เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 8-3 เข่นฆ่าอำมหิต

ตอนที่ 8-3 เข่นฆ่าอำมหิต

ตอนที่ 8-3 เข่นฆ่าอำมหิต


ทะเลเลือดไร้ขอบเขตเต็มไปด้วยกระดูกขาวโพลนนับไม่ถ้วนและซากศพทุกประเภทแตกต่างกัน  บ้างก็เป็นศพยักษ์สูงสิบเมตรมีเกล็ดปกคลุมมีเขาสองข้างอยู่บนหัว  ศพอื่นๆมีกระดูกขาวโพลนและมีแสงทองจางๆแทรกอยู่...

“อา...”

ตาของลินลี่ย์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงขณะที่เขาเริ่มปล่อยรัศมีกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง กลิ่นอายที่น่ากลัวนั้นดูเหมือนจะอยู่ในรูปร่างหมอกเลือดเลือนราง  ละอองเลือดเริ่มโชยออกจากรอบๆ ตัวลินลี่ย์  เขาถูกกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นคลุมรอบตัว  ลินลี่ย์มองดูเหมือนเทพเจ้าที่ดุร้ายน่ากลัว

บีบีอยู่ไม่ห่างจากลินลี่ย์รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่น่ากลัว

บีบีสะดุ้งขนในตัวมันลุกชันและมันรูสึกได้อย่างชัดเจนว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนของกมันกำลังสั่นและเลือดของมันสูบฉีดเร็วขึ้น แม้แต่กรงเล็บของมันก็กำลังสั่นอย่างที่มันควบคุมตัวเองไม่ได้

น่ากลัว

น่ากลัวอย่างที่มันไม่เคยรู้สึกมาก่อน!

“จะ...เจ้านาย, เกิดอะไรขึ้น?”  บีบีพูดตะกุกตะกัก

ตอนนี้ลินลี่ย์ยังคงควบคุมตนเองได้ เพียงแต่หลังจากถูกกลิ่นอายที่น่ากลัวรุมเร้าแล้ว  ลินลี่ย์รู้สึกว่ามีความต้องการจะออกไปฆ่า

“นี่คือกระบี่เลือดม่วงหรือนี่?”  ลินลี่ย์ฝืนข่มความปรารถนาจะฆ่าลงไว้ได้  เขาก้มหน้ามองดูกระบี่

“หือ...” ลินลี่ย์สามารถเห็นได้ว่าในมือของเขากระบี่เลือดม่วงกำลังเรืองแสงสีแดงชั่วร้ายที่โคจรอยู่เหมือนกับว่าเลือดกำลังไหลเวียนไปตามกระบี่  ทั่วทั้งตัวกระบี่เลือดม่วงสั่นเล็กน้อย  ลินลี่ย์รู้สึกได้ถึงความปรารถนาฆ่าของกระบี่เลือดม่วง  มันต้องการออกไปฆ่า!

แต่ตอนนี้ลินลี่ย์พยายามอย่างหนักเพื่อข่มแรงกระตุ้นที่จะฆ่าฟัน  แรงกระตุ้นที่รุนแรงยิ่งเพิ่มมากขึ้น  ตาของลินลี่ย์เริ่มกลายเป็นสีแดงจัด

“อ๊า....” ลินลี่ย์ส่งเสียร้องโหยหวน

เหมือนกับว่าเขากลายสภาพเป็นการเคลื่อนที่แบบพายุหมุนทอร์นาโดลินลี่ย์วิ่งลงภูเขา กระบี่เลือดม่วงในมือเขาฉายประกายเจิดจ้าเหมือนสายฟ้า  ทุกที่ที่ลินลี่ย์ผ่านไป ทั้งต้นไม้และหินจะเปลี่ยนสภาพเป็นซากหักพังหมด

เมื่อเห็นลินลี่ย์พุ่งเข้ามาอย่างป่าเถื่อนบีบีนิ่งอยู่ที่เดิมลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่บีบีกลัวแสงรังสีที่น่าหวาดผวานั้นมันคือสิ่งที่บีบีไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่เพื่อเจ้านายของมัน...

“กรรร” บีบีกัดฟันจากนั้นพุ่งลงเขาไปทันที

….

ไม่ไกลจากภูเขาลินลี่ย์ยืนอยู่บนบ่อน้ำใสมีฝูงมัสตีฟขนทองใช้ชีวิตอยู่ข้างบ่อ มัสตีฟขนทองเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตอยู่กันเป็นฝูงแตกต่างจากเสือดำหรือเสือโคร่ง  หากจะกล่าวโดยทั่วไปพวกเสือดำหรือเสือโคร่งอาจจะร่วมกันต่อสู้ในศึกที่สำคัญได้  แต่ในวันเวลาปกติของพวกมัน  อสูรเวทเหล่านี้โดยทั่วไปจะใช้ชีวิตแยกกัน  แต่มัสตีฟขนทองนั้นแตกต่าง

มัสตีฟขนทองมีความเป็นสังคมฝูงที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกันเป็นทีม

มัสตีฟขนทองจะมีพลังกรงเล็บที่แข็งแกร่งมากฝูงมัสตีฟขนทองนี้มีจำนวนเกินกว่าร้อย แม้ว่ามัสตีฟขนทองจะเป็นอสูรเวทระดับแปดแต่กระนั้นพวกอสูรเวทระดับเก้าทั่วไปก็ยังไม่กล้ายุ่งกับพวกมัน  แน่นอนว่าพวกมันมีพลังอำนาจในฐานะเป็นอสูรเจ้าถิ่นที่ต้องคำนึงถึง

ตอนนี้

มัสตีฟขนทองเหล่านี้แต่ละตัวนอนพักอยู่ข้างสระบางส่วนก็เดินไปมา บางส่วนก็เล่นน้ำอย่างสนุกสนานนี่ยังไม่ถึงเวลาออกล่าเหยื่อของพวกมัน และด้วยความแข็งแร็งของพวกมันพวกมันไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลนอาหาร

แต่แล้วมัสตีฟขนทองก็มองขึ้นมาบนภูเขาด้วยความระแวงระวังทันทีพวกมันรู้สึกตื่นตัวและรู้สึกได้ว่าสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเคลื่อนที่เข้าหาพวกมันด้วยความเร็วสูง  มัสตีฟขนทองที่นอนอยู่ลุกขึ้นยืนกันหมด  จ้องมองสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนเข้าหาพวกมันอย่างเย็นชา

มัสตีฟขนทองมีขนาดตัวสูงสามเมตรและยาวหกเมตร   มีขนสีทองปกคลุมตลอดทั้งตัวและพวกมันมองดูคล้ายสิงโต แต่ตาของพวกมันเป็นสีทองแวววาว

“กรรรร” ฝูงมัสตีฟขนทองเริ่มคำราม

ในที่สุดพวกมันก็เห็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังเข้ามาตอแยพวกมัน เป็นมนุษย์คนหนึ่งกำลังควงกระบี่สีม่วงชั่วร้ายตลอดทั้งร่างปกคลุมด้วยรัศมีแดง  มัสตีฟขนทองเหล่านี้ฉลาดมากพวกมันรู้สึกได้ทันที นี่ก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง เว้นแต่มนุษย์ผู้นี้จะอยู่ในระดับเซียน เขาคงไม่อาจทำอะไรพวกมันได้

แต่ทันใดนั้น....

เมื่อมนุษย์นั้นเข้ามาใกล้หมอกไอสีแดงก็ครอบคลุมพวกมันทั้งหมด  ทันใดนั้นมัสตีฟขนทองทุกตัวรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่พวกมันไม่เคยรู้สึกมาก่อน กลิ่นอายที่หวาดหวั่นน่ากลัวนี้มีพลังน่ากลัวมากกว่าอสูรเวทระดับเซียนมากมายนักภายใต้กลิ่นอายที่กดดันและน่ากลัวนี้ มัสตีฟขนทองทุกตัวรู้สึกเหมือนกับว่าขาทั้งสี่ของพวกมันไม่อยู่ในความควบคุมของพวกมัน ตัวแล้วตัวเล่าคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวขณะที่พวกมันไม่อาจเชิดหัวด้วยความภาคภูมิใจได้อีก

“เลือด... เลือด...”

ลินลี่ย์กำลังพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาสภาพใจให้ปลอดโปร่ง  แต่เขารู้สึกได้ถึงความปรารถนารุนแรงต้องการดื่มเลือดของเทพกระบี่เลือดม่วง หลังจากรังสีที่น่ากลัวภายในกระบี่เลือดม่วงถูกเร่งเร้า กระบี่เลือดม่วงยิ่งต้องการดื่มเลือดให้มากเพียงพอ

“ควั่บ”

กระบี่เลือดม่วงเปลี่ยนสภาพเป็นลำแสงสีม่วงวูบผ่านลำคอของมัสตีฟขนทองหัวของมัสตีฟขนทองขนาดหนึ่งเมตรปลิวกระเด็น

ความเร็วของลินลี่ย์รวดเร็วมาก

ที่ถูกควรบอกว่าความเร็วในการสังหารของกระบี่เลือดม่วงเร็วเกินไป หลังจากตัดศีรษะมัสตีฟขนทองแปดตัวแรกปลิวกระเด็น  ตอนนี้เหลือแต่เพียงมัสตีฟขนทองที่คุกเข่าด้วยความหวาดหวั่นทั้งหมดค่อยรู้สึกตัว

“โฮกกกก..” ใกล้ๆ นั้นเองมัสตีฟขนทองตัวใหญ่ที่สุดฝืนตนเองยืนขึ้น จากนั้นเชิดหัวและคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว แต่ขาของมันยังคงสั่นอยู่และตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหลือเชื่อ

อย่างไรก็ตามสติปัญญาของพวกมันยังนับว่าสูงมาก

มัสตีฟขนทองทุกตัวรู้ว่ามนุษย์ผู้นี้ปล่อยกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นนี้กำลังจะฆ่าพวกมันทุกตัว  แม้ว่าพวกมันจะกลัว  แต่พวกมันต้องต่อต้าน

พอได้ดื่มเลือดมากกระบี่เลือดม่วงส่งเสียงยินดี

“ตาย! ตาย!”  ยิ่งเขาฆ่ามากขึ้น  ลินลี่ย์ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าความต้องการฆ่ากำลังกลืนกินเขาตอนนี้ความปรารถนาอย่างเดียวของเขาก็คือฆ่า

มัสตีฟขนทองที่เหลือราวๆร้อยตัวไม่กล้าเผชิญหน้าลินลี่ย์โดยตรง ทุกตัวหันหลังวิ่งหนี

“ควั่บ!” กระบี่เลือดม่วงของลินลี่ย์ตัดหัวของมัสตีฟขนทองอีกตัว

เมื่อรู้ว่ามันไม่สามารถหนีได้ มัสตีฟขนทาองตัวนี้หันกลับมาอ้าปากของมันและงับลินลี่ย์พร้อมกันนั้นก็พ่นไฟจากปาก  สัญชาตญาณของลินลี่ย์ทำงานร่างของเขาปกคลุมด้วยปราณมังกรสีดำซึ่งป้องกันไฟที่พ่นออกมาจากปากของมัสตีฟขนทอง

เมื่อกระบี่เลือดม่วงเฉียดเข้ามาใกล้หัวของมัสตีฟขนทอง  มัสตีฟขนทองสามารถรู้สึกได้ชัดถึงรังสีที่น่ากลัว กระบี่เลือดม่วงนี้กำลังปลดปล่อยรังสีที่กล้าแข็งมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า ความหวาดกลัวนี้เป็นสิ่งที่พวกมันไม่เคยเผชิญมาก่อนทำให้ขาของพวกมันอ่อน  แม้แต่พลังจะกระตุ้นแก่นเวทในตัวของพวกมันก็หยุดชะงักและมันได้แต่ยืนอยู่กับที่ปล่อยให้กระบี่เลือดม่วงตัดหัวของมัน

รอบๆรัศมีที่น่ากลัวซึ่งครอบครองร่างหลักไว้ ลินลี่ย์ยังคงไล่ล่าและสังหารมัสตีฟขนทองตัวแล้วตัวเล่า

มัสตีฟขนทองเจ้าถิ่นประจำที่นี่ในตอนนี้แตกตื่นอย่างแท้จริงพวกมันไม่รู้ว่าเทพอำมหิตนี้มาจากที่ใด รังสีกลิ่นอายที่น่ากลัวนั้นตอนนี้กล้าแข็งมากจนร่างกายของพวกมันได้รับผลกระทบไปด้วย  แม้ว่าพวกมันต้องการจะสู้ แต่ร่างกายของพวกมันไม่อยู่ภายใต้บังคับของพวกมันเองต่อไป

โลหิตฉีดกระจายไปทั่วทุกที่

ชิ้นส่วนขาและศีรษะถูกตัดปลิวกระเด็นไปทุกที่...

ในพริบตาเดียวมัสตีพขนทองสามสิบตัวก็ตายอยู่ในที่นั้นนั่นเอง

“เจ้านาย, เจ้านาย!”  บีบีร้องเรียกอย่างเร่งร้อน

บีบีรู้สึกได้ถึงสภาวะเป็นอยู่ในปัจจุบันของลินลี่ย์มันกลัวว่าในอนาคตลินลี่ย์จะเปลี่ยนไปกลายเป็นเพชฌฆาตที่คลั่งฆ่าคนอย่างต่อเนื่องจากนั้นลินลี่ย์ค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลง

“บีบี, ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”  เสียงของลินลี่ย์ดังขึ้นในใจของบีบี

บีบีวิ่งเข้ามาทันที บีบีเห็นร่างท่อนบนที่เปลือยของลินลี่ย์ชัดเจน  หน้าผากของเขามีเหงื่อเกาะพราวไปหมดและชั้นผิวสีแดงเลือนราง แต่ตอนนี้ลินลี่ย์หลับตา อกของเขาสะท้อนขึ้นลงเหมือนสูบลมของช่างตีเหล็ก

“เฮ้อ...”

ลินลี่ย์ถอนหายใจยาวและลืมตาขึ้นในที่สุด  ตาของลินลี่ย์กลับมาคมชัดเป็นปกติ

“เจ้านาย, ท่าน.... เกิดอะไรขึ้นกับท่าน?”  บีบีกล่าวอย่างกังวลใจ

มีร่องรอยความกลัวขณะที่ลินลี่ย์มองดูกระบี่เลือดม่วงในมือของเขา ตอนนี้ลินลี่ย์มั่นใจมากว่ากระบี่เลือดม่วงเล่มนี้เป็นกระบี่เพชฌฆาตและได้ฆ่าคนมากมายเป็นพิเศษ  ลินลี่ย์สงสัยว่าทะเลโลหิตไร้ขอบเขตและซากศพที่เขารู้สึกได้ก่อนหน้านั้นเกิดจากฝีมือของกระบี่เลือดม่วงทั้งหมด

แต่ซากศพเหล่านั้น...ลินลี่ย์ไม่รู้จักเป็นส่วนใหญ่ หรือว่าพวกมันเป็นคนจากเผ่าพันธุ์ไหน

“มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีหัววัวด้วยหรือ? เป็นไปได้ไหมว่าพวกนี้จะเป็นไมโนทอร์จากแผ่นดินอื่น?”  ลินลี่ย์คิดทบทวนด้วยความสงสัย  จากหนังสือของเขาลินลี่ย์เคยเห็นการอ้างอิงถึงไมโนทอร์มาก่อน แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตแบบนั้นในทวีปยูลาน

แต่ศพอื่นก็มีอยู่หลายศพ  ลินลี่ย์ไม่เคยเห็นหรือได้ยิน  แม้แต่ในหนังสือและบันทึกที่เขาเคยอ่าน

อย่างเช่นพวกยักษ์ที่สูงถึงสิบเมตรมีตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนาและมีเขางอกออกมาจากหน้าผากสองข้าง  กลิ่นอายที่ออกมาจากศพอย่างเดียวก็ทำให้ลินลี่ย์หวาดหวั่น ลินลี่ย์รู้สึกว่าสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมานั้นไม่ได้อ่อนแอกว่าพวกอสูรเวทระดับเซียนที่เขาเคยเห็นเลยแม้แต่น้อย

แต่มีจำนวนซากศพของอสูรยักษ์เหล่านั้นนับไม่ถ้วน

ต้องเป็นความจริง! ศพของพวกอสุรกายเหล่านั้นไม่ได้อ่อนแอกว่าอสูรเวทชั้นเซียนเลยแต่กลับมีให้เห็นในทุกที่ในทะเลเลือดไร้ขอบเขต

“เจ้าของกระบี่เลือดม่วงคนก่อนนี้เป็นใครกัน?  เขาฆ่าอสูรนักสู้ที่ทรงพลังเหล่านี้จริงๆหรือเปล่า”  ลินลี่ย์ลอบตกใจ  ลินลี่ย์มั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่ากระบี่เล่มนี้จะต้องมาจากดินแดนระดับสูงแน่นอน เพราะทวีปยูลานไม่เคยมีนักสู้ที่ทรงพลังมากมายขนาดนี้

ขณะที่เขานึกย้อนไปถึงเมื่อคราวที่เขาได้รับกระบี่เลือดม่วง  ลินลี่ย์เข้าใจบางอย่างเพิ่มขึ้น  เทพกระบี่เลือดม่วง ไม่ใช่ของดั้งเดิมที่มีอยู่ในทวีปยูลาน

ขณะที่คิดลินลี่ย์เก็บกระบี่เลือดม่วงเข้าไปในไว้ในแหวนมิติเก็บสมบัติ

“เฮ้อ.. เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างแท้จริงข้าจะไม่ยอมกระตุ้นรังสีที่ซ่อนอยู่ภายในกระบี่เลือดม่วงนี้อีกแน่”  ลินลี่ย์ตั้งใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว

ถึงตอนนี้เองบีบีกระโดดขึ้นมาอยู่บนไหล่ของลินลี่ย์

“เจ้านาย เกิดอะไรขึ้น?”  บีบีถาม

ลินลี่ย์หัวเราะพลางมองดูบีบี  “บีบี เจ้าจำได้ไหม เราค้นพบค่ายกลเวทเมื่อตอนที่เราอยู่ในหุบเขาสายหมอก?ตอนนั้นปู่เดลินบอกว่าค่ายกลเวทลึกลับเป็นค่ายกลเวทที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเวทระดับเซียนเสียอีก และกระบี่เลือดม่วงถูกใช้กับค่ายกลเวทลึกลับนั้น  ตอนนั้นเราสงสัยว่ากระบี่เลือดม่วงไม่ใช่กระบี่ธรรมดาเหมือนอย่างที่มันปรากฏ  และมันคงต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน”

บีบีฟังด้วยความตื่นตัวทันที

“เทพกระบี่เลือดม่วงนี้มีแนวโน้มว่าจะต้องผ่านการเข่นฆ่าและสังหารมาอย่างมากมายนับไม่ถ้วน  ทั้งยังต้องฆ่านักสู้ที่ทรงพลังอีกมาก  รวมทั้งพวกที่เป็นนักสู้ระดับเซียนหรือสูงกว่านั้นก็เป็นได้! และเพราะเหตุนั้นภายในกระบี่เลือดม่วงนี้จึงมีรังสีที่ทรงพลังน่าหวาดหวั่น  ทันทีที่กระตุ้นการใช้งาน  แม้แต่พวกมัสตีฟขนทองเหล่านั้นก็ยังสั่นและคุกเข่าลงด้วยความกลัวและแม้ว่าจะมีผลดี  แต่ผลในเชิงลบก็มีเช่นกัน  เมื่อมันถูกกระตุ้นให้ใช้งานกระบี่เลือดม่วงจะต้องการเลือดมิฉะนั้นกระบี่เลือดม่วงจะปฏิเสธที่จะเชื่อฟังความตั้งใจของข้าและไม่ยอมกลับเข้าไปในแหวนมิติเก็บสมบัติแต่โดยดี”

บีบีพยักหน้า

“เจ้านาย, กระบี่เลือดม่วงน่ากลัวจริงๆ ตอนนั้นกลิ่นอายที่น่ากลัวยังทำให้ข้าสั่นด้วยความกลัวแขนขาข้าก็พลอยสั่นไปด้วย  ในสถานการณ์ตอนนั้น แม้ว่าข้าจะเป็นอสูรเวทระดับเก้าแต่ข้าไม่อาจใช้พลังได้ถึงครึ่งหนึ่ง” บีบีกล่าวตามตรง

สำหรับอสูรเวทระดับแปดเมื่อถูกข่มด้วยรังสีที่น่ากลัวนั้น ทำให้พวกมันไม่สามารถใช้พลังได้ถึงหนึ่งในสิบของพลังที่มีอยู่

เมื่อรังสีพลังที่น่ากลัวภายในกระบี่เลือดม่วงถูกกระตุ้น พลังของคู่ต่อสู้เองจะได้รับผลกระทบและลดลง แม้แต่อสูรเวทระดับเก้าก็ยังได้รับผลกระทบมากมาย คงจะนึกภาพได้ง่ายว่ากระบี่นี้ใช้ประโยชน์ได้ดีในการรบมากเพียงไหน

“แต่ถูกพลังสังหารที่อำมหิตโหดร้ายป่าเถื่อนครอบงำนับเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีจริงๆ   ทันที่รังสีชั่วร้ายถูกกระตุ้น ข้าคงต้องฆ่าสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมากก่อนที่พลังสังหารที่ป่าเถื่อนโหดร้ายนั่นจะสงบลง”  ลินลี่ย์ได้ประสบกับการกระตุ้นพลังนั้นมาแล้ว  ดังนั้นเขารู้ดีว่ามันเหมือนกับสิ่งใด

เว้นแต่จำเป็นถึงที่สุด ดีที่สุดแล้วไม่ควรไปกระตุ้นพลังรังสีที่น่ากลัวนั้น

“ช่างเถอะ บีบี มาเก็บแก่นเวทแล้วไปกันต่อเถอะ”

“แก่นเวท? ว้าว,  มากมายนัก” บีบีเก็บรวบรวมแก่นเวทอย่างตื่นเต้น

หลังจากเก็บแก่นเวทมัสตีฟขนทองหลายสิบตัวแล้ว  ลินลี่ย์กับบีบีเดินทางกันต่อปล่อยซากศพมัสตีฟขนทองไว้ที่นั่น ในเทือกเขาอสูรวิเศษ  ทันทีที่อสูรเวทตายต่อให้เป็นอสูรเวทที่ทรงพลังที่สุดก็ไม่ต่างอะไรจากอาหารสำหรับอสูรเวทอื่น

การค้นพบความลับที่อยู่ในกระบี่เลือดม่วงของพวกเขานี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าเหตุการณ์ระหว่างทาง

ลินลี่ย์ยังคงใช้ชีวิตฝึกฝนต่อไปทุกๆวัน เขาจะเดินทางราวๆ สิบกิโลเมตรใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึกฝน  ยิ่งใช้ดาบหนักก็ยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น  เกือบทุกวันลินลี่ย์จะมีความเข้าใจใหม่ๆเพิ่มขึ้น ลินลี่ย์หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกที่พิเศษกับการฝึกและมีความก้าวหน้าเป็นส่วนใหญ่

จบบทที่ ตอนที่ 8-3 เข่นฆ่าอำมหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว