- หน้าแรก
- หนอนหนังสือบ้านนอกจะไม่ทนอีกต่อไป
- บทที่ 9 - ทำเนียบมังกรพยัคฆ์พันปี
บทที่ 9 - ทำเนียบมังกรพยัคฆ์พันปี
บทที่ 9 - ทำเนียบมังกรพยัคฆ์พันปี
เมื่อได้ยินคำถามของสหาย ลู่เป่ยกู้กลับนิ่งเงียบไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
การข้ามภพเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลังจากรับมือกับการสอบกลยุทธ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ยามนี้เมื่อความกดดันผ่อนคลายลง เขาจึงเริ่มรู้สึกสับสนกับอนาคตบ้างเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะเดินไปทางไหน แต่เพราะความสามารถมีมากเกินไปจนมีเส้นทางให้เลือกเดินมากมายต่างหาก
ยอดกวี มหาอำมาตย์ ปราชญ์เมธี คนอื่นเป็นได้ แล้วเหตุใดข้าลู่เป่ยกู้จะเป็นไม่ได้เล่า
ใจจริงแล้วเขาอยากเป็นยอดกวีผู้ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งนี้ก็มิได้ขัดแย้งกับการสอบขุนนางเพื่อรับราชการแต่อย่างใด ในเมื่อยอดกวีที่ชาวบ้านชาวช่องในต้าซ่งรู้จักกันดีอย่าง ฟ่านจ้งเหยียน โอวหยางซิว หวังอานสือ หรือซือหม่ากวง ต่างก็เป็นทั้งยอดคนในวงการวรรณกรรมและวงการการเมืองกันทั้งสิ้น
นับตั้งแต่ฟ่านจ้งเหยียนเริ่มชูคติพจน์ “กังวลก่อนความกังวลของใต้หล้า สุขหลังความสุขของใต้หล้า” เหล่าปราชญ์เมธีก็ใช้พู่กันต่างอาวุธ ขบวนการฟื้นฟูร้อยแก้วโบราณที่วิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมการศึกษาและงานประพันธ์ ภายใต้การนำของโอวหยางซิวก็ได้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว
และผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของขบวนการฟื้นฟูร้อยแก้วโบราณ ก็คือการสอบขุนนางในปีหน้า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ทำเนียบมังกรพยัคฆ์พันปี” อันโด่งดังในประวัติศาสตร์การสอบจอหงวน
ลองดูรายชื่อผู้เข้าสอบอันหรูหราอลังการในครั้งนั้นเถิด หากจะกล่าวว่า “เหล่าเซียนจุติลงมาเดินดินกันให้ขวักไขว่” ก็คงไม่เกินจริงแต่อย่างใด
ในบรรดา “ห้าปราชญ์ซ่งเหนือ” ของสำนักขงจื๊อก็มากันถึงสามคน ได้แก่ จางไจ้ เฉิงฮ่าว และเฉิงอี๋
ส่วนยอดกวีก็มากันเป็นโขยง ในบรรดา “แปดมหาปราชญ์ราชวงศ์ถังและซ่ง” ก็อยู่ที่นี่ถึงห้าคน ผู้ที่สอบได้คือ เจิงก่ง ซูซื่อ และซูเจ๋อ ส่วนผู้ที่สอบไม่ได้คือ ซูสวิน และยังมีโอวหยางซิวที่เป็นหัวหน้าผู้คุมสอบอีกคน
ส่วนขุนนางชื่อดังและมหาอำมาตย์นั้นยิ่งมีมากมายก่ายกอง ทั้ง หลวี่ฮุ่ยชิง ผู้เป็นมือขวาในการปฏิรูปของหวังอานสือ จางตุน ผู้ได้เป็นอัครเสนาบดีในภายหลัง และ หวังเสา ผู้บุกเบิกการขยายดินแดนซีเหอ เป็นต้น
“จะเลือกเส้นทางสอบขุนนางดีหรือไม่นะ เผื่อว่าจะทันได้มีชื่อในทำเนียบมังกรพยัคฆ์ปีหน้ากับเขาบ้าง”
ยามนี้คือฤดูใบไม้ผลิปีแรกแห่งรัชศกเจียโย่ว หากทุกอย่างราบรื่น ฤดูร้อนนี้เขาจะได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาประจำเมือง ฤดูใบไม้ร่วงเข้าสอบระดับเมือง ปีหน้าก็จะได้เข้าเมืองหลวงไปสอบระดับประเทศและสอบหน้าพระที่นั่ง
เส้นทางการสอบขุนนางนี้ สำหรับลู่เป่ยกู้แล้ว ไม่เพียงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นยอดกวี แต่กลับเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยยกระดับฐานะทางสังคมได้อย่างแท้จริง หากมีโอกาสที่จะใช้ความสามารถของตนเองไขว่คว้าตำแหน่งข้าราชการที่มั่นคง เหตุใดจึงจะไม่ทำเล่า
อีกอย่างระบบการสอบขุนนางของต้าซ่งก็นับว่ายุติธรรมยิ่งนัก ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์ทรงสถาปนาแผ่นดินจนถึงรัชศกเจียโย่วนี้ มหาอำมาตย์ที่มาจากชนชั้นรากหญ้ามีมากมายจนนับนิ้วไม่ถ้วน บัณฑิตธรรมดาที่ “เช้าทำนา เย็นเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์” ก็มีมากดั่งฝูงปลาข้ามน้ำ
หากเป็นสมัยราชวงศ์ถังน่ะหรือ สอบขุนนางหรือ อย่าได้ฝันเฟื่องไปหน่อยเลย!
หลี่ไป๋ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าสอบ ตู้ฝู่สอบสองครั้งไม่ผ่านจนต้องล้มเลิกไปในที่สุด
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความสามารถ ต่อให้มีพรสวรรค์ล้นฟ้าก็ไร้ประโยชน์ เพราะข้อสอบยุคนั้นไม่ได้ปิดชื่อผู้เข้าสอบ!
หากมิใช่ลูกหลานจากห้าตระกูลใหญ่เจ็ดตระกูลดัง แล้วหวังจะสอบได้จิ้นซื่อ ก็คงเป็นได้แค่ความฝันกลางวัน
ดังนั้น ในเมื่อต้าซ่งเปิดโอกาสให้คนมีความสามารถได้กระโดดข้ามประตูมังกรด้วยฝีมือตนเองเช่นนี้ ก็ควรรักษาโอกาสไว้ให้ดี
อีกทั้งต้าซ่งมีธรรมเนียมไม่ประหารขุนนางปัญญาชน ต่อให้ในอนาคตเข้าไปอยู่ในราชสำนักแล้วเกิดเพลี่ยงพล้ำ อย่างมากก็แค่ถูกเนรเทศไปต่างเมือง คิดเสียว่าไปท่องเที่ยวพักผ่อนรักษาสุขภาพก็แล้วกัน
มองในภาพรวม การเลือกเส้นทางสอบขุนนางมีแต่ได้มากกว่าเสีย
ส่วนเรื่องที่ว่าจะสอบติดจิ้นซื่อหรือไม่ ในยุคที่มีอัตราการแข่งขันสูงลิบลิ่วนั้น ไม่ได้อยู่ในความคิดของลู่เป่ยกู้เลยแม้แต่น้อย
ทำไมหรือ จะยากสักแค่ไหนเชียว จะยากไปกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่หนึ่งของจังหวัดในยุคที่มีประชากรนับร้อยล้านคนอย่างนั้นหรือ เขาเองก็เคยทำได้มาแล้ว
ลู่เป่ยกู้ส่ายหน้า สลัดแผนการในอนาคตอันไกลโพ้นทิ้งไปก่อน
สำหรับเขาแล้ว เรื่องสำคัญที่สุดในระยะสั้นคือการเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อติดตามหลี่พานไปพบ “บุคคลสำคัญ” ผู้นั้นหลังเทศกาลหานสือ
แน่นอนว่ายังมีเรื่องอื่นอีก เช่นการเร่งทำคะแนนวิชาอื่นๆ นอกเหนือจากวิชากลยุทธ์ เพื่อให้สอบผ่านการคัดเลือกในอีกสองเดือนข้างหน้า
รวมถึงการจัดการปัญหาคาราคาซังที่บ้านด้วย
“หากพรุ่งนี้พี่ลู่ว่างเว้นภารกิจ จะไปร่วมงานชุมนุมอักษรด้วยกันไหม” ลูกว๋างอวี่เอ่ยชวน
“งานชุมนุมอักษรหรือ”
“ถูกต้อง งานชุมนุมครั้งนี้จัดโดยเศรษฐีโจว พ่อค้าสุราผู้ประมูลสิทธิ์ผูกขาดการต้มเหล้าในย่านธารอันเล่อ”
“คนผู้นี้นับเป็นผู้กว้างขวางอันดับหนึ่งของกู่ลิ่น เมื่อสองปีก่อนได้สร้างคฤหาสน์ตากอากาศไว้นอกตำบล ภายในมีหอสมุดขนาดใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ พอดีกับที่เขากลับมาเยี่ยมบ้านเกิดไหว้บรรพบุรุษ จึงถือโอกาสจัดงานชุมนุมอักษรขึ้นที่หอสมุดแห่งนั้น”
ลู่เป่ยกู้เข้าใจได้ทันที ต้าซ่งให้ความสำคัญกับงานอักษรศิลป์ ดังนั้นเมื่อพ่อค้าร่ำรวยขึ้นมา ก็มักอยากจะขยับขยายภาพลักษณ์ให้เป็น “พ่อค้าผู้มีภูมิรู้”
การจัดงานชุมนุมอักษรเช่นนี้ไม่เพียงสิ้นเปลืองเงินทองไม่มาก แต่ยังได้ผูกมิตรกับบัณฑิตในท้องถิ่น สร้างชื่อเสียงที่ดีในบ้านเกิด และยังสะดวกต่อการปูทางให้ลูกหลานในตระกูลอีกด้วย นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
“หากเราไปร่วมงาน ด้านหนึ่งถือเป็นการพบปะสหายผ่านตัวอักษร ได้รู้จักบุคคลผู้มีรสนิยม และได้อ่านคัมภีร์หายาก อีกด้านหนึ่งหลังงานเลิกย่อมมีงานเลี้ยงสุราอาหาร รสเลิศ หากทานไม่หมดก็สามารถห่อกลับไปฝากคนที่บ้านได้”
เมื่อเผชิญคำเชิญชวนของลูกว๋างอวี่ ด้วยนิสัยกลัวความยุ่งยาก ลู่เป่ยกู้เกือบจะปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ
แต่เขาเป็นคนรู้คุณคน
เพื่อนร่วมรุ่นสองคนที่ตะโกนช่วยตอนเขาตกน้ำ และชายชราคนหาปลาที่ช่วยงมเขาขึ้นมา ล้วนเป็นผู้มีพระคุณที่เขาต้องตอบแทนในวันหน้า
ดังนั้นเมื่อผู้มีพระคุณเอ่ยชวน ลู่เป่ยกู้จึงปฏิเสธไม่ลง ประกอบกับทางบ้านก็ขัดสนจริงๆ กิจกรรมที่มีแต่ได้ไม่มีเสียเช่นนี้ลองไปดูก็ไม่เสียหาย
“ข้าไม่รู้เส้นทาง รบกวนพี่ลูมารับข้าที่บ้านพรุ่งนี้ แล้วเดินทางไปพร้อมกันเถิด”
“ตกลงตามนี้” ลูกว๋างอวี่พยักหน้า
เรือน้อยทวนกระแสน้ำธารอันเล่อขึ้นไป คนแจวเรือสองคนสลับกันพาย
จวบจนพลบค่ำของวันที่สอง ในที่สุดก็ใกล้ถึงตำบลกู่ลิ่น
ที่นี่คือช่วงกลางของธารอันเล่อ สายน้ำเริ่มแคบลง ภูเขาสองฝั่งสูงชันขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเรือแล่นชิดฝั่ง เถาวัลย์ที่ห้อยย้อยลงมาจากหน้าผาหินปัดป่ายถูกหลังคาเรือเกิดเสียงสวบสาบ บางครามีน้ำพุไหลซึมออกมาจากรอยแยกของหินผา ก่อเกิดเป็นน้ำตกสายเล็กดั่งผ้าแพรเงิน ละอองน้ำกระเซ็นโดนใบหน้าให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น
เมื่อพ้นโค้งน้ำ ภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดโล่ง ธารน้ำเลี้ยวโค้งใหญ่ ณ จุดนี้ ก่อเกิดเป็นเวิ้งน้ำกว้างขวาง ตำบลกู่ลิ่นตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนี้
ทั้งสองร่ำลากันที่นี่ หมู่บ้านเอ้อร์หลางทานที่ลูกว๋างอวี่อาศัยอยู่ ยังต้องทวนน้ำขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง
เรือเทียบท่า ลู่เป่ยกู้จำใจควักเงินหกสิบอีแปะจ่ายค่าเรืออย่างปวดใจ
ช่วยไม่ได้ เรือทวนน้ำราคาก็เท่านี้ แถมคนแจวเรือย้ำนักย้ำหนาว่าไม่รับเหรียญเหล็ก ต้องจ่ายเป็นเหรียญทองแดงเท่านั้น
หากล่องเรือจากตำบลกู่ลิ่นกลับอำเภอเหอเจียง จะเสียแค่ยี่สิบอีแปะ และใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวัน
บนท่าเรือผู้คนพลุกพล่านจอแจ
กุลีแบกหามเดินขวักไขว่แบกกระสอบใบใหญ่ เด็กสาวเกล้าผมมวยสองข้างสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินร้องขายผักกูดและหน่อไม้สดที่เพิ่งเก็บมา
“แม่นางน้อย หน่อไม้นี้ชั่งละเท่าไรหรือ”
“ยี่สิบอีแปะเจ้าค่ะ รับเฉพาะเหรียญทองแดง ไม่รับเหรียญเหล็ก” เด็กสาวตอบเสียงอ่อย
ลู่เป่ยกู้คำนวณในใจคร่าวๆ หนึ่งชั่งในสมัยซ่งหากเทียบเป็นหน่วยกรัมในปัจจุบัน น่าจะประมาณหกร้อยสี่สิบกรัม ซึ่งหนักกว่าหนึ่งชั่งในยุคปัจจุบันเล็กน้อย
ถ้าจำไม่ผิด หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิในซูเปอร์มาร์เก็ตยุคปัจจุบัน น้ำหนักสองร้อยกว่ากรัม ราคาประมาณสิบห้าถึงสิบแปดหยวน
แต่สินค้าที่วางขายข้างทางเหล่านี้ยังมีความชื้นและส่วนที่กินไม่ได้รวมอยู่ด้วย เนื้อที่กินได้จริงๆ คงเหลือประมาณครึ่งกิโลกรัมกว่าๆ
ดังนั้นหากคิดจากราคาหน่อไม้ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างหนึ่งอีแปะเหรียญทองแดงสมัยซ่งกับหนึ่งหยวนในยุคปัจจุบัน น่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งต่อหนึ่งจุดห้า
และหากคำนวณจากราคาข้าวสาร ผลลัพธ์ก็น่าจะใกล้เคียงกัน...
ฉะนั้น ค่าเรือเมื่อครู่ก็เท่ากับจ่ายไปเก้าสิบหยวน ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่
ลู่เป่ยกู้ส่ายหน้าแล้วมุ่งหน้าเดินกลับบ้าน
ในที่สุด ก็จะได้พบกับครอบครัวในยุคสมัยนี้เสียที