เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10-35 เรียกประชุม

ตอนที่ 10-35 เรียกประชุม

ตอนที่ 10-35 เรียกประชุม


หัวเมืองค็อดเป็นเมืองที่มีประชากรอยู่หลายแสนคนและกินพื้นที่กว้างใหญ่ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ท้องที่และการทำลายที่เกิดจากทำลายโดยกองทัพอาณาจักรบาลุค  ฝ่ายศาสนจักรเจิดจรัสถูกบังคับให้โจมตีจากประตูทิศใต้และทิศตะวันออก

ประตูทิศเหนือเปิดออก  เนื่องจากพวกเขาไม่กลัวศัตรูโจมตีจากด้านนั้น

กลางวันค่อยๆสว่างขึ้นและทหารหลายคนที่ทำหน้าที่ป้องกันตอนกลางคืนผลัดเปลี่ยนเวรพูดตามเหตุผลควรจะมีทหารน้อยกว่าในตอนเช้า แต่ชุดที่เข้ามาผลัดเวรก็ต้องประหลาดใจ มีคนนอกมากมาย และดูเหมือนว่าทหารที่อยู่รับหน้าที่ไม่ได้เหนื่อยแม้แต่น้อยแต่กลับตื่นเต้น

“สหาย, ได้เวลาผลัดเวรกันแล้ว  พวกเจ้ามีอะไรจะบอกหรือเปล่า?”

ทหารหลายคนวิ่งมาสลับตำแหน่งกัน

“มังกรตัวเบ้อเริ่ม มันตัวใหญ่จริงๆไม่มีปีกแต่ว่าบินได้ ต้องเป็นมังกรยักษ์ระดับเซียนแน่นอน  โอว.. มันใหญ่โตมากจริงๆ ตัวอย่างกะภูเขา”  ทหารผลัดกลางคืนพูดกันในกลุ่มอย่างตื่นเต้น

“มังกรอะไร?” ทหารที่เพิ่งมาถึงตกใจ

ทหารผลัดกลางคืนอธิบายให้ฟังอย่างตื่นเต้น  “เมื่อคืนนี้ มีมังกรตัวใหญ่มหึมาบินมาที่นี่และมีทหารอยู่มากมายรอเคลื่อนย้ายของ ดูสิ.. พวกเขายังคงขนของอยู่เลยเจ้ากล่องเหล็กใหญ่นั่นถูกขนส่งโดยมังกรบิน”

ทหารที่มาใหม่มองดู

เขาเห็นกล่องขนาดมหึมาอย่างน้อยยาวห้าสิบเมตร  ถึงกับสูดลมหายใจหนาวเหน็บเป็นไปได้ยังไงที่คนจะขนย้ายกล่องใหญ่ขนาดนี้? บางทีอาจจะเป็นมังกรยักษ์ที่นำมาที่นี่จริงๆ

ทหารกลุ่มใหญ่ตอนนี้ยืนอยู่ตรงกลางกล่องเหล็กคอยลำเลียงกระสอบที่เต็ม

ข่าวเรื่องมังกรยักษ์แพร่กระจายไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว  ทำให้กำลังใจของทหารเมืองค็อดเพิ่มมากขึ้น ฝ่ายของพวกเขามีมังกรยักษ์คอยช่วยสนับสนุนและเป็นมังกรระดับเซียนที่บินได้  ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเขาจะต้องทำได้สำเร็จแน่นอน

แต่กองกำลังของศัตรูกลับตรงกันข้าม

แม่น้ำลิวยันเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่  แม้ว่าจะไม่ใช่หนึ่งในสามแม่น้ำใหญ่สุดของแดนอนารยชน  แต่ก็ยังมีความกว้าง 50-60เมตรและทำให้กองกำลังฝ่ายศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาต้องปวดหัว

สะพานที่สร้างขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลถูกอาณาจักรบาลุคทำลายเอง

อาคารที่แข็งแรงแต่ก็ยังถูกทำลายได้ง่าย

กิลเยโมคาร์ดินัลแห่งศาสนจักรเจิดจรัสและเวสพอร์ตเตอร์คาร์ดินัลมืดแห่งลัทธิเงาขมวดคิ้ว การสร้างสะพานลอยทำได้ได้ง่าย แต่ทหารเป็นล้านจะข้ามสะพานลอยนั้นได้ยังไง?

นอกจากนี้เครื่องจักรสงครามบางอย่างก็ใหญ่มาก พวกเขาจะขนข้ามไปได้ยังไง?

“เราต้องสร้างสะพานลอยขนาดใหญ่เพื่อให้ทหารของเราข้ามทันที”  กิลเยโมขมวดคิ้วกล่าวกระตุ้น

“อย่างนั้นจะทำยังไงกับเครื่องจักรสงคราม?”  ใครบางคนถาม

การโจมตีเมืองต้องใช้เครื่องจักรสงครามอย่างเช่นรถปีนกำแพงซึ่งกว้างหลายสิบเมตร  ของใหญ่และหนักขนาดนั้นจะเข็นข้ามไปยังไง?  แต่การสร้างสะพานใหญ่จะต้องใช้เวลานานมาก ทั้งต้องใช้ปูนสร้างกว่าปูนจะแข็งตัวก็ยิ่งใช้เวลานาน

ไม่มีเวลาเพียงพอ

“เมื่อเวลามาถึงเวทจะช่วยเปลี่ยนน้ำให้เป็นน้ำแข็ง” กิลเยโมขมวดคิ้ว

ตอนนี้เป็นเดือนสิงหาคมช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปี นอกจากนี้นี่ยังเป็นแม่น้ำที่ใหญ่มาก จะแช่แข็งแม่น้ำให้แข็งพอให้เครื่องจักรขนาดใหญ่ข้ามไปได้อย่างน้อยต้องได้จอมเวทระดับเก้า

……

เมืองค็อดได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่องและเตรียมเครื่องจักรสงครามฝ่ายตนเอง ศาสนจักรเจิดจรัสและวิหารเงายังคงวางแผนทำทางให้กองพลเป็นล้านข้ามไปได้  ในแดนอนารยชนสงครามพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

เวลานี้...

ที่จักรวรรดิโอเบรียน  ภูเขาเทพสงคราม

“วูบบบ”

ทันใดนั้นเทพสงครามโอเบรียนปรากฏตัวที่หน้าถ้ำของเขา เทพสงครามโอเบรียนยืนอยู่กับที่ตัวตรงเหมือนคันทวน  อากาศรอบตัวผันผวนรุนแรง  ผมสีแดงเพลิงของเขาโบกสะบัดอย่างอิสระและหน้าของเขามีรอยยิ้ม

เขาไม่ได้ออกมาจากถ้ำนานแล้ว

ประกายแสงวูบหนึ่งปรากฏอยู่ต่อหน้าของเขา  เป็นเฟนนั่นเอง

“อาจารย์” เฟนยืนอยู่ต่อหน้าเทพสงครามโอเบรียนด้วยความเคารพ ทันทีที่เทพสงครามก้าวออกมาข้างนอกก็เรียกเฟนทันที

เทพสงครามมองดูศิษย์ของเขา  “เฟน,จงใช้ช่วงเวลาฝึกฝนครั้งต่อไปให้ดีและเตรียมพร้อมไว้...”  เสียงของเทพสงครามจางหายไป  แต่ตาของเฟนเป็นประกาย  เขามองดูอาจารย์ของเขา  “อาจารย์.. ท่านกำลังบอกว่า....?”

“ใช่แล้ว มันจะเริ่มต้นในไม่ช้านี้..เพราะว่าคนในไพรทมิฬสั่งให้ข้าไปหาเขา” คำพูดของเทพสงครามโอเบรียนทำให้ใจของเฟนเริ่มสั่นสะท้าน

เฟนรู้ว่าเทพในไพรทมิฬยากจะข้องเกี่ยวกับเรื่องใดๆ  เพราะเขา.ทำเช่นนี้ต่อเทพสงคราม..ก็หมายความว่าได้เวลาเปิดสุสานเทพเจ้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว

เทพสงครามโอเบรียนเปลี่ยนสภาพเป็นแนวแสงทันทีพุ่งข้ามท้องฟ้าหายไปทางขอบฟ้าตะวันออกอย่างรวดเร็ว  ความเร็วของเขาน่าทึ่งมากห่างจากลินลี่ย์และคนอื่นๆอีกมาก

บนยอดเขาในเทือกเขาอสูรวิเศษ

บุรุษหนุ่มแววตาชั่วร้ายสีทองเข้มอยู่ในชุดยาวยืนอยู่บนยอดเขากำลังจ้องไปทางทิศตะวันออก  มีรอยแผลเป็นจากคมมีดอยู่บนหน้าผากของเขา แต่คนที่รู้จักเขาจะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่รอยแผลมีด แต่เป็นอาวุธที่ทรงพลังของราชันย์แห่งเทือกเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์

ไดลินราชันย์แห่งเทือกเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์

“ฮึ่ม... เจ้าแก่บัดซบนั่น”  ไดลินจ้องไปทางทิศตะวันออก  เขาได้รับคำเชิญจากคนในไพรทมิฬเช่นกัน  แม้ว่าไดลินจะไม่ชอบเขาแต่เขาก็ไม่กล้าขัดขืนเช่นกัน “เขายังเป็นเหมือนเมื่อห้าพันปีที่แล้ว และตอนนี้เขายังเป็นแบบนี้ ทวีปยูลาน..เจ้าแก่บัดซบนั่นอยู่ที่นี่อย่างสบายที่สุด”

“ควั่บ”

ร่างไดลินกระพริบวูบและแสงสีทองเข้มพุ่งวาบไปทางขอบฟ้าตะวันออก  จากนั้นก็หายไป  ความเร็ว..ดูเหมือนจะเร็วกว่าเทพสงครามโอเบรียนอยู่เล็กน้อย

บนยอดเขาเทียบเมฆใกล้กับเมืองหลวงจักรวรรดิยูลาน

ผมสีเงินสยายถูกลมพัดโบกสะบัดอย่างอิสระ  หน้ากากหยกสะท้อนประกายบุรุษในชุดสีเหลืองนวลเหมือนกับเทพบุตรดูตัดขาดจากโลกภายนอกหรืออาจเป็นภูตพรายแต่จากรูปร่างของคนผู้นี้มองดูเฉื่อยชาบางทีก็ดูคล้ายสตรี

แต่นี่คือเทพมนุษย์ที่อายุมากที่สุดในทวีปยูลาน  เสาหลักค้ำยันจักรวรรดิยูลาน... มหานักพรต

“จะเริ่มแล้วหรือ?”  มหานักพรตจ้องไปทางทิศพายัพ  หน้ากากหยกเรืองแสงปิดบังหน้าของเขา  “ใครจะรู้ว่าคราวนี้จะมีคนตายไปเท่าใด”  มหานักพรตถอนหายใจ และนั้นมีสายลมพัดวูบหนึ่ง

เมื่อสายลมสงบลงมหาพรตก็หายไปเช่นกัน

ภายในย่านบันเทิงสุดหรูในจักรวรรดิโรฮอลท์

“มาเถอะน่า มาให้ข้าจุ๊บหนึ่งที” ซีซาร์ยังคงอยู่ในชุดหลวมสบายและใบหน้าประดับรอยยิ้มเกียจคร้าน  เขากำลังโอบกอดหญิงงามคนหนึ่งหยอกล้อดื่มกินกับนาง  แต่ขณะที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินหน้าของเขาชะงักค้างทันที  “กลับไปได้แล้ว” ซีซาร์โบกมือของเขา

สตรีงดงามสับสนอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าบอกให้เจ้าไปไงเล่า”  ซีซาร์หงุดหงิด รัศมีที่เขาเปล่งออกมาตอนนี้ทำให้สตรีนางนั้นใจสั่น และนางออกไปทันทีไม่กล้าท้วงติง

ซีซาร์ขมวดคิ้วและแสดงความไม่พอใจ  “ไพรทมิฬ..โอว.. ให้ตายเหอะคนอย่างเจ้าไม่ต้องให้ความสนใจข้าก็ได้.. ข้าเพิ่งจะได้เป็นเทพมาไม่นานนี้เองทำไมต้องให้ข้าไปกับเจ้าด้วย”

แม้ว่าเขาจะหงุดหงิดรำคาญ  แต่ซีซาร์ก็ไม่กล้าขัดขืน

ชีวิตห้าพันปีทำให้ซีซาร์ค่อยรู้เบื้องหลังประวัติศาสตร์ทวีปยูลาน

เงาดำสายหนึ่งกระพริบวูบและซีซาร์หายวับขณะที่เขาเทเลพอร์ต  ถ้าบีบีและโอเซนโนเห็นเช่นนี้...พวกเขาคงได้ตกใจเป็นแน่ เพราะคนที่สามารถถึงระดับวิชาร่างเงาได้นับว่าน่ากลัวมาก

ในอากาศเหนือไพรทมิฬสี่เทพผู้ยิ่งใหญ่เหาะมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่เคียงข้างกัน เสียงระเบิดทะลุกำแพงเสียงได้ยินดังต่อเนื่อง  สายตาของเทพสงครามโอเบรียนมั่นคง  มหานักพรตจะเงียบสงบเป็นปกติอยู่แล้ว  ไดลินเย็นชาชั่วร้าย และซีซาร์ที่ดูเฉื่อยชาเกียจคร้านมีท่าทางไม่สบายใจบินอยู่ห่างๆ จากคนอื่น

“ซีซาร์, ทำไมทำหน้าไม่สบายใจเล่า? ตอนนี้เจ้าเป็นเทพไปแล้วก็น่าจะมีความสุขได้แล้ว” เสียงสุภาพนุ่มนวลของมหานักพรตดังขึ้น

ซีซาร์ฝืนยิ้ม  “ท่านแคทเธอรีน,ข้าเพิ่งจะเป็นเทพเมื่อไม่นานนี่เอง เมื่อเราพบกับอันตรายอย่างใดอย่งหนึ่ง หวังว่าท่านจะช่วยข้านะ ท่านแคทเธอรีน ไม่อย่างนั้นชีวิตน้อยๆ ของข้าอาจต้องจบสิ้น”

“ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าจะจบสิ้นน่ะหรือ?”  เสียงหนักแน่นของเทพสงครามดังขึ้น  เขากวาดสายตามาที่ซีซาร์  “เจ้าเข้าสู่ระดับเทพแล้ว และเจ้าก็ฝึกฝนทักษะลอบฆ่าและหลบหนีในสายธาตุมืดบรรดาพวกเราทั้งสี่คน ทักษะหนีของเจ้าน่าจะยิ่งใหญ่สุดแล้ว”

ซีซาร์ได้แต่หัวเราะหึหึ

ขณะที่ราชันย์เทือกเขาอสูรวิเศษไดลินได้แต่เหาะอย่างเงียบงัน

“ไดลิน” มหาพรตมองดูเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “ขอแสดงความยินดีด้วยที่เจ้าหนีออกมาจากคุกเกบาโดสได้  ข้าต้องขอบอกว่าเจ้าโชคดีจริงๆ”

ไดลินจ้องมองมหานักพรต  “แคทเธอรีน โชคของข้ายังไม่ดีเท่าเจ้า”

ขณะที่คนเหล่านี้กำลังสนทนากัน...

“พอเถอะ ยังมีเวลาคุยกันทีหลังอีกเยอะ  เร็วๆ เข้า” เสียงชราภาพแหบแห้งดังขึ้นในหูของเทพทั้งสี่ เทพทั้งสี่เร่งความเร็วทันทีกลายเป็นแสงรัศมีสว่างพุ่งเข้าส่วนลึกของไพรทมิฬ

ตลอดทั่วทั้งทวีปยูลานเซียนส่วนใหญ่อย่างเช่นลินลี่ย์และเดลี่ไม่รู้ว่าห้าเทพมาประชุมกันที่ไพรทมิฬ  ความจริงลินลี่ย์อยู่ในเมืองค็อด  สงครามที่กำลังมาถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

แทบจะทันทีที่ลินลี่ย์มาถึงเมืองค็อด...

“ใต้เท้าลินลี่ย์”  บาร์เกอร์วิ่งเข้ามาหาทันที

“มีอะไร, บาร์เกอร์?”  ลินลี่ย์ยิ้มให้บาร์เกอร์  เขารีบกล่าวทันที“ใต้เท้าลินลี่ย์ช่วยมาดูกับข้าเถอะ มีบางคนบอกข้าว่ามีเหตุเปลี่ยนแปลงที่เหมืองอัญมณีเวท  ข้ามองดูแล้วก็พบว่ามีบางอย่างที่เหลือเชื่อ”

“โอว?” ลินลี่ย์สงสัยขึ้นมาทันที “มาเถอะ,, เราไปดูกัน”

ลินลี่ย์ติดตามบาร์เกอร์ไปทันทีขณะที่พวกเขาบินไปที่เหมืองด้วยความเร็วสูง  ตอนนี้หลายส่วนของเหมืองอัญมณีเวทถูกปิดไว้ไม่ยอมให้ใครสำรวจลึกเข้าไป เมื่อบาร์เกอร์และลินลี่ย์มาถึง ทหารเหล่านั้นก็ถอยทันที

“ตรงนี้” บาร์เกอร์พาลินลี่ย์เข้าไปข้างใน

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเหมืองซึ่งสว่างด้วยคบเพลิง  บาร์เกอร์อธิบาย“มีบางคนบอกข้าว่าเมื่อเราขุดทางลึกเข้าไปในใจกลางเหมือง เราพบว่าคุณภาพของอัญมณีเวทเพิ่มขึ้นถึงระดับที่น่ากลัว มันดีกว่าอัญมณีเวทมาตรฐานชั้นเลิศในประวัติศาสตร์  แต่กลับแข็งอย่างน่ากลัว นั่นคือสาเหตุที่ข้ามา”

ลินลี่ย์แผ่พลังจิตตรวจสอบทันที

ลินลี่ย์ตรวจพบทันที..ว่าที่ท้ายแนวขุดเจาะมีพื้นที่ใจกลางรูปทรงกลม นี่คือใจกลางของเหมือง

“ท่านบอกว่าคุณภาพของอัญมณีเวทดีจนถึงระดับที่น่ากลัวใช่ไหม?”

“ถูกแล้ว จากที่ข้าสามารถบอกได้คุณภาพของอัญมณีเวทที่นี่ เทียบเท่ากับแก่นอสูรเวทระดับเจ็ด และยิ่งลึกเข้าไปก็เทียบเท่าได้กับอสูรเวทระดับแปด และมีจำนวนน้อยมากที่เทียบได้กับแก่นอสูรเวทระดับเก้า”  บาร์เกอร์ถอนหายใจอย่างอัศจรรย์

ใจของลินลี่ย์สั่นสะท้านด้วยความตกใจ

“ท่านลินลี่ย์,ท่านรู้ไหมว่าใจกลางของเหมือนเป็นยังไง?” บาร์เกอร์ถาม

ลินลี่ย์ส่ายศีรษะ  เขาพึ่งพบกลุ่มอัญมณีเวทหลายก้อนบริเวณนี้เมื่อเขาใช้พลังจิตตรวจดู เขาไม่สามารถพบอะไรเลย

“เราถึงตรงนี้แล้ว” บาร์เกอร์ชี้ไปข้างหน้า

ด้านข้างของพื้นที่ขุดเจาะเต็มไปด้วยอัญมณีกึ่งโปร่งใสที่บรรจุพลังงานน่ากลัว ไม่ว่ามณีเวทดวงไหนก็เทียบได้กับแก่นอสูรเวทระดับเจ็ด  ลินลี่ย์มองดูข้างหน้า  บาร์เกอร์ชี้ไปที่ตำแหน่งประตู

ประตูนี้แผ่ระลอกคลื่นแปลกประหลาดอยู่ข้างหน้า

แต่ก่อนนั้นเมื่อลินลี่ย์ใช้พลังจิตตรวจสอบ เขาไม่สามารถค้นหาพบประตูนี้เลย

จบบทที่ ตอนที่ 10-35 เรียกประชุม

คัดลอกลิงก์แล้ว