เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10-33 ระดมทัพระดมพล

ตอนที่ 10-33 ระดมทัพระดมพล

ตอนที่ 10-33 ระดมทัพระดมพล


ในแดนอนารยชนเขตปกครองศาสนจักรเจิดจรัส บนถนนสาธารณะ กองทัพไม่มีที่สุดเคลื่อนพลเดินหน้ามีนายทหารขับขี่อสูรเวทที่ทรงพลัง หรือทหารม้าที่แข็งแกร่งซึ่งมีจำนวนมาก เป็นแถวยาวเหยียด

“ไปเร็วๆ!”  เสียงหวดแส้แหวกอากาศดังขึ้น  นายทหารมีสีหน้าเคร่งขรึม

เดินขบวนทัพ!

พวกเขาจำคำสั่งที่พวกเขาได้รับมอบมาย  พวกเขาต้องรีบไปเมืองเชอรี่ให้เร็วเท่าที่เป็นไปได้นอกเขตเมืองเชอรี่ออกไปเป็นที่ตั้งซึ่งอาณาจักรบาลุคและศาสนจักรเจิดจรัสกำลังสู้รบ  นี่ยังเป็นพื้นที่ใกล้เหมืองอัญมณีเวทมากที่สุดที่ศาสนจักรเจิดจรัสจะเข้าถึงได้

การระดมทัพครั้งใหญ่นี้ไม่สามารถปิดซ่อนจากอาณาจักรบาลุคได้  พวกเขาจึงต้องเคลื่อนไหวให้เร็วขึ้นเป็นธรรมดา

ตอนนี้ที่ชายแดนเมืองเชอรี่มีทหารสองหมื่นคนชุมนุมพลกันแล้ว เหล่าทหารที่รีบเร่งรวมพลกันคราวนี้ได้รับอนุญาตให้พักหนึ่งหรือสองวันหลังจากรีบเร่งมาถึงที่นี่  จากนั้นพวกเขาจะถูกส่งเข้าทำศึก

“เรากำลังจะเข้าทำศึกกับอาณาจักรบาลุคเต็มรูปแบบ”

ภายในคฤหาสน์ที่เงียบสงัดคาร์ดินัลกิลเยโมกำลังมองท้องฟ้าด้านเหนือ คนที่รับผิดชอบศึกครั้งนี้ไม่ใช่อาร์ฟาน แต่เป็นกิลเยโม  ที่สำคัญในเรื่องอิทธิพลในกลุ่มผู้คนคาร์ดินัลกิลเยโมมีมากกว่า

และ...

พวกเซียนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาพัวพันในศึกครั้งนี้  อาร์ฟานคงจะงดเว้น แต่กิลเยโมในฐานะเป็นจอมเวทระดับเก้าสามารถส่งผลใหญ่ได้

“น่าเสียดายจริงๆ บุรุษหนุ่มผู้เคยเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อศาสนจักรเจิดจรัสต้องกลายมาเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”  กิลเยโมลอบถอนหายใจ  เขาได้เห็นกับตาถึงการเติบโตของลินลี่ย์และเติบโตจากการเป็นจอมเวทอัจฉริยะระดับเจ็ดไปเป็นยอดฝีมือผู้สามารถฆ่าเคลย์ นักรบระดับเก้าได้

หลังจากนิ่งเงียบมาหลายปี?

เขาฆ่าเทวทูตระดับเก้าไปหกคนและจากนั้นกลายเป็นผู้สั่นสะท้านโลกในจักรวรรดิโอเบรียน  แล้วจากนั้น...เขาก่อตั้งราชอาณาจักรบาลุคในแดนอนารยชน

“ยี่สิบปีผ่านไป ลินลี่ย์ผู้นี้ตอนนี้ทรงพลังมากจนแม้แต่ตุลาการและคนอื่นๆที่เหลือต้องพากันหลบซ่อนตัวอยู่ที่เกาะศักดิ์สิทธิ์กลัวที่จะออกมา”  กิลเยโมรำพึงกับตนเอง

“ใต้เท้า?” อัศวินคนหนึ่งทักทายเขาด้วยความเคารพเรียกชื่อเขาอย่างมีมารยาท

กิลเยโมตื่นจากความคิดคำนึงมองดูอัศวินผู้นั้นและกล่าว  “ไปกันเถอะมากับข้า ไปดูชายแดนเมืองเชอรี่ ไปดูคาร์ดินัลเงาแห่งลัทธิเงา และดูกันว่าคาร์ดินัลเงาเวส พอร์ตเตอร์มีความก้าวหน้าอะไรบ้างในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้”

……

ในวังหลวงนครบาลุค

วอร์ตันลินลี่ย์ บาร์เกอร์และคนอื่นๆ ยืนเข้าแถวอยู่ในหอประชุมใหญ่มีแผนที่ทหารแผ่นใหญ่อยู่กลางหอประชุม และบุรุษวัยกลางคนที่ตอนนี้กำลังชี้ไปที่ด้านบนของแผนที่ “ใต้เท้าทั้งหลาย,เหมืองอัญมณีเวทอยู่ตรงนี้ ถ้าเพียงแต่ศาสนจักรเจิดจรัสจะโจมตีเรา... เราก็ควรจะสู้กันที่เมืองเชอรี่”

ลินลี่ย์และคนอื่นพยักหน้ากันทุกคน

“อย่างไรก็ตาม...”  บุรุษวัยกลางคนส่ายศีรษะ  “เว้นแต่ผู้บัญชาการของศาสนจักรเจิดจรัสจะโง่พวกเขาจะไม่เลือกโจมตีที่นี่”

“เหรอ?” บาร์เกอร์เลิกคิ้ว

บุรุษวัยกลางคนพูดต่อ “เหมืองอัญมณีเวทอยู่ห่างจากเมืองหลวงเกินสามร้อยกิโลเมตร  ขณะที่เมืองเชอรี่อยู่ห่างจากเมืองหลวงสี่หรือห้าร้อยกิโลเมตรนี่เป็นแนวเส้นตรง! ถ้าพวกเขาต้องสู้เดินทางจากหัวเมืองเชอรี่ไปยังเหมืองอัญมณีเวทก็จะต้องเดินทางเกือบพันกิโลเมตร  ถ้าพวกเขาไปตามถนน บนถนนมุ่งสู่เหมืองจะมีเมืองใหญ่เมืองน้อยเกินกว่าสิบเมือง ศาสนจักรเจิดจรัสจะต้องรบกับเราเป็นระยะทางพันกิโลเมตรลึกเข้ามาในดินแดนของเราน่ะหรือ? กองกำลังเกือบครึ่งหนึ่งของพวกเขาจะต้องคงเอาไว้เพื่อรักษาชายแดนกับจักรวรรดิโอเบรียนและจักรวรรดิโรฮอลท์  มีเพียงครึ่งเดียวที่สามารถส่งมาโจมตีเราได้”

“ดังนั้น ความเข้มแข็งทางทหารของเราจึงอยู่ในระดับที่เสมอกัน”

บุรุษวัยกลางคนชี้ไปที่เมืองเชอรี่  “เมื่อมีระดับพลังที่เท่ากัน ถ้าเราป้องกันภายในกำแพงของเราขณะที่พวกเขาโจมตี...และพวกเขาถูกบังคับให้สู้ในดินแดนของเราเป็นระยะทางพันกิโลเมตร.. พวกเขามีแต่จะหาที่ตาย”

“ดังนั้น,ถ้าศาสนจักรเจิดจรัสต้องการจะโจมตีเรา พวกเขามีเพียงทางเลือกเดียว คือร่วมทัพกับพวกลัทธิเงา พวกเขาไม่มีตัวเลือกอื่น!”  บุรุษวัยกลางคนสูดหายใจลึก  ไม้สำหรับชี้ในมือเขาฟันลงด้านข้าง “พวกลัทธิเงาใช้เขตแดนเกินกว่าพันกิโลเมตรร่วมกับเรา  สถานที่ใกล้เหมืองแร่อัญมณีเวทมากที่สุด  ต้องเป็นที่นี่อย่างมิต้องสงสัย

“เมืองค็อด!”  บุรุษวัยกลางคนชี้ไปที่จุดหนึ่ง

“เหมืองอัญมณีเวทตั้งอยู่ด้านนอกเมืองไนฟ์ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในความควบคุมของหัวเมืองค็อด จากเมืองค็อดไปเหมืองเป็นระยะทางร้อยกิโลเมตร”  บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าเคร่งเครียด  “ถ้าพวกเขาบุกผ่านแนวป้องกันของเราที่นี่ก็จะบุกเข้าใส่เหมืองอัญมณีเวทได้อย่างราบรื่น!”

ลินลี่ย์พยักหน้าเล็กน้อย

ผู้บัญชาการท่านนี้อธิบายหลายอย่างได้ชัดเจน

“ว็อทซ์” วอร์ตันพูดทันที  “ถ้าข้ามอบอำนาจเต็มในการรบให้เจ้าเจ้ามั่นใจไหมว่าด้วยความสามารถของเจ้า จะเอาชนะศึกครั้งนี้ได้?”

บาร์เกอร์กล่าวขึ้นบ้าง“นอกจากนี้ ข้ายังสามารถเสริมปืนใหญ่พลังมณีเวทให้เจ้าได้ถึงสามสิบกระบอก  ข้าจะรับผิดชอบปัญหาการส่งมอบอัญมณีเวทให้เจ้าเอง” บาร์เกอร์มีสถานะสูงส่งในอาณาจักรบาลุคอยู่แล้ว  เขาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของอาณาจักรและพลังส่วนตัวของเขาก็ยังสูงล้ำน่ากลัวมาก

ไม่นานหลังจากลินลี่ย์บรรลุชั้นเซียนในร่างมนุษย์  บาร์เกอร์ก็ทำได้เช่นกัน  เมื่อเขาแปลงร่าง...เขาจะกลายเป็นเซียนนักรบอมตะชั้นสูง ผู้เชี่ยวชาญพลังระดับ ‘กำหนด’ ไม่เป็นรองโอเซนโนแม้แต่น้อย

เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะได้ปืนใหญ่พลังมณีเวทถึงสามสิบกระบอก  ว็อทซ์นัยน์ตาเป็นประกาย

ว็อทซ์เอามือแตะอกพูดรับรองหนักแน่น  “ฝ่าบาท,ตราบใดที่พระองค์ให้ข้าพระบาทมีอำนาจสั่งการทหารของเราห้าพันคน  ข้ามั่นใจเต็มที่ว่าด้วยความสามารถของข้าพระบาทเราจะสามารถรักษาเมืองค็อดและขับไล่ศัตรูออกไปได้พะยะค่ะ”

“ดีมาก” วอร์ตันมีรอยยิ้มบนใบหน้า

อาณาจักรบาลุคความจริงมีนักรบเกินล้านคน  ยังไม่นับทหารรักษาเมืองธรรมดา

“ฝ่าบาท” ว็อทซ์พูดอย่างจริงจัง “ข้าพระบาทกังวล..ว่าศัตรูจะมาพร้อมด้วยกองกำลังที่น่ากลัวและทรงพลังมากกว่าที่เราคาดไว้  ถ้ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น  และกองกำลังยากต้านทานมาจริงๆการยืนปกป้องพื้นที่ของเราจะตกอยู่ในอันตราย”

“กองกำลังที่น่ากลัว?”  วอร์ตันงงงวย

“ถูกแล้ว, ตัวอย่างเช่นถ้ามีเซียนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น หรือว่ากลุ่มพวกระดับตำนานอย่างกลุ่มจอมเวทที่ทรงพลังของศาสนจักรเจิดจรัสถูกส่งมาที่นี่  เราจะตกอยู่ในอันตรายยิ่งใหญ่ได้”  ว็อทซ์พูดอย่างจริงจัง

ทั้งศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาต่างก็ใช้เวลาและความเพียรพยายามมากมายเพื่อสร้างกลุ่มจอมเวทของพวกเขา  กลุ่มจอมเวทของทั้งสองฝ่ายนี้ทรงพลังมาก  และสมาชิกที่อ่อนแอที่สุดของกลุ่มพวกเขาจะอยู่ในระดับเจ็ด ขณะที่คนที่เข้มแข็งที่สุดจะเป็นจอมเวทระดับเก้า

กลุ่มจอมเวทที่มีพลังเกินกว่าพันคนมีจอมเวทระดับเก้าหลายคนคอยสั่งการพวกเขาก็สามารถสร้างเวทที่มีพลังน่ากลัวออกมาได้

พลังของกลุ่มคนเช่นนั้นไม่ด้อยไปกว่าเวทต้องห้ามของเซียนจอมเวทเลย

นี่ยังเป็นเหตุผลที่ปกติจักรวรรดิทั้งหลายไม่อนุญาตให้เซียนเข้ามาเกี่ยวข้องในการสู้รบ  กลุ่มจอมเวทกลายเป็นกองกำลังที่ทรงพลังน่ากลัว

“เซียนฝ่ายศัตรูจะไม่ปรากฏ”

ลินลี่ย์พูดบ้าง

ว็อทซ์มองลินลี่ย์ทันที  เมื่อเห็นว่าเป็นลินลี่ย์ที่พูดเอง  เขาแสดงความเคารพทันที  ลินลี่ย์หัวเราะอย่างใจเย็น  “ไม่ต้องกังวลไม่ว่าจะเป็นศาสนจักรเจิดจรัสหรือลัทธิเงาก็ตามจะไม่ส่งเซียนเข้าร่วมรบเป็นอย่างน้อย  สำหรับกลุ่มจอมเวทที่น่ากลัวซึ่งเจ้าพูดออกมานั้น...”

“ถ้าพวกเขาต้องการสร้างเวทต้องห้ามออกมาโจมตี...ไม่ต้องห่วงเลย พวกเขาไม่สามารถทำได้” ลินลี่ย์พูดอย่างใจเย็น

แม้ว่าพวกเขาจะได้ทำข้อตกลงกันไว้ก่อนนี้แล้วว่าพวกเซียนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายุ่งกับการสู้รบ ลินลี่ย์รู้แน่ว่าคาถาต้องห้ามนั้น ทรงพลังมากมายเพียงไหน  แค่เพียงเวทบทเดียวอาจทำลายเมืองค็อดได้ทั้งเมืองและจำนวนคนที่ตายจะมากมายอย่างน่ากลัว ลินลี่ย์จะไม่ถือรั้นและดื้อดึงเกินไปยอมปล่อยให้ประชาชนผู้มีค่าของทั้งเมืองเกินกว่าล้านชีวิตต้องตายไปเพราะข้อตกลงแน่

ชีวิตของคนเป็นล้านมีค่าน้อยกว่าสนธิสัญญาฉบับหนึ่งหรือ?

นอกจากนี้

สนธิสัญญาระหว่างประเทศเหล่านี้เพียงผูกพันและส่งผลเมื่อประเทศมีระดับความแข็งแกร่งเท่ากัน  ถ้าฝ่ายหนึ่งมีพลังพอครอบงำอีกฝ่าย  ต่อให้พวกเขาฉีกข้อตกลงและโจมตีทันทีแล้วไงเล่า? นี่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในทวีปยูลานอยู่แล้ว

แต่แน่นอนว่าลินลี่ย์จะทำเช่นนั้นต่อเมื่อกลุ่มจอมเวทฝ่ายศัตรูร่วมกันร่ายเวทซึ่งมีผลเท่ากับเวทต้องห้าม

….

ในฐานะผู้บัญชาการรบ  ข้อมูลได้เข้ามาที่ว็อทซ์อย่างต่อเนื่องและเขาจะออกคำสั่งตามหลังผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา

ข่าวว่ากองกำลังของศาสนจักรเจิดจรัสมาถึงชานเมืองเชอรี่แพร่กระจายมาถึงเขาอย่างรวดเร็ว

เป็นไปได้ไหมว่า..ศาสนจักรเจิดจรัสกำลังจะโจมตีเมืองเชอรี่?

“เมืองเชอรี่มีทหารประจำการอยู่ที่นั่นแล้ว  ส่งทหารอีกกองทัพหนึ่งไปที่นั่น  สองกองพลจะมีทหารรวมสองแสนคน  ยืนเฝ้าประจำการในพื้นที่ในเมืองของตน  และทำลายต้นไม้รอบเมืองเชอรี่ให้หมด  อย่าให้ศัตรูใช้อำพรางและซุ่มทำร้ายเรา”

“เมืองเชอรี่ไม่ใช่สถานที่ซึ่งศัตรูจะลงมือโจมตีจริงๆ  พวกเขาแค่พยายามตรึงกำลังของเรา  ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือยืนประจำในพื้นที่ของเรา”

ลัทธิเงาลงมือตามที่ว็อทซ์คาดการณ์ไว้แน่นอน  ความจริงพวกเขาเข้าร่วมสู้แทบจะทันที

“สะพานข้างหน้าของเมืองเอกค็อดจะต้องถูกทำลาย นอกจากนี้ถนนรอบเมืองเมืองเอกค็อดต้องถูกทำลายเช่นกัน  อย่าให้เส้นทางใดๆกับกองกำลังข้าศึกเข้ามาถึงพวกเราได้ง่าย ต้องบีบบังคับให้พวกเขาโจมตีเมืองค็อดโดยตรง” คำสั่งนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากกับศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาเล็กน้อย

“ภายในเมืองค็อดเองพลเรือนทั้งหมดต้องโยกย้าย เมืองเอกค็อดต้องกลายเป็นป้อมปราการทหาร และต้องปรับเปลี่ยนเพื่อการทำสงคราม”

คำสั่งครั้งแล้วครั้งเล่าออกมาจากกองบัญชาการทหารและพวกเขาต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังโดยผู้บังคับการในแต่ละตำแหน่งคำสั่งตกมาถึงเหมืองแร่อัญมณีเวทด้วยเช่นกัน “ให้เพิ่มระดับการผลิต เร่งกำลังทำเหมืองเต็มกำลังไม่ต้องพยายามทำอย่างอื่นตบตา”

ในช่วงสิบสองปีมหาอำนาจใหญ่ในแดนอนารยชนทั้งสามมีแต่เพียงการสู้รบขนาดเล็ก พวกเขาไม่ไม่เคยเกี่ยวข้องในการสู้รบอย่างที่ทำกันในวันนี้  แม้แต่ก่อนสงครามจะเริ่ม การเรียกระดมทัพก็มีจำนวนมหาศาลน่ากลัวแล้ว  เห็นได้ชัดว่า...

สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เล่นๆเสียแล้ว  แต่เป็นสงครามจริงๆ

ในท้องฟ้ากว้างไกลลินลี่ย์ในชุดสีฟ้าบินเหนืออากาศด้วยความเร็วสูงไปมุ่งไปที่เขตลัทธิเงา  ลินลี่ย์รู้จักสถานที่ซึ่งโอคาซี่ย์อยู่ ศูนย์บัญชาการใหญ่ลัทธิเงาในดินแดนอนารยชนดูเหมือนว่าจะเป็นวิหารเงา

สายตาของลินลี่ย์เย็นชา

“โอคาซี่ย์ยอมร่วมมือให้ความสนับสนุนศาสนจักรเจิดจรัสจริงฮึ!”

ลินลี่ย์ไม่เข้าใจเรื่องนี้  แต่ลัทธิเงาไม่มีทางเลือกอื่น  ถ้าพวกเขาช่วยลินลี่ย์ อย่างนั้นอำนาจของศาสนจักรเจิดจรัสที่ดินแดนอนารยชนจะถูกทำลายถึงแก่น  พวกเขากลัวว่าเมื่อถึงเวลานั้นลินลี่ย์จะหันกลับมาเล่นพวกเขาทันที

ต้องเข้าใจไว้...

ฝ่ายลินลี่ย์ตอนนี้นับเอาลินลี่ย์ บีบีและพี่น้องบาร์เกอร์ และบาร์เกอร์ก็เข้าถึงระดับเซียนในร่างมนุษย์ได้แล้ว  กลุ่มเซียนนี้ทรงพลังมากเกินไป  ลัทธิเงาจะไม่สามารถสู้กับพวกเขาได้

ถ้าลินลี่ย์กลับลำไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา  ทางลัทธิเงาจะทำอะไรได้?

พวกเขารู้ว่าเดลี่ค่อนข้างลำเอียงไปทางลินลี่ย์

เซียนฝ่ายลินลี่ย์ก็แข็งแกร่งทรงพลังมาก  ถ้าทั้งศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาแสดงท่าทีให้ลินลี่ย์ระแวง  เมื่อหนึ่งในสองฝ่ายถูกทำลาย อย่างนั้นมีแนวโน้มว่าทั้งสองอาจจะถูกลินลี่ย์จัดการก็เป็นได้

“ยอดฝีมือระดับเซียนไม่สามารถเข้าร่วมสู้ศึกหรือฆ่าคนธรรมดาได้  แต่ข้าสามารถฆ่าเซียนด้วยตัวเองได้”  ลินลี่ย์จ้องมองวิหารเงาแต่ไกล  “ข้าจะใช้ความตายคุกคามโอคาซี่ย์  บางทีนั่นอาจช่วยให้เขาตื่นขึ้น”

ลินลี่ย์ใช้พลังจิตตรวจสอบทั่วทั้งวิหารเงา

“หืม.. ไม่มีใครอยู่ที่นั่น?”

ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว  พลังงานรอบตัวเขาเริ่มสั่นสะเทือนและเหมือนประกายไฟ ลินลี่ย์กระแทกหน้าต่างแตกเป็นผุยผง จากนั้นเข้าไปในห้อง

“โอคาซี่ย์อยู่ไหน?” ลินลี่ย์มองดูชายชราผมทองข้างหน้าเขาอย่างใจเย็น

ชายชราผมทองเป็นหนึ่งในสมาชิกที่ทรงพลังที่สุดของวิหารเงาเป็นเซียนคนหนึ่ง แต่เขาเป็นเพียงเซียนระดับกลาง ยังอ่อนแอกว่าโอคาซี่ย์มากมายนัก

“ลินลี่ย์?” ชายชรายิ้ม “ใต้เท้าโอคาซี่ย์สั่งข้าให้รอท่านอยู่ที่นี่  ใต้เท้าลินลี่ย์  ข้าขอแนะนำตัว ข้าคือเทวทูตสี่ปีกแห่งลัทธิเงา”

ลินลี่ย์มองดูชายชราอย่างใจเย็น

ทัศนคติของชายชรานอบน้อมถ่อมตัวมาก “ใต้เท้าโอคาซี่ย์สั่งข้าให้แจ้งท่านว่าศึกครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้  สำหรับตัวใต้เท้าโอคาซี่ย์เองได้กลับฐานทัพใหญ่ของลัทธิเงาไปแล้ว ข้าเป็นเซียนของลัทธิเงาเพียงคนเดียวที่ยังรั้งอยู่ที่นี่”

ลินลี่ย์หงุดหงิด

โอคาซี่ย์หนีกลับบ้านไปจริงๆหรือ

“ท่านไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าท่านหรือ?”  ลินลี่ย์จ้องมองชายชรา เทวทูตสี่ปีก

จบบทที่ ตอนที่ 10-33 ระดมทัพระดมพล

คัดลอกลิงก์แล้ว