เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่  4-13 สิบวัน สิบคืน

ตอนที่  4-13 สิบวัน สิบคืน

ตอนที่  4-13 สิบวัน สิบคืน


เมื่อกลับมาถึงสถาบันเอินส์ลินลี่ย์หยิบฉวยกระเป๋าที่เขาใช้เป็นประจำจากบนห้องและมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลังสถาบัน ในกระเป๋าใบนั้นมีเพียงเสื้อผ้า บัตรเครดิตเวทและเหล็กสกัดเท่านั้น

“น้องรอง น้องสี่ คอยดูแลน้องสามด้วย”เยลออกคำสั่ง

จอร์จและเรย์โนลด์พยักหน้าพวกเขาก็เป็นห่วงลินลี่ย์เช่นกัน

“พี่ใหญ่! แล้วเจ้าจะทำอะไร?” เรย์โนลด์ถาม

ดวงตาของฉายแววเย็นยะเยือก“ข้าน่ะหรือ?”

“ข้าจะไปสืบดูให้เห็นกับตา ว่าทำไมผู้หญิงตาบอดอลิซถึงตัดสินใจทรยศน้องสามและจะไปดูหน้าของเจ้าบัดซบที่กล้าขโมยผู้หญิงของน้องสามข้า”ในขณะพี่พูดเยลก็ลุกขึ้นยืน “ข้าจะตรงไปเมืองเฟนไลก่อน ฝากพวกเจ้าดูแลน้องสามด้วย”

“เข้าใจแล้ว” เรย์โนลด์และจอร์จพยักหน้า

จากนั้นเยลก็ออกไปสั่งงานกับผู้คุ้มกันที่ทางตระกูลส่งมาและมุ่งหน้าออกจากสถาบันเอินส์สู่เมืองเฟนไลส่วนเรย์โนลด์และจอร์จก็ฝ่าหิมะในคืนอันหนาวเหน็บไปยังภูเขาหลังสถาบันเอินส์

……

หลังจากได้ม้ารุ่นฝีเท้าดีเยลก็ขี่ม้านำหน้าคนของเขาผ่านถนนที่ถูกหิมะปกคลุม ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเมืองเฟนไลหลังจากเข้ามาในตัวเมือง เยลตรงไปยังที่ทำการสาขาย่อยเมืองเฟนไลของตระกูลเขา

นี่คืออาคาร 9 ชั้นซึ่งเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในเฟนไล

หลังโรงแรมมีอาคารหลังเล็กๆจำนวนหนึ่งที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าพักเยลตรงดิ่งไปที่อาคาร 2 ชั้นสีแดงหลังน้อย ซึ่งมีบุรุษวัยกลางคนในชุดหรูหรา 5คนออกมาต้อนรับ หลังพวกเขาสังเกตเห็นเยลก็ต้องเอ่ยออกมาด้วยความเคารพ “คุณชายเยล!”

“วอลท์! ท่านลุงรองของข้าอยู่ที่ไหน?”เยลถามทันที

ในบรรดาชายวัยกลางคนทั้งห้ามีคนหนึ่งชื่อวอลท์ เขาเป็นคนเดียวที่สวมชุดคลุมยาวสีดำ วอลท์ตอบด้วยความเคารพ“นายท่านเดินทางกลับสาขาหลักไปเมื่อ 7 วันที่แล้วขอรับบัดนี้การค้าทั้งหมดในสหภาพศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของข้า”

วอลท์รู้ดีว่าตั้งแต่คุณชายท่านนี้ได้เป็นนักเรียนของสถาบันเอินส์สถานะของเขาในตระกูลก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นติดจรวด

และเยลเองก็ไม่เหมือนสมาชิกในตระกูลคนอื่นๆเขาเป็นถึงทายาทสายตรงของผู้นำตระกูล แม้แต่ผู้นำสูงสุดในสายงานเขาอย่าง‘ท่านลุงรอง’ ที่ควบคุมการค้าทั้งหมดในสหภาพศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังไม่กล้าขัดใจ

“คุณชายเยลหากท่านประสงค์สิ่งใดโปรดบอกให้ข้ารับรู้ด้วยเถิด” วอลท์กล่าวอย่างเคารพ

เยลเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะออกคำสั่ง “ย่านพักอาศัยบนถนนดรายโร้ด มีหญิงสาวชื่ออลิซ นางคงมีอายุสัก 16ปี และเป็นนักเรียนของสถาบันเวลเลน ไปสืบให้ข้าทีว่าพักนี้นางคบหากับใครอยู่บ้างและเอาข้อมูลของชายคนนั้นมาให้ข้า”

“ขอรับ คุณชายเยล” วอลท์ยิ้มอย่างโล่งใจ “คุณชายเยลท่านชอบหญิงสาวนามว่าอลิซคนนั้นหรือ? ให้ข้า...”

“ไม่ต้อง” ใบหน้าของเยลพลันเปลี่ยนเป็นอำมหิต“ข้าต้องการเพียงข้อมูล หามาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เข้าใจหรือไม่?”

“ขอรับ” วอลท์สัมผัสได้ถึงอารมณ์ขุ่นมัวของเยลจึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่ออีก

…..

ในคืนนั้นท่ามกลางแสงริบหรี่ของเปลวเทียน

เยลนั่งอยู่ที่โต๊ะจิบไวน์จากถ้วยช้าๆด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เห็นได้ชัดว่าจิตใจของเด็กหนุ่มไม่อยู่ที่เครื่องดื่มสักนิด

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 20 ปีที่ดูเย็นชาดุจน้ำแข็ง ตามด้วยวอลท์ที่เดินมาโค้งให้เขาอย่างสุภาพ“คุณชายเยล เราได้ทำการสืบเรื่องของอลิซและเพื่อนชายของนางเรียบร้อยแล้วขอรับ”

“ว่าไป” น้ำเสียงของเยลเย็นชา

วอลท์มองไปยังหญิงสาวที่โค้งตัวอย่างเคารพ“คุณชายเยล หญิงสาวอลิซคนนี้มีเพื่อนชายอยู่ 2 คน คนแรกชื่อว่าลินลี่ย์เกิดในเมืองอู่ซัน...”

“หยุด...ไปพูดเรื่องคนที่สอง” เยลขมวดคิ้ว

“คนรักปัจจุบันของอลิซชื่อว่าคาลัน เด็บส์เขาเกิดในเมืองเฟนไล ปัจจุบันอายุ 17 ปี เป็นนักเรียนของสถาบันฝึกสอนนักรบเวลเลนและเป็นนักรบระดับ 5! ตระกูลเด็บส์นี้เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของอาณาจักรเฟนไลและคาลัน เด็บส์ก็เป็นว่าที่ผู้นำตระกูล”

“คาลัน เด็บส์...ตระกูลเด็บส์?” เยลขมวดคิ้ว“ไม่ใช่ว่าเด็บส์เป็นเพียงตระกูลเล็กๆหรอกหรือ?”

วอลท์ได้โอกาสทำประโยชน์จึงรีบกล่าว “ในอาณาจักรเฟนไล ตระกูลเด็บส์นับว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งแต่แน่นอนว่าถ้าเทียบกับทั้งแผ่นดินยูลานก็นับเป็นเพียงตระกูลเล็กๆที่ไร้อำนาจเท่านั้น”

“โอ้และถ้าข้าอยากจะสั่งสอนตระกูลเด็บส์นี่สักหน่อย เจ้ามีอะไรจะแนะนำบ้างล่ะ?” เยลจ้องมองวอลท์

“ง่ายมาก!”

วอลท์เริ่มหัวเราะ “คุณชายเยลท่านอาจจะไม่ทราบว่าตระกูลเด็บส์ก็เป็นหนึ่งในคู่ค้าของหอการค้าดอว์สันของเราในเฟนไลซึ่งหอการค้าดอว์สันทำเงินได้มหาศาลในอาณาจักรเฟนไลทำให้ตระกูลเด็บส์พอจะได้ส่วนต่างจากเราไปบ้างและในช่วงหลายปีมานี้การค้าของเราผูกขาดให้ตระกูลเด็บส์เป็นพ่อค้าคนกลาง”

“โอ้ตระกูลเด็บส์นั้นเป็นคู่ค้าของเราอย่างนั้นหรือ?” รอยยิ้มพลันผุดขึ้นบนใบหน้าของเยล

วอลท์พยักหน้า“ถูกแล้วขอรับ ท่านคงพอทราบมาว่าหอการค้าดอว์สันของเราไม่อาจทำการค้าเพียงทอดเดียวได้ในทุกครั้งในจักรวรรดิทั้ง 4 และอาณาจักรทั้ง 12 เราทำงานร่วมกับคู่ค้าซึ่งโดยปกติเราต้องแบ่งผลประโยชน์ให้กับพวกเขาเช่นกัน”

เยลพยักหน้า

เขารู้ดีว่าหอการค้าดอว์สันซึ่งบริหารโดยตระกูลดอว์สันนี้เป็นถึง1 ใน 3 กลุ่มการค้าใหญ่บนทวีปยูลาน แม้แต่ 4 จักรวรรดิและ 2 สหภาพใหญ่ก็ไม่กล้าดูแคลนจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เยลสามารถเข้าศึกษาในสถาบันเอินส์ได้

เบื้องหลังสถาบันเอินส์คือวิหารเจิดจรัสถึงเบื้องหน้าจะทำเป็นมีมาตรฐานที่เปิดกว้างยุติธรรมในการรับนักเรียนก็ตาม

แต่ตระกูลธรรมดาไหนเลยจะสามารถติดต่อเข้าทางประตูหลังของวิหารเจิดจรัสได้โดยง่าย?

เหมือนคำขวัญของหอการค้าดอว์สันที่ว่า:“เมื่อไหร่มีหนทางทำเงิน เมื่อนั้นทุกคนจะได้ส่วนแบ่ง”

ใน 4 จักรวรรดิและ 2 กลุ่มประเทศพันธมิตรแม้แต่ในอาณาจักรต่างๆและตระกูลขุนนาง หอการค้าดอว์สันก็มีคู่ค้าอยู่ภายในเสมอและแบ่งผลประโยชน์ให้กับคนเหล่านั้น

ในการมาเป็นคู่ค้าของหอการค้าดอว์สันได้นั้นจะต้องผ่านการต่อสู้แย่งชิงจนมาอยู่อันดับต้นๆของรายชื่อ ในอาณาจักรเฟนไลนี้ตระกูลเด็บส์ได้รับเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หอการค้าดอว์สันทำได้แต่ก็นับว่ามากพอจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในเมืองหลวงของอาณาจักรเฟนไลนี้

“คุณชายเยลในอาณาจักรเฟนไลนี้ยังมีตระกูลอีกมากมายที่พร้อมขึ้นมาเป็นคู่ค้าของเราแทนตระกูลเด็บส์นี้เสมอเหตุผลเพียงข้อเดียวที่เรายังทำการค้ากับตระกูลเด็บส์อยู่เป็นเพราะพวกมันถือเป็นคู่ค้าที่ไม่เลวเท่านั้นทำไมเราจะไม่ลองให้โอกาสกับตระกูลอื่นดูบ้างล่ะขอรับ?” วอลท์เผยรอยยิ้ม

เยลเข้าใจสิ่งที่วอลท์ต้องการจะสื่อดี

“เปลี่ยนคู่ค้าของเราในอาณาจักรเฟนไลทันทีส่วนตระกูลเด็บส์ก็ตัดสายป่านของมันให้หมดทุกทาง!” น้ำเสียงของเยลเย็นยะเยือก

“ขอรับคุณชาย” วอลท์เอ่ยรับคำอย่างเคารพ

เรื่องของคู่ค้าในอาณาจักรเล็กๆเช่นนี้แม้แต่วอลท์ซึ่งเพียงมือสองของหอการค้าดอว์สันสาขาเฟนไลก็สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ นับอะไรกับเยลซึ่งเป็นสมาชิกของตระกูลสายหลักนี้เล่า

“ตระกูลเด็บส์ที่น่าสงสาร” วอลท์ลอบเอ่ยกับตนเอง

…..

บนภูเขาด้านหลังสถาบันเอินส์หิมะปกคลุมทุกสิ่งเหมือนผ้าแพรสีเงินยวงท่ามกลางพันธุ์ไม้หนาแน่นมีหินก้อนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงจุดที่ว่างในภูเขา ลินลี่ย์กำลังยืนอย่างสงบดวงตาปิดสนิทอยู่บนหินก้อนยักษ์นั้น

หนูเงาบีบียืนอยู่ด้านข้างบนหิมะหนาเพื่อปกป้องนายของมัน

จอร์จและเรย์โนลด์ได้แต่มองหน้ากันอย่างกังวล

“จอร์จ! ลินลี่ย์กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?เขายืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลากว่า 1 วัน 1 คืนแล้วพวกเราเรียกเท่าใดเขาก็ไม่ขานรับ ไม่ยอมกินดื่มอะไรทั้งสิ้นถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป....” ความกังวลของเรย์โนลด์เริ่มเพิ่มพูนขึ้น

จอร์จส่ายหัวช้าๆ“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ น้องสามของเราเป็นถึงจอมเวทระดับ 6 และเป็นนักรบเช่นกันร่างกายของเขาย่อมแข็งแกร่งและยังสามารถดูดซับกระแสเวทของธาตุตามธรรมชาติได้แม้เขาจะต้องอดน้ำอดอาหารหลายวันก็คงไม่ใช่ปัญหาตอนนี้เราทำได้เพียงเฝ้าดูเขาเท่านั้นข้าเชื่อว่าน้องสามต้องสามารถละทิ้งความเจ็บปวดและเริ่มต้นใหม่ได้แน่”

เรย์โนลด์พยักหน้าเบาๆ

พวกเขาทั้งสองไม่มีใครรู้ว่าสภาพจิตใจของลินลี่ย์ในตอนนี้เป็นเช่นไร

ความจริงแล้ว เดลินโคเวิร์ทก็อยู่เคียงข้างลินลี่ย์ ณ ตรงนั้นเช่นกันเพียงแต่เรย์โนลด์และจอร์จมองไม่เห็นก็เท่านั้น เดลิน โคเวิร์ทจ้องมองลินลี่ย์อยู่เงียบๆลอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ “เจ้าหนูลินลี่ย์นี่เหมือนจะเริ่มเข้าสู่ห้วงลึกของจิตใจขั้นสูงเสียแล้ว”ในฐานะปรมาจารย์การแกะสลัก เดลิน โคเวิร์ทสามารถคาดเดาสภาวะที่ลินลี่ย์กำลังเผชิญอยู่ได้

ลินลี่ย์กำลังจ้องมองไปที่เส้นที่เชื่อมเป็นขอบเขตหนึ่งขอบเขตนั้นสูงกว่า 2 เมตร และกว้าง 3 เมตร

เขากำลังจ้องไปที่เส้นบนขอบเขตซึ่งมีรูปร่างเหมือนก้อนหินโดยเฉพาะลวดลายขรุขระบนเส้นนั้นช่างซับซ้อนเหมือนของจริง แต่เมื่อลินลี่ย์จ้องต่อไปลายเส้นนั้นก็พลันค่อยๆหดลงจากขอบเขตดังกล่าวและประทับลงในความคิดของลินลี่ย์

ลายเส้นนี้มีรูปร่างเหมือนร่างมนุษย์จำนวน5 ร่าง

ทันใดนั้น ทั้ง 5ร่างก็พลันเปลี่ยนเป็นอลิซ แต่ละช่วงเวลาที่สลักอยู่ในหัวใจของลินลี่ย์เบื้องหน้าดวงตาในจิตใจของเขา เส้นขอบเขตนั้นพลันเปลี่ยนเป็นรูปสลักหลายรูปท้ายที่สุดกลายเป็นรูปหญิงสาว 5 รูปบนฐานเดียวกัน

“จอร์จ ดูนั่น! พี่สามกำลังขยับแล้ว”เรย์โนลด์กล่าวอย่างประหลาดใจ

ลินลี่ย์ดึงเหล็กสกัดออกมาจากกระเป๋าออกมาถือด้วยมือขวาเขาจ้องมองขอบเขตของก้อนหินตรงหน้าแล้วเริ่มขยับ เหล็กสกัดในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นเพียงเงาลางๆทันใดนั้น เศษหินก็เริ่มกระเทาะออกจากผิวของก้อนหินยักษ์

จิตวิญญาณของเขาได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดินและเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม

จิตวิญญาณของลินลี่ย์สามารถสัมผัสถึงรอยแยกของหินได้อย่างชัดเจนทุกๆลายเส้นบนพื้นผิว เขาใช้เหล็กสกัดทะลวงเหมือนสายลมพัดพาเศษหินออกจากผิวทุกการลงมือนั้นสมบูรณ์แบบ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เที่ยงตรงดุจคำนวณไว้แล้ว

บางคราเหล็กสกัดก็ขยับอย่างเชื่องช้าในขณะที่บางคราก็ขยับอย่างรวดเร็วในบางครั้งก็ได้ทิ้งเพียงเศษหินและลวดลายไว้บนพื้นผิวเมื่อขยับผ่านในขณะที่บางครั้งก็ทลายหินในบางจุดให้พังลงมาเป็นชิ้นๆ

“ข้ายังจำได้ดีว่าเจ้าเป็นอย่างไรในปีนั้นใบหน้าหวาดกลัวของเจ้ายามเผชิญหน้ากับหมูศึกกระหายเลือด”

รูปร่างสมบูรณ์ของอลิซในฉากนั้นพลันปรากฏขึ้นในจิตของลินลี่ย์ทุกอารมณ์ความรู้สึกของเขาถูกส่งผ่านไปยังเหล็กสกัดหิมะเริ่มสะสมและทับถมในบริเวณรอบกายของลินลี่ย์ แต่เขากลับรู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขาได้หลอมรวมเข้ากับผืนดินและสายลมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอณูธาตุดินและธาตุลมพลันไหลเข้ามาในร่างกายของลินลี่ย์

ลินลี่ย์ไม่ได้คิดถึงสิ่งใดอื่นอีกบัดนี้เขามุ่งมั่นสนใจอยู่กับสัมผัสที่กำลังได้รับ

อย่างเชื่องช้าพื้นที่ 20 % ของก้อนหินพลันเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ของหญิงสาว โครงสร้างโดยคร่าวๆของรูปสลักเริ่มปรากฏให้เห็นลินลี่ย์ไม่แม้แต่จะดื่มหรือกินสิ่งใด มือของเขาสลักหินไม่หยุด เขาขยับเหล็กสกัดด้วยความถี่หลายสิบครั้งใน1 วินาทีในขณะเดียวกันบางครั้งต้องใช้เวลาหลายนาทีในการตวัดลายเส้นที่สมบูรณ์สักเส้นหนึ่ง

…..

ลินลี่ย์ส่งผ่านความรู้สึกของเขาที่มีต่ออลิซเข้าไปในเหล็กสกัดไม่ได้คำนึงว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าถึงสภาวะจิตขั้นสูงตั้งแต่ที่เขาเรียนแกะสลักมา

ในอดีตแม้จะเสียดายอยู่บ้าง แต่ลินลี่ย์จะเริ่มงานแกะสลักของเขาแต่เช้าตรู่และหากยังไม่สมบูรณ์ก็จะเก็บไว้ทำวันต่อไป เขาไม่เคยทุ่มเท 100%กับการแกะสลักมาก่อน

แม้ว่าสุดท้ายเขาต้องใช้เวลาหลายวันในการแกะสลักรูปสลักสักรูปหนึ่งเขาจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ และเริ่มทำใหม่เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน

แต่ในคราวนี้กลับต่างออกไปลินลี่ย์ทุ่มเททั้งความรู้สึกและทุกสิ่งทุกอย่างให้กับการสลักหินแต่ละครั้งเขาไม่แม้แต่จะคิดเรื่องหยุดพักไม่รับรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ดื่มกิน บัดนี้ทั้งจิตวิญญาณและห้วงคำนึงของเขาได้หลอมรวมเข้ากับธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

และการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาตินี้ได้พัฒนาพลังจิตของลินลีย์ขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่นเป็นความรวดเร็วที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

บัดนี้ พลังจิตของลินลี่ย์ได้เพิ่มขึ้นเป็นพันเท่าของคนปกติแล้ว

“เขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และเข้าสู่ภาวะหลงลืมตัวตนช่างเป็นเรื่องประหลาดที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” ดวงตาของเดลิน โคเวิร์ทเบิกกว้าง

และวันหนึ่งหลังจากผ่านไปหลายวันที่ลินลี่ย์จดจ่ออยู่กับงานของเขาอณูธาตุดินและธาตุลมยังคงกลั่นตัวอยู่ในร่างของเขาก่อกำเนิดเป็นพลังทดแทนที่ร่างกายเขาใช้ไป

เหมือนชั่วพริบตาหนึ่งก็ผ่านไป 10 วันเสียแล้วที่ลินลี่ย์ยังคงแกะสลักหินอย่างต่อเนื่อง

“วืดดดด”

หิมะแผ่กระจายออกไปเป็นคลื่นออกไปรอบนอกโดยมีลินลี่ย์เป็นศูนย์กลาง ลินลี่ย์ยืนมองรูปสลักขนาดใหญ่เบื้องหน้าเขา โดยมีเหล็กสกัดอยู่ในมือลินลี่ย์ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดในการสลักรูปสลักนี้มันเป็นรูปสลักที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยสร้าง และนับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่ง

รูปสลักนี้ถูกสลักออกมาเป็นรูปลักษณ์ของหญิงสาว5 รูป โดยที่ต้นแบบของมันคือคนๆเดียว อลิซนั่นเอง

รูปหนึ่งแสดงท่าทีของนางยามเผชิญอันตราย

รูปหนึ่งแสดงท่าทีน่าเอ็นดูของนางเมื่อครั้งได้พูดคุยกันบนระเบียง

รูปหนึ่งแสดงท่าทีเขินอายบนใบหน้าของนางในคบหาครั้งแรก

รูปหนึ่งแสดงว่านางน่าลุ่มหลงเพียงใดในคืนแรกของพวกเขา

และรูปสุดท้ายแสดงใบหน้าของนางที่บอกใบ้ถึงท่าทีหมดรักในวันที่ตัดสัมพันธ์!

“เวลากว่า 1ปีที่ได้ผ่านพ้นไปแล้วนั้นเป็นได้เพียงความฝันบัดนี้ความฝันนั้นได้ดำเนินมาถึงจุดจบ ชื่อของรูปสลักนี้คือ”ตื่นจากฝัน“”เมื่อมองไปยังรูปสลัก ลินลี่ย์รู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขาพลันสงบขึ้นกว่าที่เคย เหมือนกับอารมณ์ความรู้สึกก่อนหน้านั้นได้ถ่ายทอดลงในรูปสลักหมดสิ้นไม่เหลืออยู่กับเขาอีกแล้ว

และรูปสลัก‘ตื่นจากฝัน’ ก็ได้ถือกำเนินขึ้นบนโลกใบนี้!

จบบทที่ ตอนที่  4-13 สิบวัน สิบคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว