เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3-25 สีม่วงในสายลมยามราตรี (1)

ตอนที่ 3-25 สีม่วงในสายลมยามราตรี (1)

ตอนที่ 3-25 สีม่วงในสายลมยามราตรี (1)


บนถนน ‘ใบไม้เขียว’ ในเมืองเฟนไล เมืองหลวงของอาณาจักรเฟนไลหนึ่งในสมาชิกของสหภาพศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ตั้งคฤหาสน์ของเหล่าตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองนี้เบื้องหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่ง กลุ่มคนมากกว่า 10 คนกำลังสนทนากัน

“ตระกูลเด็บส์ขอขอบคุณท่านลินลี่ย์สำหรับความช่วยเหลือ หากไม่ใช่เพราะท่านแล้วบุตรของพวกเรา คาลัน คงไม่ได้กลับมาอย่างปลอดภัยเช่นนี้” ชายชราที่ดูโดดเด่นกว่าผู้อื่นด้วยเรือนผมสีเงินอ่อนส่งยิ้มให้ลินลี่ย์ที่ยืนอยู่ข้างๆเขาคือคาลัน อลิซ โทนี่ และนีย่า เบื้องหลังคือเหล่าบ่าวทาสของตระกูลเด็บส์

ชายชราหันกลับมาพยักหน้าให้บ่าวคนหนึ่งซึ่งหยิบถุงสีทองเล็กๆออกมาจากเสื้อ

พอรับถุงทองจากบ่าวรับใช้ ชายชราหันกลับมาส่งยิ้มให้ลินลี่ย์ “นี่เงิน 100เหรียญทอง อาจจะไม่มากมายนัก แทนคำขอบคุณของพวกเราตระกูลเด็บส์ข้าหวังว่าท่านลินลี่ย์จะรับไว้”

“ไม่จำเป็นข้าไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากมายเลย” ลินลี่ย์ปฏิเสธอย่างสุภาพ  “ข้าควรออกเดินทางต่อได้แล้ว”

ชายชราไม่ได้ทักท้วงอะไร เขายิ้มและมองดูลินลี่ย์เดินจากไป

“โทนี่ พวกเจ้าทั้ง 3 ก็ควรรีบกลับบ้านได้แล้ว พ่อแม่ของพวกเจ้ากำลังเป็นห่วงมาก”ชายชรากล่าวอย่างอารีย์ หลังจากบอกลา อลิซ นีย่า และโทนี่ก็แยกย้ายกลับบ้านของตน

เมื่อคาลันและชายชราเข้ามาในห้องรับแขก ใบหน้าของชายชราพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาเขาตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุกเข่า!”

สิ้นคำ คาลันคุกเข่าลงในทันที “ท่านปู่รอง ครั้งนี้เป็นความผิดของข้าเองข้าประมาทเลินเล่อนำสหายทั้ง 3 เข้าไปในเทือกเขาอสูรเวทโดยไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายให้ถี่ถ้วนท่านปู่รองโปรดลงโทษข้าด้วย”

“หืม! เลินเล่อ?”

สายตาเย็นชาจ้องคาลันเขม็ง “คาลัน เจ้าก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเป็นถึงว่าที่ผู้นำของตระกูลเด็บส์เหตุใดจึงกระทำการโง่เขลาไร้ความคิดเช่นนี้? เจ้าไม่รู้ถึงอันตรายของเทือกเขาอสูรเวทเลยอย่างนั้นรึ? จึงได้กล้าย่างเข้าไปโดยไม่ได้แม้แต่จะสอบถามข้อมูลจากตระกูลฮึ่ม! ข้าจะให้บิดาเจ้าตัดสินบทลงโทษที่เหมาะสมให้ แต่จงจำเอาไว้ – ในอนาคตถ้าเจ้ายังทำตัวโง่งมเช่นนี้อีกเจ้าจะทำให้ตระกูลของเราจะล่มสลายในเงื้อมมือเจ้า!”

คาลันก้มหน้า ไม่กล้าพูดแม้สักคำ

ตระกูลเด็บส์ถือเป็นหนึ่งใน 3 ตระกูลหลักของอาณาจักรเฟนไลสาเหตุที่ตระกูลเด็บส์ทรงอำนาจไม่ใช่เพราะความสูงส่งของสายเลือดแต่เป็นเพราะตระกูลเด็บส์ผูกขาดการเป็นคู่ค้ากับกลุ่มการค้าดอว์สันในอาณาจักรเฟนไลหนึ่งในกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินยูลาน

อิทธิพลของกลุ่มการค้าดอว์สันนั้นเทียบได้กับอาณาจักรหนึ่งเลยทีเดียวและทำการค้าครอบคลุมไปทั่วทั้งทวีป

กลุ่มการค้าแต่ละกลุ่มบนทวีปยูลานล้วนทรงอิทธิพลและทรงอำนาจ ในอาณาจักรเฟนไลหลายตระกูลต้องการทำธุรกิจร่วมกับกลุ่มการค้าดอว์สันเพื่อปรารถนาจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการสงคราม

สำหรับตระกูลเด็บส์ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่ค้ากับกลุ่มการค้าดอว์สันจึงถือเป็นตระกูลที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ที่สำคัญ แม้แต่สหภาพใหญ่ทั้ง 2 และจักรวรรดิใหญ่ทั้ง 4ยังต้องกระทำการอย่างระมัดระวังเมื่อข้องเกี่ยวกับกลุ่มการค้า และทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้

…..

หลังออกจากเมืองเฟนไล ลินลี่ย์มุ่งหน้าไปตามถนนสู่สถาบันเอินส์บีบีเกาะอยู่บนไหล่ของลินลี่ย์และใช้ดวงตาของมันสอดส่องสิ่งรอบตัว ในขณะที่เดลินโคเวิร์ทเดินช้าๆเคียงข้างลินลี่ย์

“ปู่เดลิน ท่านเคยรู้สึกว่าโลกนี้เป็นสถานที่ที่น่ากลัวหรือไม่?” ลินลี่ย์ถามผ่านทางจิต

เดลิน โคเวิร์ทพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร เขาแค่ฟังอย่างเงียบๆ

“ก่อนหน้านี้ เมื่อข้าเดินทางไปยังเมืองเฟนไล ข้ายังไม่สังเกตเห็นอะไรแต่เมื่อกลับออกมาจากเทือกเขาอสูรเวท ข้าได้เรียนรู้อะไรมากมาย ความโหดเหี้ยมอำมหิตในหุบเขานั้นล้วนกระทำการอย่างเปิดเผยไม่มีซ่อนเร้น”

“ถ้าเรามองไปยังเหล่านักเวทหรือนักรบระดับสูง เช่นเดียวกับเหล่าขุนนางในเมืองเฟนไลเบื้องหน้าพวกเขาต่างสุภาพและเป็นมิตร ทำให้อาณาจักรเฟนไลดูเลิศเลอเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและไมตรีแต่เบื้องหลังกลับมีระบบชนชั้นที่กดขี่และไร้ปราณีอย่างยิ่ง”

“แม้แต่กฎหมายยังเขียนให้ชนชั้นปกครองมีสิทธิเหนือชนชั้นธรรมดา แม้ภายนอกเมืองเฟนไลจะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนดูมีความสุขแต่ภายในคงเต็มไปด้วยกฎที่คนภายนอกไม่รับรู้มากมายกว่าในเทือกเขานัก ในเทือกเขาอสูรเวทไม่มีขุนนางหรือไพร่ มีเพียงผู้แข็งแกร่งและผู้อ่อนแอเท่านั้น”

ลินลี่ย์เริ่มเข้าใจโลกขึ้นอย่างช้าๆ

โลกใบนี้ เหล่าชนชั้นปกครองเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในขณะที่คนธรรมดาถูกเหยียบย่ำไม่ว่าเหล่าขุนนางจะแสดงตนอย่างสุภาพหรือมีเมตตาเพียงใด ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมแก้ไขกฎเหล่านี้ทางเดียวที่คนธรรมดาจะมีสิทธิ์มีเสียงขึ้นมาได้บ้าง มีแต่จะต้องเป็นนักรบหรือจอมเวทที่แข็งแกร่งเท่านั้น

ถ้าไม่ขวนขวายให้มากพอ ก็คงถูกเหยียบย่ำต่อไป

“สังคมมนุษย์นั้นยุ่งยากซับซ้อนกว่าโลกในเทือกเขาอสูรเวทนัก คนเหล่านั้นซ่อนความโหดร้ายแบบเดียวกันไว้ภายใต้เสื้อผ้าที่งดงามแต่บางครั้งเสื้อผ้าที่งดงามเหล่านั้นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน”จากเบื้องลึกของจิตใจ ลินลี่ย์รู้สึกดูถูกเหล่าชนชั้นสูงที่แสแสร้งเป็นมิตรเหล่านั้น

หลังจากเห็นความโหดร้ายในเทือกเขา และความหรูหราของเมืองเฟนไล จิตใจของลินลี่ย์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อคิดถึงความแตกต่างมหาศาล

“เจ้าเกรงกลัวที่จะต้องดิ้นรนอย่างนั้นหรือ?” จู่ๆ เดลิน โคเวิร์ทก็ถามขึ้น

ลินลี่ย์ยิ้ม “กลัว? ไม่เลย ข้าสนุกกับมันต่างหาก หากโลกนี้ไม่ต้องดิ้นรนกับอะไรเลยทุกสิ่งอย่างล้วนสงบและสันติจะน่าเบื่อเพียงใด? โดยเฉพาะการดิ้นรนในสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นเหมือนเต้นระบำบนปลายดาบ...นั่นคงเป็นช่วงชีวิตที่เบิกบานที่สุด”

“จี๊ด จี๊ด!” บีบีร้องสองครั้งแสดงความเห็นด้วย

….

พวกเขาย่างเท้าเข้าในสถาบันเอินส์

หลังการเดินทางไปยังเทือกเขาอสูรเวท และพบเห็นความดำมืดของจิตใจคนแล้วทำให้เขายิ่งหวงแหนมิตรภาพที่เขาสร้างภายในสถาบันมากกว่าทุกคราระหว่างเข้ามาในหอพัก เขาก็ได้ยินประโยคเหล่านี้...

“ลูกพี่เยล ลินลี่ย์ยังไม่กลับมาเลย หรือว่าเขาจะพบเจอกับเหตุการณ์อันตรายในเทือกเขาอสูรเวท?”

“น้องสี่ หุบปากเสียๆของเจ้าเดี๋ยวนี้ น้องสามจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย มาเถอะไปหาอะไรกินกัน...” เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เยลก็เห็นเงาร่างคุ้นเคยยืนอยู่ที่หน้าประตูเขาหยุดนิ่ง จอร์จและเรย์โนลด์ก็ยืนแข็งทื่อเช่นกันแต่ทันใดนั้นทั้งสามก็พุ่งเข้าใส่ลินลี่ย์

“ฮ่าฮ่า น้องสาม ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!” เยลเป็นคนแรกที่เข้าถึงตัวลินลี่ย์และกอดชายหนุ่มเต็มอ้อมแขน

เรย์โนลด์ตะโกนอย่างมีความสุข “ว้าว ลินลี่ย์ รู้หรือไม่ว่าลูกพี่เยลกับจอร์จบ่นถึงเจ้าทุกวี่วัน? เจ้าพวกนี้เป็นกังวลเกี่ยวกับเจ้ามากมีเพียงข้าคนเดียวที่เชื่อมั่นว่าเจ้าต้องกลับมาอย่างปลอดภัย”

“น้องสี่” จอร์จปรายตาไปยังเรย์โนลด์ “เมื่อครู่ใครกันที่กังวลว่าลินลี่ย์จะไปเจอกับสถานการณ์อันตราย”

“ข้าหรือ?” มองใบหน้าที่ดูสับสนของเรย์โนลด์“ข้าพูดเรื่องไร้สาระอย่างนั้นด้วยหรือ?”

เมื่อเห็นพี่น้องทั้ง 3 ของเขาอยู่ด้วยกัน หัวใจของลินลี่ย์พลันอบอุ่นทันใดนั้นเยลก็โบกมือและพูด “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว น้องสามกลับมาจากเทือกเขาอสูรเวทอย่างปลอดภัยถือเป็นเรื่องน่ายินดี!เราไปฉลองกันดีกว่า!”

“พี่รอง น้องสี่” ลินลี่ย์หัวเราะร่วน “ไปกันเถอะ พวกเราทุกคนไปหาอะไรดื่มกันข้าเลี้ยงเอง!”

“โว้วว” เรย์โนลด์จ้องลินลี่ย์ตาลุกวาว “เจ้าจะเลี้ยง?”

เยลหัวเราะลั่น “ก็ได้ น้องสามจะเป็นคนเลี้ยงพวกเราอย่าลืมว่าไม่นานมานี้มีตัวแทนของหอศิลป์พรูกซ์ติดต่อและส่งจดหมายเชิญมาดูเหมือนว่ารูปสลักของน้องสามจะขายได้ราคาสูงถึง 4,000 เหรียญทอง เราต้องจัดงานฉลองครั้งใหญ่กันหน่อยแล้ว”

“จดหมายเชิญจากหอศิลป์พรูกซ์อย่างนั้นหรือ?” ลินลี่ย์รู้สึกประหลาดใจ

เยลรีบอธิบาย “น้องสาม เนื่องจากรูปสลักของเจ้าขายได้ราคาสูง หอศิลป์พรูกซ์จึงยอมรับว่าเจ้ามีความสามารถเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเป็นสาเหตุให้พวกเขาส่งจดหมายเชิญให้เจ้าไปจัดซุ้มงานของตัวเองที่‘หอผู้เชี่ยวชาญ’ เดี๋ยวข้าจะเอาจดหมายให้” เยลรีบวิ่งเข้าไปในหอ

เรย์โนลด์กระซิบบอกลินลี่ย์ “ลินลี่ย์ ข้าจะบอกอะไรให้ ตั้งแต่คนจากหอศิลป์พรูกซ์มาที่สถาบันข่าวที่ว่าเจ้าถูกเชิญเพื่อไปจัดซุ้มส่วนตัวที่นั่นก็แพร่ไปทั่วสถาบันเอินส์ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเพิ่มขึ้นมหาศาลทีเดียว”

“เป็นที่รู้กันทั่วในสถาบันเลยหรือ?” ลินลี่ย์รู้สึกมึนงงกับเรื่องประหลาดใจดังกล่าวที่เขาเพิ่งได้รับรู้

“แน่นอน อันที่จริงเจ้าคงเป็นคนสุดท้ายในสถาบันที่รู้เรื่องนี้” จอร์จยืนยัน

“ลินลี่ย์ นี่เป็นจดหมายเชิญที่หอศิลป์พรูกซ์ส่งมา”เยลวิ่งออกมาจากหอพักอย่างรวดเร็วจนเส้นผมสีทองยุ่งเหยิง

จบบทที่ ตอนที่ 3-25 สีม่วงในสายลมยามราตรี (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว