- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 76: ตอนนี้ผมต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก
บทที่ 76: ตอนนี้ผมต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก
บทที่ 76: ตอนนี้ผมต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก
พูดตามตรง ตอนนี้ในมือของเริ่นเหอกำเงินอยู่สองล้านกว่าหยวน นอกจากบางครั้งที่อยากจะสัมผัสความรู้สึกของพวกเศรษฐีใหม่แล้ว เขาก็ไม่ได้ต้องการใช้เงินเป็นพิเศษอะไรนัก ดังนั้นค่าลิขสิทธิ์ 6 ล้านหยวนของเรื่องคุนหลุนสำหรับเขาแล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน
ถ้าอย่างนั้น สู้เปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือให้มันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นน่าจะดีกว่า เริ่นเหอพูดกับโจวอู๋เมิ่งว่า “พอจะเป็นไปได้ไหมครับ ที่จะจัดตั้งบริษัทลูกด้านสื่อขึ้นมาภายใต้เครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่ง โดยให้เครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่ง ผม แล้วก็นักธุรกิจท่านนั้นร่วมลงทุนด้วยกัน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามคน”
โจวอู๋เมิ่งไม่เข้าใจ ทำไมต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนี้ด้วย? อีกอย่างเครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่งก็น้อยครั้งมากที่จะร่วมทุนจัดตั้งบริษัทลูกกับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเป็นบุคคลธรรมดาสองคน ต่อให้เคยมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนมาก่อน ก็เป็นการร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจ
จะโทษว่าเขาไม่เข้าใจก็ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เริ่นเหอต้องการจะหาคือเงินในระยะยาว การจะเป็นคนรวยผู้สุขสบายได้ก็ต้องมีช่องทางทำเงินที่ไหลมาไม่ขาดสาย ถือเป็นการปูทางถอยให้ตัวเองด้วย เริ่นเหอเข้าใจดีถึงความกังวลของโจวอู๋เมิ่ง เพราะคนอย่างโจวอู๋เมิ่งนั้นน้อยครั้งมากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารจัดการในระดับนี้ เพราะเขาไม่อยากจะทุ่มเทสมาธิไปกับเรื่องพวกนั้น
อีกอย่าง ทำไมอีกฝ่ายต้องเข้ามายุ่งเรื่องของคุณด้วยล่ะ? แค่ขายลิขสิทธิ์ไปแล้วรอหักค่าคอมมิชชัน แบบนั้นมันง่ายกว่าตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ?
เริ่นเหอกล่าวว่า “ท่านไม่เคยคิดบ้างเหรอครับ ว่าผลงานของผมย่อมไม่ได้มีแค่คุนหลุนเรื่องเดียวแน่ๆ ผมเรียกมันว่าไตรภาคซานไห่จิง ซึ่งประกอบด้วย คุนหลุน ชางไห่ และหลิงเฟยจิง เนื้อเรื่องภาคต่อผมมีโครงเรื่องคร่าวๆ หมดแล้ว ท่านไม่คิดจะเพิ่มโครงการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับเครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่งบ้างเหรอครับ? ยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตกำลังพัฒนา สื่อสิ่งพิมพ์จะต้องซบเซาลงอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นเครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่งจะเดินไปทางไหนต่อ?”
“ให้ฉันขอกลับไปคิดดูก่อน” โจวอู๋เมิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด เขามีวิจารณญาณของตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะคล้อยตามเพียงเพราะคำพูดแค่ประโยคสองประโยคของเริ่นเหอ เขาจำเป็นต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เริ่นเหอยิ้ม เขาเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร แต่ในวินาทีนั้นเอง เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้...
เวรเอ๊ย เกือบจะมองข้ามปัญหาสำคัญไปอย่างหนึ่ง ถ้าเขาไปร่วมมือกับคนอื่นเปิดบริษัทแบบนี้ ถึงแม้ว่าในอนาคตเงินจะไหลมาเทมาไม่ขาดสายก็จริง แต่นั่นมันคือผลประโยชน์ที่เกิดจากพื้นฐานของเรื่องคุนหลุนหรือผลงานอื่นๆ นี่หว่า แบบนี้มันจะไม่โดนภารกิจลงทัณฑ์เหรอ? งั้นก็ปวดกบาลชิบ!
เขาถามระบบทัณฑ์สวรรค์ในหัว “ถ้าเปิดบริษัทรับเงินปันผลแบบนี้ จะมีภารกิจลงทัณฑ์ไหม?”
“มี หากขึ้นเป็นผู้ถือหุ้น ทุกยอดรายรับของบริษัทจะถูกแปลงเป็นหนึ่งภารกิจ”
เชี่ย... จบเห่ ตอนนี้เองที่เริ่นเหอเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเปิดสิ่งที่เรียกว่าสตูดิโอเพลง หรือบริษัทสื่ออะไรเทือกนั้น มันใช้ไม่ได้ผลกับเขาเลย! ต่อให้คิดจะเปิดบริษัท ก็ต้องไปเปิดในสายงานอื่น ไม่อย่างนั้นก็รอทำภารกิจรายวันได้เลย!
เริ่นเหอพลันเงยหน้าขึ้นพูด “เอาเป็นว่าท่านไม่ต้องพิจารณาแล้วครับ เอา 6 ล้านหยวนนี่แหละ!”
ในแวดวงบันเทิงสำหรับตัวเขาแล้ว ธุรกิจที่คุ้มค่าที่สุดก็คือธุรกิจแบบซื้อขายทีเดียวจบ! ก่อนหน้านี้เขายังเคยคิดอยู่เลยว่า ทำไมไม่ว่าจะหาเงินได้มากเท่าไหร่ ระดับของภารกิจดูเหมือนจะเท่าเดิมตลอด ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้ค่าต้นฉบับทั้งเล่มของเขาถูกรวบจ่ายมาในครั้งเดียว มันก็คงเป็นแค่ภารกิจเดียวเท่านั้นเอง!
ตอนนี้เขาถึงได้เข้าใจ ที่แท้ระบบทัณฑ์สวรรค์มารอดักเขาอยู่ตรงนี้นี่เอง ความหมายของระบบทัณฑ์สวรรค์ชัดเจนมาก: รับค่าต้นฉบับกับค่าลิขสิทธิ์ไปเงียบๆ ก็พอแล้ว อย่าโลภ เรื่องเปิดบริษัทอะไรนั่นน่ะ แกไม่ต้องคิดเลย!
บ้านแกสิ! ระบบเฮงซวยนี่จะขี้โกงไปกว่านี้อีกได้ไหม?
เริ่นเหอเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ระบบทัณฑ์สวรรค์นี่กำลังกังวลว่าเขาจะผูกขาดวงการบันเทิงสินะ! มันอยากให้เขาช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านวัฒนธรรมและบันเทิงให้กับโลกคู่ขนานใบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าเขาจะสร้างการผูกขาดที่แท้จริงขึ้นมา แล้วนั่งสูบเลือดสูบเนื้อจากคนอื่น
ช่างมีเจตนาดีอันลึกล้ำเสียจริง...
เอาเถอะ เรื่องการสร้างธุรกิจคงต้องฝากความหวังไว้ที่เจ้าอ้วนสวี่นั่วแล้ว ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วตัวเองจะสามารถฝ่าฟันหาทางรอดในแวดวงอินเทอร์เน็ตได้หรือไม่
เขาถามระบบทัณฑ์สวรรค์ต่อ “เอ่อ ที่ท่านอยากจะเติมเต็มก็คือเรื่องในแวดวงวัฒนธรรมใช่ไหมครับ งั้นผมไปทำเกมทำเว็บไซต์ก็ไม่เป็นไรใช่ไหม? ทำของพวกนี้จะมีบทลงโทษด้วยรึเปล่า? ถ้าท่านบอกว่ามีเหมือนกัน แบบนี้ก็คงไม่ต้องทำมาหากินกันแล้ว!”
จริงๆ แล้วเงื่อนไขการลงทัณฑ์ของระบบทัณฑ์สวรรค์ตั้งแต่แรกก็คือ: การใช้ความรู้จากชาติที่แล้วจะมีบทลงโทษ นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเริ่นเหอจะต้องการทำเว็บไซต์หรือเกม เขาก็ต้องใช้ความรู้จากชาติที่แล้วอยู่ดี
แต่เมื่อเริ่นเหอตระหนักได้ว่าระบบทัณฑ์สวรรค์นี้มีความคิดเป็นของตัวเอง เขาก็เลยคิดจะลองต่อรองดู... ใช้ไม้อ่อนเข้าสู้ อธิบายด้วยเหตุผล เริ่มจากการคร่ำครวญก่อนเลย!
“ท่านดูสิครับ อุตส่าห์ได้ทะลุมิติมาทั้งที คนอื่นเขาเทพกันสุดๆ มีแต่ผมนี่แหละที่โดนท่านจับตาดูอยู่ ท่านช่วยให้สิทธิพิเศษอะไรหน่อยไม่ได้เหรอครับ? ผมก็แค่จะทำเกมหรือเว็บไซต์อะไรพวกนี้ ท่านก็ช่วยอลุ่มอล่วยหน่อยเถอะ?” ตอนที่พูดกับระบบทัณฑ์สวรรค์ เริ่นเหอก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไรตัวเองก็ไม่มีต้นทุนอะไรไปต่อรองกับอีกฝ่ายเลย นั่นคือตัวตนที่สั่งให้นกเขาไม่ขันกี่วันก็ต้องเป็นไปตามนั้น จะมาสนใจเรื่องแค่นี้ของเขาเหรอ?
แต่อย่างน้อยก็ต้องมีความหวังกันบ้างสิ...
ความเงียบอันยาวนาน... เริ่นเหอรู้สึกว่าระบบทัณฑ์สวรรค์เงียบไปน่าจะถึงหนึ่งนาที ใจคอไม่ดีเลยโว้ย
ทันใดนั้นระบบทัณฑ์สวรรค์ก็เอ่ยขึ้น “ในขอบเขตอื่น เปลี่ยนแปลงเป็น หลังจากมีคุณสมบัติพร้อมดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว จะมอบภารกิจให้เพียงครั้งเดียว”
เอ๊ะ นี่เราต่อรองสำเร็จจริงๆ เหรอ?! หมายความว่าถึงแม้จะยังมีภารกิจอยู่ แต่หลังจากที่สามารถเปิดดำเนินการได้แล้ว จะมีภารกิจมาแค่ครั้งเดียว พอทำเสร็จก็สามารถนอนตีพุงสบายใจได้เลยงั้นเหรอ?
แบบนั้นก็โอเคเลยสิวะ!
และมาถึงตอนนี้ เริ่นเหอก็ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้วว่า ทัณฑ์สวรรค์นี้มีความคิดเป็นของตัวเองจริงๆ ตราบใดที่ยังคุยกันด้วยเหตุผลได้ ทุกอย่างก็ต่อรองได้ทั้งนั้น
อารมณ์ของเริ่นเหอพลันสดใสขึ้นมา อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ได้ตัดหนทางทำมาหากินของเขาทั้งหมด
แต่ทางด้านอารมณ์ของโจวอู๋เมิ่งกลับไม่ค่อยดีนัก เมื่อครู่นี้เขากำลังขบคิดเรื่องบริษัทร่วมทุนอย่างจริงจัง ใช่แล้ว ถ้าเริ่นเหอสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้อย่างต่อเนื่อง อนาคตของบริษัทนี้จะต้องสดใสอย่างแน่นอน
ตอนนี้คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจตรวจสอบองค์กรรัฐวิสาหกิจอย่างเครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่งเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ มีการตั้งเป้าชี้วัดเรื่องผลกำไรด้วย ต้องรู้ไว้ว่าเขาคือประธานกรรมการของเครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่ง ควบตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร!
ดังนั้นถ้าสามารถทำเงินได้มากขึ้นจริงๆ และยังสามารถทำให้ผลงานคลาสสิกอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง ไม่ให้ถูกนำไปสร้างเป็นหนังห่วยๆ ได้ โจวอู๋เมิ่งย่อมยินดี
ทว่า... เริ่นเหอกลับบอกว่าช่างมันเถอะ...
หน้าของโจวอู๋เมิ่งก็พลันดำคล้ำลงทันที “คิดว่ามาล้อคนแก่อย่างฉันเล่นแล้วมันสนุกนักหรือไง?”
“ไม่มีทางครับ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ ใครจะกล้าล้อท่านเล่นล่ะครับ คือผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นอยู่เลย ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นในอนาคตจะไปสร้างสรรค์สังคมนิยมได้อย่างไร? จะไปเป็นอิฐเป็นปูนเสริมสร้างความเจริญให้ปิตุภูมิได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นตอนนี้จะมาเสียสมาธิกับเรื่องพวกนี้มากเกินไปไม่ได้ครับ...” พอเห็นว่าโจวอู๋เมิ่งกำลังจะระเบิด เริ่นเหอก็รีบอธิบาย
พอโจวอู๋เมิ่งได้ยินเริ่นเหอเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง เขาก็แทบจะสำลักลมหายใจ! เชื่อก็บ้าแล้ว! แกเนี่ยนะดูเหมือนคนที่ตั้งใจเรียน? ถ้าแกตั้งใจเรียนจริง ฉันจะควักลูกตาตัวเองออกมาเลย!
เพียงแต่... ประโยคเมื่อกี้ทำไมมันฟังดูคุ้นๆ จังนะ? เหมือนกับว่าเมื่อคืนตอนอยู่บนโต๊ะอาหาร หลานสาวสุดที่รักของเขาจะเคยพูดถึงตอนที่พูดเรื่องนักร้องหน้าใหม่สองคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมา? คืนนี้กลับบ้านไปต้องลองถามหลานรักดูเสียหน่อยแล้ว