เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9-14 อัจฉริยะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ตอนที่ 9-14 อัจฉริยะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ตอนที่ 9-14 อัจฉริยะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น


วอร์ตันตะลึงกับข่าวนี้ทันที

แท้จริงแล้ววอร์ตันต้องการแต่งงานกับนีน่าในนครหลวงอย่างเปิดเผยแทนที่จะพานางหนี

“เคย์ลัน, ข้อมูลนี้ของเจ้าจริงหรือเปล่า?” ลินลี่ย์จ้องมองเคย์ลันและถามทันควัน

เคย์ลันพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม  “อาจารย์ลินลี่ย์  แม้ว่าฝ่าบาทจะยังไม่ประกาศอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน แต่ข้อมูลนี้มาจากการสนทนาของบิดาข้ากับฝ่าบาท  อาจารย์ลินลี่ย์,ข้าเชื่อว่าท่านสามารถตัดสินด้วยตัวเองกับความถูกต้องของข่าวนี้”

ลินลี่ย์พยักหน้าเล็กน้อย

ไม่มีความจำเป็นที่มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจะต้องโกหกลูกชายตนเอง  และเพราะพลังจิตของลินลี่ย์อยู่ในขั้นจอมเวทระดับเก้าแล้ว  ถ้าเคย์ลันโกหกในตอนนี้ลินลี่ย์ก็น่าจะรู้สึกได้

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  เราพี่น้องรู้สึกขอบคุณที่เจ้าช่วยเหลือ,เคย์ลัน”  ลินลี่ย์กล่าวขอบคุณ

ถึงตอนนี้ใจของวอร์ตันเข้าใจชัดอีกครั้ง เขาพูดกับเคย์ลันด้วยความรู้สึกขอบคุณอีกครั้ง  “เคย์ลัน ขอบคุณที่เจ้ามาเตือนเรา”

“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า  ข้าแค่หวังว่าในอนาคตนีน่าจะมีชีวิตที่เป็นสุข  แค่นี้แหละข้าจะต้องไปแล้ว” เคย์ลันโค้งตัวเล็กน้อยให้ลินลี่ย์และวอร์ตัน จากนั้นเดินออกมา

วอร์ตันมองดูเคย์ลันจากไป  จากนั้นหันมาทางลินลี่ย์ทันที  “พี่ใหญ่ เราจะทำไงดี?”  ตอนนี้จิตใจของวอร์ตันว้าวุ่น

“เราควรจะทำยังไงดี?”  ลินลี่ย์พูดด้วยความเชื่อมั่นเต็มที่  “สำหรับตอนนี้ เราจะเริ่มย้ายออกไปจากเมืองหลวงทันที”

ลินลี่ย์มองไปทางวังหลวงอย่างเย็นชา  “เราไม่มีทางเลือก  ข้าจะสั่งคนให้ไปบอกเยลและเรียกเขามา ตอนนี้เราจะต้องใช้เส้นทางลับของหอการค้าดอว์สันพารีเบ็คกา ลีนาเจนน์และครอบครัวของลุงฮิลแมนออกไปจากเมืองหลวง และจักรพรรดิจะต้องไม่พบว่าพวกเขาจากไปแล้ว

ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากนัก ต่อให้จักรพรรดิพบก็ตามที

แม้ว่าจักรพรรดิโจฮันน์จะสงสัยลินลี่ย์  แล้วจะทำยังไงได้?  เขากล้ารุกรานลินลี่ย์?  ที่สำคัญตัวเขาเองไม่ใช่เทพสงคราม  และถ้าเขากล้ารุกรานลินลี่ย์  ใครจะรับคำสั่งให้ไปจัดการกับลินลี่ย์?

…..

วันนั้นลินลี่ย์เชิญเยลเข้ามา  หลังจากปรึกษาเรื่องนี้เป็นเวลานานกับเยล  เยลตบอกและให้สัญญาทันที  “น้องสาม ไม่ต้องห่วงก็แค่คนไม่กี่คนจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน”

จากนั้นเยลหัวเราะ  “ความจริง, น้องสาม ต่อให้จักรพรรดิพบเขาก็จะแกล้งทำเป็นไม่รู้อยู่ดี”

ลินลี่ย์ยิ้มเช่นกัน

เขาเข้าถึงระดับเซียนแล้ว  แม้ว่าสถานะของจักรพรรดิจะสูงส่ง  แต่ลินลี่ย์ไม่กลัวใคร ความจริงคนเดียวที่ลินลี่ย์กลัวก็คือบุรุษผู้อาศัยอยู่บนภูเขาเทพสงคราม

“ยังไงก็เถอะ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกพบดีกว่า” ลินลี่ย์สั่ง

……..

แม้ว่าเจนน์รีเบ็คกาและลีนาจะไม่เต็มไปจากไป แต่พวกนางรู้ว่าพวกนางจะได้พบกับกลุ่มของลินลี่ย์อีกดังนั้นพวกนางจึงยอมทำตามคำแนะนำของหอการค้าดอว์สันและออกไปจากเมืองหลวงเงียบๆ

ความจริงลินลี่ย์และวอร์ตันยังไม่ทิ้งความหวังทั้งปวง

พวกเขาหวังว่าในวันที่15 มีนาคม จักรพรรดิโจฮันน์จะทรงเลือกวอร์ตันที่ตำหนักนักสู้  แม้ว่าโอกาสจะน้อยมาก...แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าจักรพรรดิโจฮันน์อาจเปลี่ยนพระทัย

ที่สำคัญนีน่าหนีไปกับวอร์ตันก็หมายความว่าแตกหักกับราชตระกูลของนาง  ในขณะที่วอร์ตัน เขาพ่อบ้านแอชลี่ย์และฮิลแมนทุกคนสะดวกสบายและคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวงหากไม่จำเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ต้องการใช้วิธีสุดท้าย

….

เมื่อแต่ละวันผ่านไปและวันที่ 15 มีนาคมใกล้เข้ามาเช่นกัน  ถนนโรงแรมและร้านค้าอาหารของเมืองหลวงเต็มไปด้วยการพูดคุยกันเรื่องวอร์ตันบลูเมอร์และพี่ชายของพวกเขา

ทุกคนพยายามคาดเดาว่าใครจะเป็นผู้ได้แต่งงานกับองค์หญิงเจ็ด

วันที่ 15มีนาคมมาถึงจนได้ เช้าวันนั้นหิมะที่หาดูได้ยากได้ตกในเมืองหลวงในตอนเช้าตรู่  แม้ว่าพระอาทิตย์จะฉายแสงตอนเจ็ดหรือแปดนาฬิกาแต่ก็ยากจะมองเห็นได้ไกลเกินกว่าสิบเมตร

“เฮ้อ” วอร์ตันยืนอยู่นอกคฤหาสน์ระบายลมหายใจยาว

สองสามวันที่ผ่านมานี้  จิตใจของเขามีแรงกดดันมาก

“พอเถอะ วันนี้เราจะรู้คำตอบกัน วางใจได้” ลินลี่ย์หัวเราะพลางตบไหล่วอร์ตัน วอร์ตันหันหน้ามองดูพี่ชายของเขา เมื่อมองดูลินลี่ย์วอร์ตันรู้สึกเหมือนกับว่าลินลี่ย์คือแหล่งสนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของเขามีลินลี่ย์อยู่ที่นั่นด้วย วอร์ตันรู้สึกว่ามีความมั่นใจ

“ถูกแล้ว” วอร์ตันพยักหน้าแข็งขัน

ลินลี่ย์กับวอร์ตันขึ้นรถม้าทันทีและมุ่งหน้าไปยังวังหลวง  เพราะพายุหิมะรถม้าจึงเดินหน้าไปได้ช้ามาก นอกจากนี้ยังมีรถม้าหลายคันมุ่งหน้าไปยังวังหลวงในวันนี้

ที่ประตูเข้าวัง

รถม้าคันแล้วคันเล่าหยุดที่หน้าประตูและขุนนางต่างๆลงมาจากรถม้าของตนและพูดคุยทักทายกันอย่างสนุกสนาน

“ท่านโอลิเวอร์มาถึงแล้ว”  เมื่อเห็นโอลิเวอร์และบลูเมอร์เดินออกมาจากรถม้าพร้อมกับขุนนางและอำมาตย์ด้านนอกต้อนรับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง

เมื่อเห็นพวกขุนนางและอำมาตย์เดินตรงมาที่เขาแทบจะทันทีที่ออกจากรถ  โอลิเวอร์อดขมวดคิ้วไม่ได้

“น้องรอง เข้าไปข้างในกันเถอะ” โอลิเวอร์สนใจมองดูพวกขุนนางมากนักขณะที่เขาปล่อยพลังคลื่นออกมาจากร่างของเขาผลักพวกขุนนางที่กำลังจะเข้ามาออกไปด้านข้างรวมทั้งพวกอำมาตย์มุขมนตรีโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับพวกเขาแม้แต่น้อย

พวกขุนนางและอำมาตย์ได้แต่มองหน้ากันเอง  พวกเขาประหลาดใจอย่างช่วยไม่ได้

“ใต้เท้า, เรามาถึงแล้วขอรับ”  เสียงสารถีขับรถม้าดังขึ้นและจากนั้นวอร์ตันและลินลี่ย์ออกมาจากรถโดยสาร ครั้งนี้พวกขุนนางและอำมาตย์ฉลาดพอที่จะไม่เข้าไปใกล้เกินไปนัก พวกเขาเพียงแต่ร้องเรียกทักทายอยู่ในระยะที่ปลอดภัย

ลินลี่ย์และวอร์ตันไม่ให้ความสนใจพวกขุนนางมากนักขณะที่พวกเขามุ่งตรงไปที่ตำหนัก

“ลินลี่ย์” โอลิเวอร์ก็หยุดชะงักและหันหน้ามาต้อนรับทักทายลินลี่ย์

“โอลิเวอร์” ลินลี่ย์ยังคงรู้สึกให้เกียรติต่อคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังอย่างโอลิเวอร์ ไม่มีใครสามารถเข้าถึงพลังระดับนี้โดยไม่คร่ำเคร่งกับการฝึกฝนตนเองมาหลายปี

ลินลี่ย์ วอร์ตันโอลิเวอร์และบลูเมอร์เดินเป็นแถวเดียวกัน มุ่งหน้าสู่ตำหนักผู้กล้า

“ลินลี่ย์, วันนั้นที่สนามประลอง..บอกตามตรงเลยนะ, ข้าอยากจะสู้กับเจ้าต่อจริงๆ” ใบหน้าของโอลิเวอร์มีรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“โอว?อย่างนั้นทำไมเจ้าถึงยกเลิกโอกาสเช่นนั้นเล่า?ข้าไม่มีทางเชื่อว่าเจ้ากลัวเฮนด์เซนแน่” ลินลี่ย์พูดพลางหัวเราะอย่างใจเย็น

โอลิเวอร์และลินลี่ย์ทั้งสองคนสามารถรู้สึกถึงพลังของกันและกันได้  แม้ในวันนั้นพวกเขาจะถูกเฮนด์เซนใช้พลังบีบบังคับจนต้องแยกกันแต่หนึ่งในเหตุผลหลักที่พวกเขาถูกบังคับให้แยกกันเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้โจมตีโดยระเบิดพลังออกมาใช้เต็มที่

“ใช่ว่าข้าจะกลัวเฮนด์เซน  นอกจากนั้น..การท้าประลองกับเฮนด์เซนคือเป้าหมายที่ข้าตั้งเอาไว้เมื่อหกปีที่แล้ว  หลังจากเชี่ยวชาญกระบี่อัคนี  ข้าต้องท้าประลองเขาอย่างแน่นอน”  โอลิเวอร์มองดูเขา  “ที่สนามประลองข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะดำเนินการต่อสู้กับเจ้าได้ แต่การต่อสู้คราวนี้คงต้องเป็นหลังจากการต่อสู้กับเฮนด์เซนแล้ว”

“ข้าไม่ต้องการให้เฮนด์เซนรู้ความลับวิชากระบี่อัคนี  ถ้าข้าใช้วิชากระบี่นี้กับเจ้าไปจะไม่เป็นการเปิดเผยไม้ตายข้าให้เขารู้หรือ?” ใบหน้าของโอลิเวอร์มีรอยยิ้ม  “ข้าต้องการเห็นจริงๆว่าเซียนกระบี่จ้าวภูผาเฮนด์เซนขึ้นชื่อในเรื่องพลังป้องกันจะสามารถทนพลังโจมตีของข้าได้หรือไม่?”

ลินลี่ย์พยักหน้า

“ในการประลองระหว่างข้ากับเซียนกระบี่จ้าวภูผาตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนเจ้าคิดว่าใครจะชนะ?”  จู่ๆโอลิเวอร์ก็ถามขึ้น

ลินลี่ย์นิ่งครู่หนึ่ง

วันนั้นลินลี่ย์เห็นชั้นพลังงานสีดำบนตัวกระบี่อัคนีมันให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก  ลินลี่ย์มั่นใจมากในดาบหนักอดาแมนเทียมของตัวเขาเอง แต่ไม่จำเป็นต้องมั่นใจในความสามารถของเขาในการรับพลังโจมตีของคู่ต่อสู้ของเขา

“เป็นไปได้ทั้งนั้นที่ทั้งท่านหรือเซียนดาบจ้าวภูผาอาจชนะได้ แต่ข้าคิดว่าเซียนดาบจ้าวภูผาเฮนด์เซนมีโอกาสชนะสูงกว่า  ที่สำคัญในช่วงเวลาหลายปีมานี้ไม่มียอดฝีมือระดับเซียนที่สามารถเอาชนะเขาได้ เพราะเขามีผลงานเช่นนั้นก็หมายความว่าเขามีพลังให้พึ่งพาได้แน่นอน”  ลินลี่ย์พูดอย่างตรงไปตรงมา

โอลิเวอร์พยักหน้า  “ใช่แล้ว ข้ายอมรับว่าหกปีที่แล้วเมื่อข้าประลองกับเฮนด์เซน  เขาได้เปิดเผยพลังที่แท้จริงของเขาพลังของเฮนด์เซนลึกล้ำยากจะหยั่งได้ แต่ข้าก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในกระบี่อัคนีของข้าเช่นกัน ไม่ว่าพลังป้องกันของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม  เขาจะไม่สามารถทนได้”

ลินลี่ย์หัวเราะ

เป็นไปได้ยังไงที่โอลิเวอร์ช่างคล้ายกับเขามาก?  เขาเองก็มีความมั่นใจในดาบหนักอดาแมนเทียมในทำนองเดียวกัน

“กระบี่อัคนีของเจ้ามีพลังโจมตีแบบไหนกันแน่?ทำไมเจ้าถึงได้มั่นใจนัก?” ลินลี่ย์ถามด้วยความสงสัย

โอลิเวอร์หัวเราะ  “กระบี่อัคนีของข้าน่ะหรือ?”  โอลิเวอร์มองดูลินลี่ย์โอลิเวอร์หยุดเล็กน้อยก่อนจะพูด  “ข้าสามารถบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ เจ้าควรจะรู้ได้เดี๋ยวนี้ว่าเคล็ดวิชาของกระบี่อัคนีของข้าเกี่ยวข้องกับการรู้แจ้งกฎธรรมชาติแห่งธาตุมืด”

ลินลี่ย์พยักหน้า

“ดังนั้นนอกจากพลังทะลุทะลวงและพลังโจมตีแล้ว  กระบี่อัคนีของข้ายังมีพลังโจมตีจิตวิญญาณ”  โอลิเวอร์พูดด้วยความมั่นใจตรงๆ

“พลัตโจมตีจิตวิญญาณ?”  ลินลี่ย์ตกใจ

เวทธาตุมืดรวมทั้งคำสาบที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณไว้ด้วย   กฎธรรมชาติธาตุมืดรวมเอาคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณทุกอย่าง  แต่โอลิเวอร์สามารถพัฒนาพลังโจมตีจิตวิญญาณด้วยกระบี่อัคนีของเขาการรู้แจ้งในกฎธรรมชาติของเขาในเรื่องเหล่านี้น่าประหลาดจริงๆ

“บางทีพลังโจมตีทางกายภาพธรรมดาของกระบี่อัคนีอาจง่ายแก่การป้องกัน  แต่ผลทางจิตวิญญาณ..พลังป้องกันธรรมดาแทบไม่มีประโยชน์ ข้าต้องการดูว่าเฮนด์เซนจะป้องกันได้อย่างไร”

ขณะที่โอลิเวอร์พูดท่าทางตื่นเต้นก็ปรากฏอยู่ในใบหน้าของบลูเมอร์เช่นกัน

ลินลี่ย์ต้องยอมรับ...

กระบี่อัคนีมีความน่ากลัวมาก

“ช่างน่ากลัวจริงๆ โจมตีต่อจิตวิญญาณ...”  ลินลี่ย์ทึ่งกับพลังวิชาแบบนี้เช่นกัน

“ยิ่งจิตวิญญาณของนักสู้มีพลังมากโอกาสที่พวกเขาจะสามารถป้องกันพลังโจมตีแบบนี้มีมากขึ้น  แต่พวกนักรบที่ไม่มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งต่อให้เป็นนักรบระดับเซียนก็ยังไม่มีพลังจิตวิญญาณมากเท่ากับจอมเวทระดับเก้าด้วยซ้ำ”โอลิเวอร์จึงมั่นใจมาก

นักรบมีพลังจิตน้อยกว่านักเวทในระดับเดียวกันมากนัก

วิชานี้เพ่งเล็งไปที่จุดอ่อนของนักรบอย่างแม่นยำ

“ลินลี่ย์, แล้ววิชาโจมตีของเจ้าเล่าเป็นยังไง?” โอลิเวอร์ถามขึ้นเหมือนกัน

บลูเมอร์ยังคงมองดูลินลี่ย์ ตอนนี้แววหยิ่งยโสมีอยู่ในดวงตาของบลูเมอร์ เขามั่นใจว่าลินลี่ย์คงไม่สามารถรับมือพี่ใหญ่ของเขาได้แน่

ลินลี่ย์ไม่พยายามจะปกปิดอะไร  เขาพูดตามตรง “วิชาของข้าที่ใช้กับดาบหนักอดาแมนเทียมทำให้พลังป้องกันตัวไร้ประโยชน์  มันเข้าโจมตีอวัยวะภายในร่างของคู่ต่อสู้โดยตรง”

“ทำให้พลังป้องกันไร้ประโยชน์?”  สีหน้าของโอลิเวอร์เปลี่ยน

กล่าวโดยทั่วไปยอดฝีมือจะค่อยๆ สร้างพลังจิตวิญญาณของพวกเขา บนเส้นทางรู้แจ้งกฎธรรมชาติ ระดับความเติบโตในพลังจิตวิญญาณของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเร็ว ตัวอย่างเช่นพลังจิตของเฮนด์เซนควรจะเทียบเท่ากับจอมเวทระดับเก้าได้

แต่อวัยวะภายในนั้นแตกต่าง

แม้ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่ใครคนหนึ่งจะฝึกฝนพลังกล้ามเนื้อ แต่เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งกับการฝึกหัวใจหรือลำไส้ พวกเขาสามารถดูดซับแก่นธาตุได้ทีละเล็กน้อยซึ่งสร้างเสริมความแข็งแรงให้หัวใจและอวัยวะภายในได้เล็กน้อย

ถ้าอวัยวะภายในของคนถูกทำลายคนผู้นั้นจะตายแน่นอน

“ทำให้พลังป้องกันภายนอกเปล่าประโยชน์และเล่นงานส่วนภายในร่างกาย...”  โอลิเวอร์รู้สึกชื่นชมลินลี่ย์อยู่ในใจเช่นกันพลังโจมตีเช่นนี้แปลกประหลาดเกินไป แต่ลินลี่ย์ก็ยังพัฒนาขึ้นมาได้

ลินลี่ย์ก็รู้สึกชื่นชมโอลิเวอร์ทำนองเดียวกัน  กระบี่อัคนีสามารถโจมตีจิตวิญญาณของคนได้!

……..

ข้าราชบริพารและอำมาตย์ด้านหลังพวกเขาเมื่อเห็นลินลี่ย์และโอลิเวอร์สนทนาอย่างเป็นกันเอง ก็อดรู้สึกทึ่งมิได้

ในไม่ช้าลินลี่ย์และคนอื่นๆก็มาถึงด้านนอกตำหนักผู้กล้า

ลินลี่ย์และโอลิเวอร์มองดูกันเองจากนั้นนำน้องชายของพวกเขาเข้าไปในตำหนักผู้กล้าพร้อมกัน ความจริงแม้ว่าพวกเขาจะอธิบายพลังโจมตีสูงสุดให้ฟังกันเองแต่พลังโจมตีนั้นยากจะป้องกันไว้ได้

ทั้งจิตวิญญาณและอวัยวะภายในคือจุดวิกฤติแน่นอน  นี่คือเหตุผลที่อัจฉริยะทั้งสองคนมั่นใจนักและเป็นเหตุผลที่ทั้งสองคนไม่กลัวที่จะบอกความลับให้กับคู่แข่งของตน

ต่อให้ข้าบอกเจ้าแล้วยังไง?  ดูซิว่าเจ้าจะทำอะไรได้

…………

มีคนอยู่น้อยรวมตัวกันอยู่ในตำหนักผู้กล้า  เมื่อลินลี่ย์และวอร์ตันเข้าไปในตำหนัก  มหาดเล็กก็เดินเข้ามาหาทันที  “ท่านลินลี่ย์ ฝ่าบาทเตรียมที่นั่งไว้ให้ท่านแล้วเชิญนั่งทางนั้น”

อำมาตย์โดยปกติจะต้องยืน  แต่ลินลี่ย์ไม่ต้อง

ลินลี่ย์นั่งลงอย่างเงียบสงบ  ขณะที่โอลิเวอร์ก็ถูกมหาดเล็กประจำตำหนักพายังที่นั่งเช่นกัน สายตาของขุนนางและอำมาตย์มากมายในตำหนักมองไปที่ลินลี่ย์และโอลิเวอร์มีทั้งความนับถือและยำเกรง

“ลินลี่ย์, เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะทรงเลือกใคร?”  โอลิเวอร์สนทนากับลินลี่ย์ตามปกติขณะที่ขุนนางและอำมาตย์ยังไม่ปรากฏตัวทั้งหมด

“วอร์ตันน้องข้าแน่นอน”  ลินลี่ย์พูดตามตรง

โอลิเวอร์มองลินลี่ย์  “ข้าไม่คิดว่าข้าเห็นด้วย  โอว ฝ่าบาทเสด็จมาถึงแล้ว”  ลินลี่ย์และโอลิเวอร์มองไปทางประตูตำหนัก  ขณะนั้นมหาดเล็กจำนวนหนึ่ง, พระราชินีพระสนมและองค์หญิงทั้งเจ็ดเดินเข้าตำหนักมาพร้อมกับจักรพรรดิโจฮันน์

จบบทที่ ตอนที่ 9-14 อัจฉริยะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว