- หน้าแรก
- เซียนสามภพพิชิตสวรรค์ด้วยระบบ
- บทที่ 31: หยั่งเชิง! ร่วมมือ!
บทที่ 31: หยั่งเชิง! ร่วมมือ!
บทที่ 31: หยั่งเชิง! ร่วมมือ!
บทที่ 31: หยั่งเชิง! ร่วมมือ!
หอสี่ฤดู
ตั้งอยู่ในย่านที่เจริญที่สุดของเมืองสำเนียงสวรรค์ มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ ถึงขนาดมีข่าวลือว่าเจ้าเมืองสำเนียงสวรรค์เป็นเจ้าของ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้หอสี่ฤดูกลายเป็นสถานที่จัดเลี้ยงที่หรูหราที่สุดในเมืองสำเนียงสวรรค์
ในวันนี้
คังจื้อไจ้ เถ้าแก่ร้านยาหลินชวน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองลู่ชิงเฟิง โดยมีเถ้าแก่ร้านยาหุยชุนและร้านค้าชั้นนำอีก 5 ร้านร่วมเป็นเกียรติ
ยามพลบค่ำ ลู่ชิงเฟิงเดินทางมาตามนัด
"เถ้าแก่ลู่ให้เกียรติมาร่วมงาน คังผู้นี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!" ทันทีที่ลู่ชิงเฟิงเดินขึ้นตึกเข้าสู่ห้องรับรอง ชายวัยกลางคนร่างท้วมสวมชุดผ้าไหมราคาแพงก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น
"เถ้าแก่คังเกรงใจเกินไปแล้ว"
คนยิ้มมาจะให้ตบหน้าก็ใช่ที่ ลู่ชิงเฟิงยิ้มตอบกลับไป
คังจื้อไจ้ลอบสังเกตเถ้าแก่ 'ร้านยาเฮยซา' ผู้นี้
สุขุม!
หลุดพ้น!
ผ่านโลกมาโชกโชน!
ตามข้อมูลระบุว่า เด็กหนุ่มคนนี้มาจากหมู่บ้านเฮยมู่ในอำเภอจิ่วจ้าย เขตปกครองของสำนักกุยเจิน แค่เด็กบ้านนอกในหมู่บ้านป่าเขา อายุไม่เกินสิบหก ทำไมถึงมีบุคลิกเช่นนี้ได้?
คังจื้อไจ้ตกตะลึงในใจ
ลู่ชิงเฟิงสัมผัสเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรมาเกือบหนึ่งปี เด็กหนุ่มผอมแห้งหลังค่อมในอดีต ได้กลายเป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่มีโครงหน้าชัดเจนและมุ่งมั่น
แผ่นหลังยืดตรง บุคลิกเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
กาลเวลาที่ผ่านพ้นไปใน 《หงฮวง》 ได้ฝากร่องรอยแห่งประสบการณ์และความช่ำชองไว้ อีกทั้งประสบการณ์ในฐานะนักปรุงยาที่ได้รับการยกย่องในตำบลเฮยซาและกิลด์หยวนอี ได้หล่อหลอมให้ลู่ชิงเฟิงมีบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร
มองแวบแรก ดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาๆ
มองแวบที่สอง กลับพบว่าเด็กคนนี้มีความสุขุมเกินวัยจนน่ากลัว ทุกอิริยาบถ หากมองข้ามใบหน้าอ่อนเยาว์และข้อมูลที่รู้มาก่อนหน้านี้ คงนึกว่าเป็นผู้มีอำนาจวัยสามสิบกว่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน!
สองภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงมาผสมผสานอยู่ในคนคนเดียวกัน ทำให้เกือบจะลืมไปเลยว่าลู่ชิงเฟิงอายุเพียงสิบหกปี
"เถ้าแก่ลู่ เชิญนั่ง"
คังจื้อไจ้มากประสบการณ์ สายตากวาดมองลู่ชิงเฟิงอย่างแนบเนียน แล้วยิ้มผายมือเชิญให้นั่ง
ในห้องรับรอง นอกจากคังจื้อไจ้ ยังมีอีกห้าคน มีทั้งสูง ทั้งผอม วัยกลางคน และคนแก่ แต่ไม่มีใครอายุน้อยเท่าลู่ชิงเฟิงเลยสักคน
"เถ้าแก่ลู่ ท่านนี้คือเถ้าแก่โจวหงแห่งร้านยาหุยชุน ท่านนี้คือเถ้าแก่หลิวเริ่นแห่งร้านยาเหรินซิน..."
คังจื้อไจ้แนะนำทั้งห้าคนให้ลู่ชิงเฟิงรู้จัก
ไม่ว่าจะเป็นร้านยาหุยชุน ร้านยาเหรินซิน หรือร้านยาหลินชวนของคังจื้อไจ้ ล้วนมีชื่อเสียงและอิทธิพลในเมืองสำเนียงสวรรค์
ขนาดธุรกิจใหญ่โตกว่าร้านยาเฮยซาเทียบกันไม่ติด
แหล่งที่มาของสมุนไพรของพวกเขาคือการร่วมมือกับคนเก็บสมุนไพรตามหมู่บ้านต่างๆ ในเขตกว่างหยวนหรือแม้แต่เขตตั่งหยาง ทำให้มีสินค้าป้อนเข้าอย่างมั่นคง ส่วนร้านยาเฮยซาพึ่งพาการขายผงชิงหลิงและยาบำรุงสารวิญญาณ เพื่อแลกสมุนไพรจากชาวยุทธ์ในเมืองสำเนียงสวรรค์เป็นหลัก
สามร้านยาใหญ่มีอิทธิพลเหนือกว่าร้านยาเฮยซาของลู่ชิงเฟิง แต่ไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหน
เวลาของลู่ชิงเฟิงมีค่า หลังจากนั่งลงและทำความรู้จักกันแล้ว เขาจึงเปิดประเด็นทันที "ไม่ทราบว่าเถ้าแก่ทุกท่านเชิญชิงเฟิงมาในวันนี้ มีธุระสำคัญอันใดหรือ?"
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็นึกไม่ถึงว่าลู่ชิงเฟิงจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ ต่างคิดในใจว่ายังไงก็ยังเป็นวัยรุ่นใจร้อน
หลังจากสบตากัน คังจื้อไจ้ก็หัวเราะร่า "เถ้าแก่ลู่เป็นคนตรงไปตรงมา งั้นคังผู้นี้ก็จะไม่ขออ้อมค้อม"
เขาเอ่ยขึ้นว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อน คนของหอซื่อไห่แห่งสำนักหยกครามมาหาคังผู้นี้ อยากให้ช่วยเป็นคนกลาง ติดต่อขอซื้อสูตรยา 10 ขนานในมือเถ้าแก่ลู่ เรื่องราคา เถ้าแก่ลู่เสนอมาได้เลย เชื่อว่าด้วยศักยภาพของสำนักหยกคราม ย่อมไม่เอาเปรียบเถ้าแก่ลู่แน่นอน"
พูดจบ คังจื้อไจ้ก็ยังคงยิ้มแย้มมองมาที่ลู่ชิงเฟิง คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของลู่ชิงเฟิงตลอดเวลา
"ขอซื้อสูตรยา?"
ลู่ชิงเฟิงสีหน้าเรียบเฉย ยิ้มตอบว่า "ต้องขออภัยด้วย ร้านยาเฮยซาอาศัยสูตรยาไม่กี่ขนานนี้ในการยืนหยัดในเมืองสำเนียงสวรรค์ เกรงว่าจะขายให้ไม่ได้"
เขากับชิงซานและชิงอวี่ ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากการขายผงชิงหลิงและยาบำรุงสารวิญญาณในการบำเพ็ญเพียร
วันข้างหน้ายังต้องพึ่งพามันในการสร้างหุ่นเชิด
จะยอมขายง่ายๆ ได้ยังไง?
ยาเม็ดมังกรเหลือง, ยาเม็ดไขกระดูกทองคำ ซึ่งเป็นยาที่มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียร ลู่ชิงเฟิงไม่เคยเห็นในเมืองสำเนียงสวรรค์เลย ลู่ชิงซานก็บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อยาที่เทียบเคียงยาเม็ดมังกรเหลืองได้ในสำนักกุยเจิน
คิดดูแล้ว อาจเพราะลู่ชิงซานสถานะต่ำต้อยเกินกว่าจะเข้าถึง หรือไม่ก็สำนักกุยเจินไม่มียาสำหรับช่วยบำเพ็ญเพียรจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็แสดงให้เห็นถึงความล้ำค่าของยาเม็ดมังกรเหลือง
ถ้าลู่ชิงเฟิงขายสูตรผงชิงหลิงและยาบำรุงสารวิญญาณให้สำนักหยกครามง่ายๆ ด้วยศักยภาพของสำนักหยกคราม ร้านยาเฮยซาจะเอาอะไรไปสู้?
ส่วนยาเม็ดมังกรเหลืองนั้นล้ำค่าเกินไปและขายยาก คงเอามาเป็นรายได้หลักไม่ได้
ขายทีเดียวจบแบบทุบหม้อข้าวตัวเอง ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
"เถ้าแก่ลู่พูดจาฉะฉาน คังผู้นี้นับถือ!" คังจื้อไจ้ไม่มีท่าทีไม่พอใจ เยินยอไปหนึ่งประโยคแล้วกล่าวต่อ "ตอนนี้สำนักหยกครามขาดแคลนยาต่างๆ อย่างมาก ในเมื่อไม่สะดวกขายสูตรยา ไม่ทราบว่าเถ้าแก่ลู่ยินดีจะร่วมมือกับสำนักหยกครามหรือไม่?"
"ร่วมมือ?"
ลู่ชิงเฟิงมองคังจื้อไจ้
"ถูกต้อง"
เห็นลู่ชิงเฟิงเริ่มสนใจ คังจื้อไจ้รีบกล่าวต่อ "ทางสำนักหยกครามจะเป็นผู้จัดหาสมุนไพรให้ แล้วให้ร้านยาเฮยซาของเถ้าแก่ลู่ ขายยา 10 ชนิด เช่น ผงสมานแผล, ขี้ผึ้งหยกเลือด, ยาเม็ดขับพิษ ให้กับสำนักหยกครามเป็นเจ้าแรก ส่วนต่างราคาสามารถแลกเป็นเงินตำลึงหรือสิ่งของอื่นๆ ได้"
"เถ้าแก่ลู่มีความเห็นอย่างไร?"
การที่คังจื้อไจ้จัดงานเลี้ยงเชิญลู่ชิงเฟิงครั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการได้สูตรยา แต่เมื่อถูกปฏิเสธ ก็ถอยลงมาเลือกทางเลือกที่สอง
"เรื่องร่วมมือ ย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง!"
ลู่ชิงเฟิงพยักหน้าตอบรับ
คังจื้อไจ้ได้ยินดังนั้น ก็ดีใจเป็นล้นพ้น
ทั้งสองฝ่ายรีบตกลงรายละเอียดความร่วมมือกันอย่างรวดเร็ว ลู่ชิงเฟิงไม่รอช้า ขอตัวลาจากไป
"เถ้าแก่คัง แบบนี้พวกเราก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยสิ!"
โจวหงที่มีผมขาวแซมที่ขมับมองผ่านหน้าต่างเห็นลู่ชิงเฟิงเดินจากไป จึงหันมาพูดกับคังจื้อไจ้เนิบๆ
"สามารถพาน้องชายและน้องสาวหนีออกมาจากใจกลางเขตอิทธิพลของสำนักกุยเจินได้ ลู่ชิงเฟิงคนนี้จะธรรมดาได้ยังไง? ตามข้อมูลบอกว่าคนผู้นี้มีฝีมืออย่างน้อยระดับลมหายใจครรภ์ขั้นเจ็ด เคยสังหารผู้ดูแลหอลงทัณฑ์ของสำนักกุยเจินมาแล้วคนหนึ่ง แต่วันนี้ที่เห็น เขากลับเก็บงำกลิ่นอายได้มิดชิด ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่โชคดีได้คัมภีร์มาฝึกเองแล้วจะเก่งได้ขนาดนี้"
รอยยิ้มบนหน้าคังจื้อไจ้ยังคงเดิม น้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาครุ่นคิด
หลิวเริ่นที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วถาม "ความหมายของเถ้าแก่คังคือ เบื้องหลังเด็กคนนี้ต้องมีคนคอยชี้แนะงั้นหรือ?"
"แปดเก้าส่วนน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่คังผู้นี้ก็ยังไม่กล้ายืนยัน"
คังจื้อไจ้ส่ายหน้า แล้วหัวเราะ "ครั้งนี้แม้จะไม่ได้สูตรยา และยังลองเชิงคนหนุนหลังลู่ชิงเฟิงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ได้สร้างความร่วมมือระยะยาว ช้าเร็วก็ต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังสามพี่น้องตระกูลลู่นี้ เป็นยอดคนระดับไหนกันแน่!"
...
"หยั่งเชิง"
ลู่ชิงเฟิงเดินออกจากหอสี่ฤดู มุมปากยกยิ้ม
แม้คังจื้อไจ้และพวกจะดูแนบเนียน แต่แค่ทบทวนคำพูดของพวกเขา ก็วิเคราะห์ได้ว่า พวกเขาแค่ต้องการหยั่งเชิง
ก็สมควรอยู่หรอก
ลู่ชิงเฟิงพาน้องๆ มาโผล่ที่เมืองสำเนียงสวรรค์อย่างปุบปับ แถมยังเปิดร้านยาที่กิจการดีขนาดนี้ ย่อมเป็นที่จับตามอง การหยั่งเชิงเพิ่งจะมาถึงหลังผ่านไปสองเดือน ลู่ชิงเฟิงยังรู้สึกว่าช้าไปด้วยซ้ำ ประเมินความไวของคนในเมืองสำเนียงสวรรค์สูงเกินไป
แต่ดูจากท่าทีที่สุภาพนอบน้อมตลอดงานของคังจื้อไจ้ในวันนี้ น่าจะเข้าใจผิดว่าลู่ชิงเฟิงมีผู้ยอดเยี่ยมหนุนหลังอยู่
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าลู่ชิงเฟิงเจอพี่น้องสามคนหนีออกมาจากหมู่บ้านในถิ่นศัตรู ฝ่าด่านอันตรายข้ามภูเขาลำเนาไพรมาตั้งรกรากที่เมืองสำเนียงสวรรค์ แถมยังบริหารร้านยาได้ดิบได้ดี คงยากที่จะดูถูกดูแคลนได้
"แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน"
"อย่างน้อยก็ไม่ขาดแคลนสมุนไพร!"
"แถมยังฉวยโอกาสรวบรวมวัสดุสร้างหุ่นเชิดผ่านทางสำนักหยกครามได้ด้วย"
การสร้างหุ่นเชิดหนึ่งตัว ต้องใช้วัสดุมหาศาล แม้จะไม่ใช่ของหายาก ในอาณาจักรซ่างหยางหาได้ทั่วไป แต่ปัญหาคือต้องใช้ปริมาณมาก ด้วยเส้นสายของลู่ชิงเฟิง การจะจัดหาเองไม่ใช่เรื่องง่าย
ถ้าให้สำนักหยกครามจัดการให้ จะช่วยประหยัดแรงไปได้เยอะ!
แน่นอน ลู่ชิงเฟิงรู้ดีว่าการร่วมมือระยะยาวอาจทำให้ความแตกได้ง่าย
หากคังจื้อไจ้ หรือสำนักหยกครามที่อยู่เบื้องหลังเขามองออกว่าความจริงแล้วลู่ชิงเฟิงไม่มีใครหนุนหลัง จะเกิดอะไรขึ้น ลู่ชิงเฟิงก็ไม่อาจคาดเดา
"ด้านยาเม็ด ยาเม็ดไขกระดูกทองคำสำหรับขอบเขตลมหายใจครรภ์ช่วงปลาย และยาเม็ดรวมปราณ, ผงเดินปราณ ที่มีผลดีเยี่ยมต่อการเลื่อนขั้นสู่ลมปราณแท้จริงและการเพิ่มพูนลมปราณแท้จริง ข้าเชี่ยวชาญหมดแล้ว ต่อไปก็ทุ่มเทเวลาให้กับการวิจัยหุ่นเชิดได้เต็มที่"
ลู่ชิงเฟิงรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
สำนักหยกครามยังเล็งเขา แล้วใครจะรู้ว่าเจ้าเมืองสำเนียงสวรรค์จะไม่เล็งเขาบ้าง?
การอาศัยอยู่ในเมืองสำเนียงสวรรค์ อาจจะข่มขวัญสำนักหยกครามได้ ตราบใดที่ไม่ออกนอกเมือง สำนักหยกครามจะเล่นงานเขาก็ต้องทำแบบลับๆ ในเมื่อข้อมูลไม่เท่ากัน เขาก็มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้
แต่สำหรับเมืองสำเนียงสวรรค์!
พวกเขาสามพี่น้องอยู่ในเมือง ถ้าเจ้าเมืองคิดจะเล่นงานเขา แค่ส่งกองทัพเกราะดำมาสักหน่วย ก็แย่แล้ว!
"ต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง!"
ลู่ชิงเฟิงกำหมัดแน่น เดินกลับที่พัก
...
"พี่ใหญ่!"
ในลานบ้าน ลู่ชิงซานและลู่ชิงอวี่ยืนรออย่างกระวนกระวาย พอเห็นลู่ชิงเฟิงผลักประตูเข้ามา หัวใจที่แขวนอยู่ก็วางลงได้เสียที
"ก็แค่ไปกินเลี้ยง"
ลู่ชิงเฟิงยิ้มให้ทั้งสองคน
ลู่ชิงซานเม้มปากเงียบ แต่ลู่ชิงอวี่พุ่งเข้ามากอดแขนลู่ชิงเฟิง บ่นอุบ "ใครจะรู้ว่าเป็นงานเลี้ยงหงเหมินหรือเปล่า! ถ้าคนพวกนั้นไม่กลัวเจ้าเมือง วางยาพิษในเหล้าในกับข้าวจะทำยังไง?!"
ลู่ชิงอวี่กลับมาจากเดินเที่ยว พอได้ยินลู่ชิงซานบอกว่าพี่ใหญ่ไปงานเลี้ยงที่หอสี่ฤดู หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ
เดี๋ยวก็คิดว่าจะมีคนขว้างจอกสุราเป็นสัญญาณรุมฆ่า!
เดี๋ยวก็คิดว่าอาหารมียาพิษ!
ขู่ตัวเองจนกลัวไปหมด
ตอนนี้เห็นลู่ชิงเฟิงกลับมาอย่างปลอดภัย แม้จะโล่งใจ แต่ก็อดบ่นไม่ได้
"..."
"ครั้งหน้าพี่จะระวัง"
ลู่ชิงเฟิงเถียงชิงอวี่ไม่ชนะ ได้แต่พยักหน้ารับปากว่าจะไม่เอาตัวไปเสี่ยงอีก นางถึงยอมปล่อยไป
สามพี่น้องคุยกันในลานบ้านสักพัก
หัวข้อหลักคือเรื่องความปลอดภัย!
ลู่ชิงเฟิงกำชับลู่ชิงซานและลู่ชิงอวี่ว่าช่วงนี้ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิทหรือโผล่มาให้เห็นบ่อยๆ
สำนักหยกครามหาอะไรจากตัวเขาไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจเบนเป้าไปที่ลู่ชิงซานและลู่ชิงอวี่
หลังจากนั้น
ลู่ชิงเฟิงไขข้อข้องใจเรื่องการบำเพ็ญเพียรให้น้องทั้งสอง ก่อนจะล็อกอินเข้าสู่ 《หงฮวง》
...