู้ไม่ได้ชม
เขากลับจ้องหน้าหลินจื่อซีด้วยสายตาแปลกๆ อยู่ครู่ใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้น
"ที่นี่เป็นบ้านพักของฉันใกล้บริษัท
บางทีประชุมเลิกดึกฉันก็มานอนที่นี่
เมื่อวานเธอเมา จะพากลับบ้านก็กลัวคุณย่าเป็นห่วง จะพาไปโรงแรมก็ไม่สะดวก ฉันเลยพามาที่นี่
วันนี้เธอมีถ่ายละครใช่ไหม?
จากที่นี่ไปโรงถ่ายใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง รีบออกเดินทางหน่อยดีกว่า จะได้ไม่สาย"
เจตนาไล่แขกของกู้เจ๋อเฉิงชัดเจนมาก แต่หลินจื่อซีไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าใจว่าพ่อเป็นห่วงกลัวเขาไปทำงานสายจริงๆ จึงรู้สึกซาบซึ้งใจ
แต่หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อวาน เขาไม่กล้านั่งแท็กซี่ซี้ซั้วอีกแล้ว
"รบกวนให้คนขับรถของคุณไปส่งผมที่สโมสรฉีเจียงหน่อยได้ไหมครับ?
รถผมยังจอดอยู่ที่นั่น วันนี้เวลายังเหลือเฟือ ผมแวะไปเอารถได้ครับ"
แต่คุณพ่อกู้กลับหยิบกุญแจรถออกมาจากตู้เก็บของหน้าประตู "ฉันให้คนขับรถไปไว้ที่นั่นให้เธอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"
ช่างเป็นญาติที่ประเสริฐอะไรอย่างนี้ ช่างรอบคอบเหลือเกิน!
ด้วยความดีใจ หลินเสี่ยวเซิงเกือบจะส่งจูบลาพ่อก่อนเดินออกจากประตู เล่นเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของท่านประธานกู้เต้นผิดจังหวะไปอีกรอบ
ในอีกเดือนต่อมา หลินจื่อซีใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการถ่ายทำ "หลิงเฟยจ้วน" เวลาที่เหลือก็ลางานไปสัมภาษณ์นิตยสาร อัดรายการวาไรตี้ และออกอีเวนต์โปรโมทสินค้า — ไม่ใช่เพราะหลินเสี่ยวเซิงไม่มีความเป็นมืออาชีพ แต่ในวงการบันเทิงที่ผันผวนทุกวินาที สถานการณ์ของเขาถือเป็นเรื่องปกติ — ต่อให้เขาอยากจะทุ่มเทเวลาให้กับการถ่ายทำอย่างเดียว ซิงคงก็คงไม่ยอม
เพราะ "เวลาของคุณมีค่ามาก" — คำพูดนี้ได้รับการยืนยันจากโฆษณาเกมออนไลน์เจ้าหนึ่งและผู้จัดการส่วนตัว เฉินอวิ๋นอวิ๋น
ในช่วงเวลานี้ หลินจื่อซียังเจียดเวลาไปเรียนการแสดงที่สตูดิโอของโจวฝานอีกสองครั้ง
แม้จะไม่ได้เห็นผลทันตาเห็น แต่ทุก "คาบเรียน" ก็ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาและได้รับประโยชน์มหาศาล
นอกจากนี้ หลินเสี่ยวเซิงยังถูกคุณย่าซ่งเรียกตัวกลับไปทานข้าวที่บ้านหลายครั้ง และโดน "ทรมาน" ด้วยการต้องนั่งดู "ผ่าฟ้าท้าสวรรค์" ผลงานตัวเองไปอีกหลายรอบ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความตั้งใจที่จะพัฒนาฝีมือการแสดงของเขาให้แรงกล้าขึ้นไปอีก
แต่บังเอิญเหลือเกินที่เขาไม่เคยเจอกู้เจ๋อเฉิงเลยสักครั้งตอนกลับไปบ้านตระกูลกู้
หลินจื่อซีเพิ่งจะ "ยอมรับ" พ่อได้ไม่นาน ในใจยังมีความรู้สึกผูกพันฉันพ่อลูกอยู่อย่างเปี่ยมล้น จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กๆ
แต่พอนึกถึงธุรกิจรัดตัวของพ่อ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะยุ่งจนหาตัวจับยาก หลินเสี่ยวเซิงย่อมไม่งอแงเป็นเด็กขาดความอบอุ่นร้องหาพ่อแม่
แต่ในขณะที่ "เด็กขาดความอบอุ่น" ไม่ถือสา "ผู้สูงอายุรังนกกระจอก" (ผู้สูงอายุที่ลูกหลานไม่อยู่ด้วย) กลับเริ่มมีน้ำโห
วันที่หลินจื่อซีก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลกู้ คุณย่าซ่งก็ถามเขาเสียงเข้ม "เจ๋ออี้ บอกแม่มาตามตรง... ลูกกับพี่ชายทะเลาะกันอีกแล้วใช่ไหม?"
"เปล่านะครับ!" หลินเสี่ยวเซิงตกใจกับคำถามกะทันหันของคุณย่า "ผมไม่ได้เจอพี่ใหญ่มาเดือนกว่าแล้ว จะไปทะเลาะกันได้ยังไง?"
"นั่นแหละเรียกว่าทะเลาะ!" คุณย่าซ่งมองเขาอย่างตำหนิ "พี่ชายไม่สนใจลูกมาเดือนกว่าแล้ว ลูกคิดว่ามันปกติเหรอ?!
บอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างลูกสองคน?"
หลินจื่อซีที่เชื่อว่าการจากลากับพ่อบังเกิดเกล้าครั้งล่าสุดเป็นไปด้วยดี จึงได้แต่ปลอบใจคุณย่าซ่งอย่างจนปัญญา "แม่ครับ... แม่คิดมากไปแล้ว
ผมโตป่านนี้แล้ว จะให้พี่ใหญ่มาคอยตามดูแลตลอดเวลาได้ยังไง?!
ไม่ใช่ว่าผมยุ่งหรอกครับ พี่ใหญ่ต่างหากที่ยุ่งกว่าผมอีก!"
คุณย่าซ่งแค่นเสียง "งานเขาก็ยุ่งจริงนั่นแหละ กลับดึกๆ ดื่นๆ ประจำ แต่ทุกครั้งที่ลูกจะกลับมา เขาก็จะยุ่งเป็นพิเศษจนไม่กลับบ้านเลย... มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยไหม?!"
หลินจื่อซีไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ เขาเข้าใจมาตลอดว่ากู้เจ๋อเฉิงงานยุ่งจนไม่ได้กลับบ้าน ไม่เคยคิดเลยว่าพ่อดูเหมือนจะจงใจหลบหน้าเขา
หลินจื่อซีรู้สึกปวดหนึบในใจ ทั้งงุนงงและน้อยใจ
แต่ไม่ว่าจะยังไง เขาก็บังคับหรือก้าวก่ายเรื่องของป๋าเลี้ยงไม่ได้
หลินเสี่ยวเซิงจัดการเรื่องของคุณพ่อกู้ไม่ได้ แต่คุณย่าซ่งทำได้
"โทรหาพี่ชายลูก บอกว่าแม่รู้สึกไม่สบาย ให้รีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้" คุณย่าซ่งยิ้มเยาะ "แม่ไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการลูกสองคนไม่ได้!"
...
... ... ... ...
คุณย่าครับ ท่านนี่มันเซียนหลอกหลานตัวจริงเสียงจริงเลย!