- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 63: แม่ยายมาแล้ว?
บทที่ 63: แม่ยายมาแล้ว?
บทที่ 63: แม่ยายมาแล้ว?
วันต่อมา เริ่นเหอทำภารกิจวิ่งระยะไกล 5,000 เมตรบวกกับวิดพื้นสำเร็จลงด้วยดี เล่นเอาเขาเหนื่อยแทบรากเลือด แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาก็ถือว่ามีสกิลติดตัวเป็นของตัวเองแล้ว... ยาอาเจียน!
แม่มเอ๊ย ฟังดูไม่เห็นจะเจ๋งตรงไหนเลย?!
ของขวัญย้อนเวลาของฉันนี่มันต้องเป็นของแถมจากการเติมเงินมือถือแน่ๆ คนอื่นเขาเทพซ่ากันถ้วนหน้า มีแต่ฉันที่ต้องมาเจอกับระบบทัณฑ์สวรรค์สุดปวดกบาลนี่!
แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลยล่ะวะ นี่ก็ถือเป็นทักษะประหลาดๆ อย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าในอนาคตถ้ามีคนอาเจียนอยู่ข้างๆ ฉันบ่อยๆ จะมีใครจับพิรุธได้หรือเปล่า?
ช่างมันเถอะ ยังไงฉันก็ไม่ได้ใช้บ่อยขนาดนั้น ขอแค่เจอคนประเภทหลี่ลั่วเหอกับหลิวอิงไห่ให้น้อยลงก็พอ สังคมสันติสุข ยึดหลักความสมานฉันท์เป็นสำคัญ!
พอปิดเทอมฤดูหนาว ที่บ้านก็ยังคงมีเขาอยู่คนเดียว พ่อกับแม่ของเริ่นเหอยุ่งเสียจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเริ่นเหอปิดเทอมแล้ว หรือไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าปิดเทอมฤดูหนาวกันเมื่อไหร่ ดังนั้นเขาจึงยังคงมีอิสระเสรี
แค่ทำภารกิจอีกอย่างเดียวในวันพรุ่งนี้ ก็ออกเดินทางได้แล้ว!
แต่แล้วในตอนนั้นเอง สวี่นั่วก็โทรศัพท์เข้ามา “เริ่นเหอ บ้านแกมีคนอยู่ไหม ช่วยด้วย!”
“เกิดอะไรขึ้น พ่อแกโทรไปหาหลี่ลั่วเหอเหรอ?” เริ่นเหอประหลาดใจ หลี่ลั่วเหอไม่ได้เสียสติไปแล้วเรอะ สภาพแบบนั้นยังจะฟ้องเรื่องผลการเรียนกับผู้ปกครองได้อีกเหรอ?
“เรื่องมันยาว ไม่ใช่เรื่องผลการเรียน แต่พ่อฉันดันไปรู้จากลูกพี่ลูกน้องว่าฉันแอบไปช่วยพี่เขาทำงาน ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ก็โมโหขึ้นมา บอกว่าฉันเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระ ไม่ยอมเรียนหนังสือ แล้วยังบอกอีกว่าที่ผลการเรียนฉันตกต่ำก็เพราะเรื่องนี้!” น้ำเสียงของสวี่นั่วเต็มไปด้วยความปวดกบาล
“แล้วจะให้ช่วยยังไงวะ” เริ่นเหอก็ปวดกบาลตามไปด้วย ใครจะไปห้ามพ่อตีลูกได้กันเล่า? ขนาดตำรวจยังไม่ค่อยจะยุ่งเรื่องแบบนี้เลย เขาปลอบใจไปแบบอ้อมๆ “ไม่เป็นไรหรอก ทนโดนซะหน่อยเดี๋ยวก็จบ...”
“ประเด็นคือพ่อฉันทุบคอมพิวเตอร์พังไปแล้ว อนาคตฉันจะทำยังไงดี!”
อ้อ... เรื่องนั้นขี้ปะติ๋ว เริ่นเหอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรน่า เอาคอมฉันไปใช้ก่อนก็ได้”
อันที่จริง เขากะว่าจะซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ให้สวี่นั่วโดยตรงเลยด้วยซ้ำ เงินทองในชาตินี้ไม่ได้มีความหมายกับเขาสักเท่าไหร่ การเอาเงินที่หามาได้มาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ช่วยทำความฝันของเพื่อนให้เป็นจริงไปด้วย ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
ตอนบ่าย เดิมทีเขานัดกับหยางซีไว้ว่าจะไปซ้อมร้องเพลงบนดาดฟ้า แต่พอสวี่นั่วมาเจอเรื่องแบบนี้เข้า เริ่นเหอเลยลากหยางซีไปที่ห้างคอมพิวเตอร์เพื่อซื้อโน้ตบุ๊กแทน ตอนนี้ในบัตรของเขามีเงินอยู่สองล้านกว่า ด้วยนิสัยเศรษฐีใหม่ของเขา แน่นอนว่าต้องใช้เงินฟาดให้สะใจ...
เป็นเศรษฐีใหม่ก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นเศรษฐีใหม่สิ!
เขาไม่เพียงแต่ซื้อโน้ตบุ๊กที่ดีที่สุดเท่าที่เมืองเล็กๆ อย่างลั่วเฉิงจะมีขายให้สวี่นั่ว แต่ยังถือโอกาสเปลี่ยนของตัวเองด้วย เขาพยายามจะซื้อให้หยางซีเครื่องหนึ่ง แต่หยางซีก็ไม่ยอมรับท่าเดียว
หยางซีถามอย่างสงสัย “เธอไปเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้มาจากไหน?”
“ก็พี่สาวเธอซื้อเพลงฉันไป 3 เพลงไง ลืมแล้วเหรอ แล้วก็มีค่าต้นฉบับของคุนหลุนด้วย” เริ่นเหอไม่ได้ปิดบังอะไร เพียงแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าการเขียนนิยายของเขามันทำเงินได้ขนาดไหนก็เท่านั้น
“ตอนนี้เธอดูเหมือนพวกเศรษฐีใหม่เลยนะ” หยางซีมองเริ่นเหอแล้วยิ้ม
“นี่ยังแค่จิ๊บๆ ถ้าฉันได้เป็นเศรษฐีใหม่จริงๆ ขึ้นมานะ ฉันจะเลือกแต่ของที่แพงที่สุด ไม่ใช่ของที่เหมาะที่สุด ซื้อบ้านทิ้งไว้สักสองสามหลังรอราคาขึ้น อยู่เองหลังนึง ที่เหลือก็นอนเก็บไว้เฉยๆ...” เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี
“พอเลยๆ” หยางซีผลักเขาเดินออกจากห้างคอมพิวเตอร์ “เธอกับสวี่นั่วสนิทกันมากจริงๆ นะ ถึงได้ให้ของแพงขนาดนี้”
“นี่เรียกว่าการลงทุนระยะยาว พวกเธออาจจะมองว่าเจ้าอ้วนคนนั้นดูซื่อบื้อ แต่ฉันว่าเขาเป็นของล้ำค่าเลยนะ แผนการในอนาคตอีกหลายอย่างอาจจะต้องพึ่งเขาเลยก็ได้” เริ่นเหออธิบาย “การศึกษาของประเทศเรามันไม่ส่งเสริมความสามารถเฉพาะทางเลยสักนิด เจ้าเด็กนั่นเรียนรู้ด้วยตัวเองจนเริ่มรับงานได้แล้ว นี่ถ้ามีคนคอยสอนอย่างจริงจัง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ก็ได้”
หลังจากที่เริ่มคบกันแบบงงๆ เมื่อคืนนี้ หยางซีก็พบว่าเริ่นเหอเป็นคนที่ช่างจ้อจริงๆ แต่นี่คือรักครั้งแรกของหยางซี เธอจึงรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าดีไปเสียทุกอย่าง
เด็กหนุ่มมหัศจรรย์
เมื่อคืนนี้ ซ่งฉือ เพื่อนสนิทของเธอโทรมาคุยเรื่องเนื้อเรื่องของคุนหลุนด้วยกัน ทุกครั้งที่อีกฝ่ายชมหนังสือเล่มนี้ หยางซีก็จะเออออตามไปด้วย “อื้มใช่ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ”
พูดไปพูดมาตัวเองก็หลุดขำออกมา ดูเหมือนจะติดนิสัยหน้าไม่อายมาจากเริ่นเหอเสียแล้ว แต่ความรู้สึกแบบนี้ ก็เหมือนกับผลไม้ที่หอมหวานที่สุดซึ่งได้ลิ้มลองยามจมดิ่งอยู่ในห้วงฝันอันงดงามของวัยเยาว์
ทุกคนล้วนต้องมีความรัก ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หยางซีรู้สึกขอบคุณที่ได้พบกับเริ่นเหอในวัย 16 ปี หลายปีต่อมา เมื่อเธอย้อนนึกถึงช่วงเวลาในวัย 16 ปี ก็รู้สึกว่าเรื่องราวน่าประหลาดใจทั้งหมดในชีวิตของเธอล้วนเริ่มต้นขึ้นในปีนั้น
ตอนเย็น เมื่อเริ่นเหอพาหยางซีไปนัดเจอกับสวี่นั่วเพื่อทานข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารเล็กๆ หน้าบ้านของหยางซี และเมื่อเริ่นเหอวางโน้ตบุ๊กรูปทรงสวยงามลงในอ้อมแขนของเจ้าอ้วน เจ้าอ้วนก็แทบจะร้องไห้ออกมา “นี่มันต้องเป็นของใหม่แน่ๆ ของมือสองไม่มีทางเป็นแบบนี้”
“แกอย่าร้องไห้ออกมาเชียวนะ เดี๋ยวคนอื่นเห็นจะเข้าใจผิดว่าฉันกับแกมีเรื่องอะไรกัน” เริ่นเหอรีบขัดจังหวะซาบซึ้งของเจ้าอ้วน “บอกกันตรงๆ เลยว่านี่คือการลงทุน ฉันเล็งเห็นความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมของแก แกเองก็อย่าทิ้งพรสวรรค์ของตัวเองไปล่ะ รู้ไหม สังคมนี้จะต้องก้าวเข้าสู่ยุคของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน อย่าไปสนว่าตอนที่ฟองสบู่แตกครั้งก่อนมันจะน่ากลัวขนาดไหน นี่คือเส้นทางประวัติศาสตร์ที่อนาคตต้องเดินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันอยากจะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนั้น และแก อาจจะเป็นกำลังสำคัญที่สุดของฉันในการไล่ตามยุคสมัย เพราะฉะนั้นแกต้องพัฒนาตัวเองให้พร้อม และรอคอยโอกาสไปพร้อมกับฉัน”
สวี่นั่วถึงกับมึนไปกับคำพูดของเริ่นเหอ เด็กหนุ่มวัย 16 ปีที่ไหนจะเคยคิดเรื่องพวกนี้ เขาถึงกับฟังไม่ค่อยเข้าใจด้วยซ้ำ
แต่เขาก็รู้สึกว่าในอนาคตจะต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ๆ ดังนั้นเพื่ออนาคตที่เริ่นเหอพูดถึง เขาจะต้องพยายามให้มากขึ้น
“กินๆๆ ปิดเทอมเพิ่งจะเริ่มเอง ใช้ชีวิตให้สนุกสิ!” เริ่นเหอพูดอย่างร่าเริง “แต่ดูแล้วแกก็ไม่โดนตีนี่ พ่อแกใจดีเป็นพิเศษเหรอรอบนี้?”
“แม่ฉันห้ามไว้ ก็เพราะเมื่อตรุษจีนปีที่แล้วพ่อตีหนักเกินไป แม่เลยกลัวว่าปีนี้จะเผลอตีฉันจนเดี้ยงไปเลย...” สวี่นั่วพูดอย่างเศร้าสร้อย
แม่มเอ๊ย นี่มันใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อเรียนเขียนโปรแกรมเลยนี่หว่า เริ่นเหอจิ๊ปาก “โน้ตบุ๊กเครื่องนี้แกซ่อนให้ดีๆ ล่ะ พังอีกเครื่องไม่เป็นไรหรอก แต่ฉันกลัวแกจะตายก่อนวัยอันควรนี่สิ”
ระหว่างทางกลับบ้านพร้อมหยางซี เริ่นเหอพลันสังเกตเห็นว่าหยางซียืนนิ่งอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ไม่ไกลจากเธอ มีหญิงวัยกลางคนท่าทางสง่างาม แต่งตัวสะอาดสะอ้านยืนอยู่อย่างเงียบๆ สายตาของอีกฝ่ายกวาดมองระหว่างเขากับหยางซี ตอนที่มองหยางซี ในแววตามีความอ่อนโยนฉายชัด แต่ตอนที่มองมาทางเขา รังสีอำมหิตกลับพุ่งตรงเข้าใส่หน้าเริ่นเหอเต็มๆ...
ดูจากการแต่งตัวและบุคลิกแล้ว อีกฝ่ายน่าจะเป็นชนชั้นสูงในสังคม ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว... นี่คงไม่ใช่ว่าพ่อตาเพิ่งจะไป แม่ยายก็มาแทนแล้วหรอกนะ!?