เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10-20 ผู้มาเยือน

ตอนที่ 10-20 ผู้มาเยือน

ตอนที่ 10-20 ผู้มาเยือน


หนึ่งในหัวเมืองทางภูมิภาคเหนือของดินแดนอนารยชน  อังเก้เกทส์และบูนแต่ละคนยืนกวัดแกว่งขวานยักษ์อยู่บนกำแพงเมืองเหมือนเทพเจ้าสงคราม  ซากศพกองอยู่บนพื้นรายรอบตัวเขาคราบเลือดเปรอะเปื้อนกำแพงและพื้นเบื้องล่าง

ทหารที่ใกล้เคียงพากันหวาดกลัวกันหมด

พวกเขาไม่กล้าสู้ตอบโต้อีกต่อไป  ทุกคนยอมวางอาวุธ

“จากทั้งหมดเจ็ดแคว้น  มียอมสวามิภักดิ์ห้าแคว้น  แคว้นก่อนๆ นั้นก็ยึดได้ง่าย  เจ้าคือที่สุดท้ายแล้ว”  เกทส์คว้าตัวหัวหน้าทหารรักษาเมืองเขาถลึงตาจ้องมองอย่างน่าหวาดหวั่น ทำให้นายกองผู้นั้นตัวสั่น  “แม่มันเอ๊ย, ทำไมต้องตอบโต้ด้วย  ในเมื่อเจ้าไม่มีพลังพอ?  นั่นก็เท่ากับสั่งทหารให้ฆ่าตัวตายไม่ใช่หรือหือ?”

นั่นเท่ากับฆ่าตัวตายแน่นอน

ทั้งสองฝ่ายมีระดับพลังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เกทส์และคนอื่นๆฆ่าศัตรูไปเป็นจำนวนมากด้วยมือตนเอง

นายกองที่ถูกยกลอยขึ้นในอากาศพูดอย่างหวาดหวั่น  “ใต้เท้า, นี่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับข้า  มันเป็นคำสั่งของเจ้าแคว้นของเรา”

“น้องห้า” อังเก้หัวเราะ  “พอเถอะปล่อยเขาลงซะ  พี่ใหญ่และคนอื่นๆ มารวมตัวอยู่ข้างล่างแล้ว  พวกเขาเตรียมจะดื่มเหล้าฉลองชัยกันแล้ว  หลังจากยึดเมืองใหญ่นี้ได้ เมื่อเราเพิ่มกับอีกห้าแคว้นที่ร่วมสวามิภักดิ์และอีกหนึ่งแคว้นที่ยึดได้นั่นก็หมายความว่าภารกิจของเราเสร็จสิ้นแล้ว!”

เกทส์และบูนเริ่มหัวเราะเสียงดังทั้งคู่

ในช่วงเวลาสั้นๆยี่สิบวันดินแดนแปดแคว้นทั้งหมดซึ่งมีชายแดนติดกับไพรทมิฬได้ก่อตั้งรวมกันเป็นราชอาณาจักร  อาณาจักรบาลุค อาณาจักรบาลุคมีประชาชนเกินร้อยล้านคนอยู่ภายใต้อาณัติและกินพื้นที่หนึ่งในสี่ของดินแดนอนารยชน

แม้ว่าผู้คนที่นี่จะยากจน  แต่พวกเขาก็มีความห้าวหาญดุร้ายมาก

ในพื้นที่ซึ่งร่ำรวยมากกว่าของดินแดนอนารยชนศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงายังคงควบคุมอยู่ จากนี้เป็นต้นไป.. ดินแดนอนารยชนจะถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มอิทธิพลใหญ่

ลินลี่ย์อัจฉริยะหมายเลขหนึ่งในประวัติศาสตร์ทวีปยูลานจะแต่งงานกับแม่หญิงเดเลียแห่งตระกูลเลโอนแห่งทวีปยูลาน! วันแต่งงานของพวกเขาจะเป็นวันเดียวกับวันสถาปนาราชอาณาจักรบาลุค

กำหนดวันก็คือวันที่ 21 กรกฎาคม ศักราชยูลานที่ 10010

สถานที่– ว่าที่เมืองหลวงของอาณาจักร – พระนครบาลุค (หรือเมืองแบล็คเดิร์ทเดิม)

ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วดินแดนอนารยชนราวกับเกิดพายุทอร์นาโด  และขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อสาธารณชนในทั่วทวีปยูลาน  จดหมายเชิญฉบับแล้วฉบับเล่าถูกส่งไปยังที่ต่างๆทั่วทวีปยูลาน.. สายตานับไม่ถ้วนจับตามองมาที่ดินแดนอนารยชน

ในเมืองหลวงของจักรวรรดิยูลาน  หอประชุมตระกูลเลโอน

ว่ากันในเรื่องสถานะ  คนที่มีสถานะสูงที่สุดในตระกูลเลโอนไม่ใช่ดิลยาเลโอน  แต่เป็นดิกซี่ เลโอน!

ที่สำคัญที่สุดดิ๊กซี่จะเป็นประมุขตระกูลคนต่อไป แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า..เขาเป็นศิษย์ส่วนตัวของเสาหลักประจำจักรวรรดิยูลาน มหานักพรต  มหานักพรตเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดในสังคมมนุษย์  ในใจของกลุ่มผู้คนนับไม่ถ้วนบางทีจะมีแต่เทพสงครามเท่านั้นซึ่งเทียบเท่ากับมหานักพรต

ยอดฝีมือที่ทรงพลังอย่างน่าประหลาดถือครองพลังของเทพก่อนที่ปฏิทินยูลานจะเริ่มนับเสียอีก  ผู้คนส่วนใหญ่มากมายที่มหานักพรตยอมรับเป็นศิษย์ส่วนตัวมักจะกลายเป็นเซียนจอมเวทได้เสมอ!

ศิษย์ส่วนตัวของมหานักพรตจะต้องมีอนาคตเป็นเซียนจอมเวท! และเป็นเซียนจอมเวทสองสายธาตุเท่านั้น

ดิลยาเลโอนขมวดคิ้วขณะยื่นจดหมายเชิญให้ดิ๊กซี่บุตรชายของเขา

หลังของเขาตั้งตรงและผมทองของเขาเหยียดยาวสลวย  เขายังคงมีกลิ่นอายเย็นชาและซ่อนความสำเร็จไว้ในแขนเสื้อ  นี่คือสิ่งที่เขาเป็นมา  อย่างไรก็ตามดิ๊กซี่หลังจากอ่านจดหมายแล้วรอยยิ้มที่ยากจะได้เห็นปรากฏที่ริมฝีปากเขา “ลินลี่ย์ไม่ทำให้น้องสาวข้าผิดหวังแม้แต่น้อย”

“ดิ๊กซี่ เจ้าคิดว่าเราควรจะทำอย่างไร?” ดิลยา เลโอนถาม

ดิ๊กซี่ชำเลืองมองบิดาของเขาจากนั้นขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่ายังไง เราควรจะทำยังไง? น้องสาวข้าในที่สุดแล้วก็จะได้มีความสุขจากสิ่งที่นางตามหามานานเกินกว่าสิบปี  แน่นอนว่าเราก็ต้องฉลองกันอยู่แล้ว”

ดิลยาเลโอนและภรรยาลังเลเล็กน้อย

“ท่านพ่อ, ท่านแม่  ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองวางแผนอะไรไว้”  ดิ๊กซี่พูดอย่างสงบ “พวกท่านต้องเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลเกินกว่าข้อจำกัดโลกๆ ผู้ควบคุมโชคชะตาของทวีปยูลานที่แท้จริงก็ยังเป็นคนอย่างเทพสงคราม,มหานักพรตและเซียนอีกมากมาย”

ดิ๊กซี่ต้องยอมรับว่าบิดามารดาของเขาวิสัยทัศน์ค่อนข้างคับแคบ

“ดิ๊กซี่ลูกรัก!  ไม่ว่าลินลี่ย์จะทรงอำนาจมากมายขนาดไหน เป็นไปได้ยังไงที่เขาจะมีอิทธิพลต่อจักรวรรดิยูลาน?”  ดิลยาถอนหายใจ “ที่สำคัญรากเหง้าของตระกูลเราอยู่ที่จักรวรรดิยูลาน”

ดิ๊กซี่ชำเลืองมองบิดาของเขา  “ท่านพ่อ,ข้าขอบอกอะไรบางอย่างให้ท่านทราบ ท่านประเมินลินลี่ย์ต่ำเกินไปแล้ว”

“โอว? แล้วยังไงล่ะ?”  ดิลยา เลโอนประหลาดใจเล็กน้อย

ดิ๊กซี่พูดอย่างจริงจัง  “ความจริง ครั้งนี้ก่อนที่ข้าจะกลับมา อาจารย์ได้มอบหมายคำสั่งข้า”

“อาจารย์? อ่า!!!ท่านมหานักพรต!!” ตาของดิลยา เลโอนโตทันที สวรรค์โปรด, คนธรรมดาอย่างพวกเขาอาจไม่เคยได้พบมหานักพรตมาตลอดชีวิต  แต่ตอนนี้ท่านมหานักพรตกลับมอบหมายคำสั่งให้บุตรชายของเขาเป็นการส่วนตัว

ทันใดนั้นพวกเขารู้สึกเป็นเกียรติรุ่งเรืองเกินจะเปรียบ

“มหานักพรตสั่งข้าและสหายร่วมสำนักอีกสองคนให้ไปยังแดนอนารยชนเป็นตัวแทนท่านร่วมแสดงความยินดีกับลินลี่ย์”  ดิ๊กซี่พูดอย่างจริงจัง

ดิ๊กซี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมคนระดับมหานักพรตถึงต้องแสดงไมตรีกับลินลี่ย์?  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ดิ๊กซี่รู้ว่า...เทพสงครามและมหานักพรตอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกัน ลินลี่ย์มีสัมพันธ์ที่ดีกับเทพสงคราม พูดกันตามหลักเหตุผล มหานักพรตก็ควรจะไม่มีสัมพันธ์ที่ดีกับลินลี่ย์นัก

แต่ดูเหมือนว่า...

มหานักพรตกลับแสดงความปรารถนาเป็นมิตรกับลินลี่ย์

“แม่น้ำแห่งทวีปยูลานลึกเกินจะหยั่งได้จริงๆ” ดิ๊กซี่ถอนหายใจกับตัวเอง

ณเมืองหลวงจักรวรรดิยูลาน  ตระกูลวอลช์

“ใต้เท้า, นี่คือจดหมายเชิญจากท่านลินลี่ย์แห่งแดนอนารยชน”  พ่อบ้านส่งจดหมายให้จอร์จด้วยความเคารพ เมื่อเวลานี้จอร์จได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูลวอลช์แล้ว

จอร์จรับจดหมายมาดู

“ฮ่าฮ่า..น้องสาม, น้องสาม,ข้าไม่คาดเลยว่าเจ้าจะมาลงเอยกับเดเลีย” จอร์จหัวเราะลั่นขณะอ่านจดหมาย

“โลกเล่นตลกกับพวกเราจริงๆ” จอร์จยังคงจำได้เมื่อตอนทีพวกเขาเข้าศึกษาในสถานบันเอินส์ครั้งแรก  เดเลียมักจะแอบมองดูลินลี่ย์บ่อยๆ แต่เมื่อจอร์จเห็นอลิซและลินลี่ย์เริ่มคบหากัน  เขาคิดว่าลินลี่ย์กับเดเลียคงจะไม่มีวันเข้ากันได้

คาดไม่ถึงเลยว่าในที่สุดแล้วหลังจากสิบปีผ่านไปวงโคจรก็กลับมาบรรจบกันอีกครั้ง

ลินลี่ย์กับเดเลียได้อยู่ด้วยกัน

ผู้นำองค์กรทั้งหมดในทวีปยูลานซึ่งมีความสัมพันธ์กับลินลี่ย์หรือผู้มีอิทธิพลอำนาจล้วนได้รับจดหมายเชิญทั้งหมด  ที่สำคัญไม่ใช่แค่พิธีอภิเษกสมรสเท่านั้น  แต่เป็นการสถาปนาราชอาณาจักรอีกด้วยจึงต้องเชิญผู้นำองค์กรต่างๆ ด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่ลินลี่ย์เข้ามาในเมืองแบล็คเดิร์ทเมืองแบล็คเดิร์ทก็เริ่มมีการก่อสร้างมากมาย ตอนนี้ เมืองแบล็คเดิร์ทแม้จะมีพื้นที่เล็กน้อยแต่ก็รุ่งเรืองมั่งคั่งมาก แม้แต่พื้นที่นอกเมืองแบล็คเดิร์ทก็เริ่มขยายขนาดการก่อสร้างออกไปด้วย

ลินลี่ย์เชื้อเชิญแขกเหรื่อมากมาย ในบรรดาคนเหล่านั้นกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงเมืองแบล็คเดิร์ทก็คือวอร์ตัน,นีน่า, ลุงฮิลแมนและปู่แอชลี่ย์

จวนเจ้าเมืองบรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

“พี่ใหญ่, นีน่ากับข้าตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ไปไหนแล้ว เราจะพักอยู่ที่นี่ในที่ของท่านนี่แหละ” วอร์ตันหัวเราะลั่น  “พี่ใหญ่ท่านทำงานอย่างหนักสร้างดินแดนอาณาจักรของตนเองได้  จะให้เราใช้ชีวิตหรูหราสะดวกสบายอยู่ในเมืองหลวงได้ยังไง?  เรารู้สึกอายถ้าจะทำอย่างนั้น!”

ลินลี่ย์แอบปลื้มใจ

ความจริงเขาไม่ค่อยมีเวลาจัดการราชอาณาจักร  เวลาส่วนใหญ่นี้เขาใช้กับการฝึกฝน

“วอร์ตัน, ข้ารอให้เจ้าพูดคำนี้มานานแล้ว”  ลินลี่ย์หัวเราะ

ลินลี่ย์มองดูท้องของนีน่าทันที  จากนั้นมองวอร์ตันอย่างสงสัย  “วอร์ตัน,ดูเหมือนท้องของนีน่าจะโตขึ้นเล็กน้อย หรือว่าจะ..”

นีน่าและวอร์ตันมองหน้ากัน,จากนั้นเริ่มหัวเราะ ลุงฮิลแมนที่อยู่ใกล้ๆ ก็เริ่มหัวเราะเช่นกัน  “ลินลี่ย์,ความจริงเจ้าก็เป็นยอดฝีมือระดับเซียนแล้ว ความรู้ของเจ้าน่าทึ่งมากจริงๆ ใช่แล้ว องค์หญิงนีน่าตั้งครรภ์แล้ว  ลินลี่ย์เรื่องแบบนี้เจ้ายังล้าหลังอยู่เล็กน้อย  ในอนาคตเจ้ากับเดเลียต้องขยันกันอย่างหนักแล้ว”

ลินลี่ย์กับเดเลียมองหน้ากันไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“น้องนีน่า เจ้าได้ตั้งชื่อลูกไว้หรือยัง?”  เดเลียถาม

นีน่าพยักหน้า  “ข้าตั้งชื่อไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือหญิง เราจะตั้งชื่อเขาว่าซีน่า”

“ซีน่า” ลินลี่ย์มองดูหน้าน้องชาย  “ชื่อนี้มีความหมายพิเศษอะไรไหม?”  วอร์ตันเริ่มหัวเราะลั่นทันที  และมองหน้านีน่าอย่างรู้กัน  จากนั้นพูดเป็นนัยกับลินลี่ย์  “นี่เป็นความลับระหว่างข้ากับนีน่า  ข้าบอกท่านไม่ได้”

ลินลี่ย์เอามือกุมศีรษะ  “อะไรนะ? นี่มีความลับกับข้าที่เป็นพี่ชายเจ้าอีกหรือ?”

ทุกคนในห้องโถงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี  พอถึงกลางครันลินลี่ย์ฉุดดึงวอร์ตันไปเดินใกล้ๆสวนดอกไม้ และสองพี่น้องเดินคุยกันส่วนตัว

“พี่ใหญ่, มีอะไร?”  วอร์ตันรอจนพวกเขาเข้าไปในในสวนก่อน แล้วจึงถาม

ลินลี่ย์มองหน้าน้องชายของเขา  เขาถามหยั่งเชิง  “วอร์ตัน ข้ามักจะหวังว่าเจ้าจะตัดสินใจมาที่นี่และอยู่กับข้า  ตอนนี้เจ้าก็มาที่นี่แล้ว  ข้ามีความสุขจริงๆ  แต่.. ในใจของนีน่า  นางจะมีความสุขจริงๆ หรือเปล่า? อย่าบังคับให้นางต้องทำอะไรที่นางไม่ต้องการทำดีกว่า”

วอร์ตันพยักหน้า  “พี่ใหญ่, นีน่าพูดกับข้าไว้นานแล้วนางตัดสินใจมาพร้อมกับข้า  และในอนาคตเมื่อนางมีเวลาว่างนางจะกลับไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว

“นั่นเป็นวิธีที่ข้าเห็นด้วย”

ลินลี่ย์หัวเราะขณะมองวอร์ตัน  “วอร์ตัน!  หลังจากราชอาณาจักรบาลุคก่อตั้งแล้วและข้ากับเดเลียแต่งงานกัน  ข้าตั้งใจจะราชาภิเษกให้เจ้าเป็นราชาของราชอาณาจักรบาลุค”  ลินลี่ย์บอกน้องชายของเขาล่วงหน้า  เพื่อให้เขาเตรียมตัวเตรียมใจก่อน

วอร์ตันตกใจ  “พระราชา?”

“ข้าตั้งชื่อราชอาณาจักรว่าบาลุคไปแล้ว เป็นธรรมดาผู้ปกครองก็ต้องตกทอดโดยตระกูลบาลุค”  ลินลี่ย์ตัดสินใจเช่นนี้มานานแล้ว

วอร์ตันไม่ปฏิเสธ  “ก็ได้ อย่างนั้นปัจจุบันนี้ข้าเป็นเพียงนักรบระดับแปด สักยี่สิบหรือสามสิบปีก่อนจะบรรลุเป็นระดับเซียนร่างมนุษย์  เมื่อถึงระดับนั้นข้าจะตกทอดบัลลังก์ให้ลูกชายข้าหรือบางทีอาจเป็นลูกชายของพี่ใหญ่ก็ได้” ลินลี่ย์เข้าใจสิ่งที่วอร์ตันคิด วอร์ตันไม่จำเป็นต้องใช้เวลาฝึกฝนมากมายแม้แต่น้อย

แต่การฝึกฝนเพื่อเข้าใจกฎธรรมชาติเป็นเรื่องจำเป็นที่คนเราจะต้องเข้าถึงความรู้สึกธรรมชาติอย่างกลมเกลียว  และรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวต่างๆในสาระสำคัญของแก่นธาตุ  กล่าวโดยทั่วไปจอมเวทจะมีความสัมพันธ์ธาตุในระดับสูง  แต่ในระดับเท่ากันกลับไม่ใช่สำหรับนักรบ  ความสัมพันธ์ธาตุของนักรบไม่ใช่ระดับสูง

ในเหตุผลเดียวกันสำหรับวอร์ตันในตอนนี้ เขาแทบจะไม่รู้สึกถึงธรรมชาติได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาในการรู้แจ้งกฎธรรมชาติ

แต่เมื่อถึงระดับเซียน  สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป

เมื่อถึงระดับเซียน นักสู้จะมีระดับความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่จะรู้สึกถึงธาตุรอบๆ ตัว  เซียนสามารถรู้สึกถึงธาตุต่างๆ โดยรอบได้และเพิ่มระดับการรู้แจ้งได้เร็ว  นี่เป็นเหตุผลเดียวที่จำเป็นต้องฝึกฝนหนักเพื่อให้ก้าวหน้าจากนักรบระดับเก้าไปเป็นระดับเซียน เพียงแต่มีนักรบระดับเก้าจำนวนน้อยที่มีความสัมพันธ์ธาตุระดับสูง

อย่างไรก็ตามสุดยอดนักรบไม่จำเป็นต้องมีระดับความเข้าใจแต่อย่างใด  ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถฝึกปราณยุทธของพวกเขาจนถึงระดับที่แน่นอนแล้วพวกเขาจะเข้าถึงระดับเซียน

หลังจากใช้เวลาสามวันในเมืองแบล็คเดิร์ท ลินลี่ย์กับเดเลียก็ออกจากเมืองและกลับไปที่ภูเขาแบล็คคราเวนและเริ่มชีวิตการฝึกฝนอย่างสงบสุข สำหรับบีบี เมื่อใดก็ตามที่เขาเบื่อ บีบีกับแฮรุจะพากันเข้าไปในไพรทมิฬเพื่อล่าอสูรเวทอื่น

…..

ในท้องฟ้าสีครามมีแสงสีดำเข้มและสีขาวเดินทางด้วยความเร็วสูงราวกับประกายไฟแสงนั้นมีจุดหมายอยู่ที่เมืองแบล็คเดิร์ทในแดนอนารยชน

สายแสงเงาดำนั้นก็คือโอเซนโน

วันนี้โอเซนโนแต่งชุดยาวดำขลิบด้ายสีทอง ผมสีม่วงของเขาโบกสะบัดอยู่ในสายลม  ที่ด้านข้างเขาเป็นบุรุษวัยกลางคนอยู่ในชุดหลวมยาวสีขาว  บุรุษวัยกลางคนมีร่างกายแข็งแกร่งสูงถึง 2.5เมตรอย่างน่าประหลาด

สูงถึง2.5 เมตรแทบไม่ปรากฏมาก่อนในร่างมนุษย์

ชุดยาวสีขาวของเขาโบกสะบัดอยู่ในสายลม  และผมเขียวสั้นตั้งตรงเหมือนกับลวด  หน้าของเขาเหมือนกับสลักขึ้นจากหิน  แต่มีผนึกเลือนรางอยู่ใจกลางหน้าผากของเขาผนึกของเพลิงสีขาว ร่างของเขามีกลิ่นอายที่สั่นสะท้านหัวใจ

ท่านผู้นี้คือผู้บัญชาการของหน่วยเซลล็อท  เลห์แมน

ทั้งสองบินเคียงคู่กัน ขณะที่โอเซนโนอธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่อสู้และความสามารถของลินลี่ย์กับบีบีให้เลห์แมนฟัง  “ทั้งหมดเป็นอย่างนี้  เลห์แมน ตอนนี้เจ้าคงจะรู้สึกถึงสถานการณ์เป็นอย่างดี ใช่ไหม? เจ้ามั่นใจมากขนาดไหน?”

เลห์แมนมองดูเขา  ตาของเขาเป็นประกายวูบวาบ  เสียงทุ้มลึกก้องกังวานดังมาจากอก  “โอเซนโน,บุรุษนั่นและอสูรเวทนั้นมีพลังด้อยกว่าเจ้า แต่เจ้าก็ยังพ่ายแพ้พวกเขา อย่างไรก็ตาม นั่นไม่น่าแปลกใจ  เป้าหมายโจมตีเดี่ยวของเจ้าไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น แต่เจ้ายังต้องพึ่งพาความมหัศจรรย์ของวิชาเงามายาของเจ้า  สำหรับข้าแล้ว.. ข้าสามารถฆ่าทั้งสองได้ด้วยตัวข้าเอง”

โอเซนโนเข้าใจเช่นกัน พลังโจมตีเป้าหมายเดี่ยวของเขานั้นค่อนข้างอ่อนแอ

แต่สำหรับเลห์แมน  กลับตรงกันข้าม  เขาถนัดในการใช้พลังโจมตีเป้าหมายเดียว

“เมืองแบล็คเดิร์ทอยู่ข้างหน้า”  โอเซนโนชี้ไปที่เมืองข้างล่างพวกเขา  “ต่อไปก็เป็นภูเขาแบล็คคราเวน

เลห์แมนเพ่งสายตามองดูข้างล่างภูเขาแบล็คคราเวน

ทันใดนั้นทั้งสองคนพุ่งลงไปที่ภูเขาแบล็คคราเวน

จบบทที่ ตอนที่ 10-20 ผู้มาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว