- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 62: จดหมายรักของจริง
บทที่ 62: จดหมายรักของจริง
บทที่ 62: จดหมายรักของจริง
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในโลกคู่ขนานนั้นดีมาก ถึงขนาดที่ว่าจนถึงตอนนี้เรื่อง ‘คุนหลุน’ ก็ยังไม่มีการลงเป็นตอนๆ ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลับกลายเป็นข้อจำกัดในการเผยแพร่ชื่อเสียงของคุนหลุนไปส่วนหนึ่ง
แม้หลายพื้นที่นอกเขตปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ยจะรู้แล้วว่ามีนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างบ้าคลั่ง แต่พวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้อ่าน คนที่อยากอ่านทำได้เพียงฝากเพื่อนที่อยู่ในพื้นที่นั้นช่วยส่งมาให้ ซึ่งก็ถือเป็นส่วนน้อย
แต่เริ่นเหอกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ปัญหา เพราะไม่ช้าก็เร็ว คุนหลุนจะต้องโด่งดังไปทั่วประเทศจีนอย่างแน่นอน
ทุกคนในห้องจัดเลี้ยง ยกเว้นหยางซี ไม่มีใครรู้เลยว่านักเขียนนิยายที่พวกเขากำลังถกกันอยู่นั้นก็นั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย ส่วนหยางซีก็ได้แต่มองเริ่นเหอที่กำลังนั่งฟังคนอื่นวิจารณ์นิยายของตัวเองอย่างออกรส แถมยังพยักหน้าเป็นพักๆ พร้อมกับพูดว่า “อืม นิยายเรื่องนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ พวกนายตาถึงมาก”
เธอเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้!
ทำไมถึงมีคนหน้าไม่อายแบบนี้อยู่บนโลกได้นะ?!
พอมีคนบอกว่าคุนหลุนเขียนได้ดี เริ่นเหอก็จะพูดเสริมอยู่ข้างๆ ว่า “อืมๆๆ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
สรุปคือเขาไม่กลัวเลยว่าในห้องนี้จะมีคนที่รู้ความจริงอยู่สินะ… หยางซีที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ พลางมองใบหน้าด้านข้างของเริ่นเหอ กลับรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องน่าสนุกอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว อัจฉริยะด้านดนตรีที่หันมาเขียนนิยายกำลังภายในก็ยังดังเป็นพลุแตก ถ้าคนแบบนี้ไม่มีนิสัยแปลกๆ สักหน่อย หยางซีคงรู้สึกว่าเขาดูไม่เหมือนคนจริงๆ
อีกอย่าง นี่อาจจะไม่เรียกว่านิสัยแปลกๆ ก็ได้
ระหว่างนั้นเริ่นเหอยังได้รู้อีกว่า หวงฝู่จู๋รื่อคนนี้เป็นผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมตัวยงจริงๆ แต่พอเหล้าเข้าปากเขาก็พูดความจริงออกมาว่า เพราะปัญหารูปร่างของเขา ทำให้มักจะโดนคนอื่นหัวเราะเยาะอยู่บ่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอยู่ดี
ส่วนเซี่ยอวี่ถิงนั้นเคยเข้าร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ทุนต่ำมาบ้างแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งเทอมแรก และยังมีเพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เอาแต่เที่ยวเล่นกินดื่มในปักกิ่ง ระหว่างกินข้าวก็เอาแต่แอบมองเซี่ยอวี่ถิง ไม่แน่ว่าที่เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปักกิ่งก็อาจจะเป็นเพราะเซี่ยอวี่ถิง
บรรยากาศการพูดคุยสัพเพเหระแบบนี้ทำให้เริ่นเหอรู้สึกสบายใจมาก ตอนที่งานเลี้ยงใกล้จะเลิก เขาก็ตบไหล่ของหวงฝู่จู๋รื่ออย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ไอ้รื่อ ถ้ามีโอกาสจริงๆ ฉันจะพานายไปเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมด้วยกันนะ”
แต่ไม่มีใครใส่ใจคำพูดนี้ ยกเว้นต้วนเสี่ยวโหลว
ตอนกลางคืน หลังจากแยกย้ายกัน เริ่นเหอก็ไล่สวี่นั่วกลับไปก่อน แล้วเดินไปส่งหยางซีที่บ้าน จู่ๆ หยางซีก็ยิ้มแล้วถามขึ้นมาว่า “คุนหลุนจะจบเมื่อไหร่? หลิ่วอิงอิงกับเหลียงเซียวได้คู่กันไหม?”
เธอหมายถึงพระเอกนางเอกในเรื่องคุนหลุน และถามในสิ่งที่เธอสนใจใคร่รู้
เริ่นเหอชะงักไปครู่หนึ่ง เขานึกว่าหยางซีลืมเรื่องนี้ไปแล้วเสียอีก เพราะตอนนั้นเขาแค่พูดถึงมันผ่านๆ เท่านั้น ถึงได้กล้าชมคุนหลุนอย่างหน้าไม่อายเมื่อกี้นี้…
เฮ้อ นี่มันน่าปวดกบาลชะมัด…
“เอ่อ… คุนหลุนน่าจะเหลืออีกสามสิบกว่าตอนถึงจะจบ ทั้งหมดมี 950,000 ตัวอักษร ส่วนคำถามของเธอ… ไม่สปอยล์ดีกว่านะ” เริ่นเหอได้แต่เจื่อนๆ พลางขยับปากพูดไม่ออก ไม่คิดว่าเธอจะไม่เพียงแต่จำได้ว่าเขาเป็นคนเขียนคุนหลุน แต่ยังตั้งใจอ่านมันด้วย
แต่แล้วหยางซีกลับหัวเราะออกมาเสียงดัง “เอาล่ะๆ นายไม่ต้องอึดอัดหรอก ฉันว่าเมื่อกี้นายน่าสนใจดีออก”
เริ่นเหอเกาคางแล้วก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน “ร้ายนักนะเธอ รู้ตั้งแต่แรกแต่กลับแอบดูฉันทำอะไรตลกๆ อยู่ข้างๆ”
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว มาพูดถึงแผนของนายดีกว่า” หยางซีหยุดเดินใต้แสงไฟถนน เธอยังคงรอคอยอยู่เสมอว่าเริ่นเหอจะมอบเซอร์ไพรส์อะไรให้เธอในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวนี้
“แผนการน่ะเหรอ ความลับสวรรค์ห้ามเปิดเผย ถึงเวลาเดี๋ยวเธอก็รู้เอง!” เริ่นเหอทำเป็นมีความลับ “อีก 2 วันเราจะออกเดินทางจากลั่วเฉิงกัน!”
“ไปไหน?”
“เป็นความลับ!”
“นี่ บอกมาเร็วๆ นะ!” หยางซีแสร้งทำเสียงดุ
“บอกไม่ได้ บอกไปก็ไม่ใช่เซอร์ไพรส์สิ” เริ่นเหอเดินต่อไปข้างหน้า แต่กลับถูกหยางซีดึงแขนไว้
เด็กหนุ่มและเด็กสาวต่างจ้องมองกันภายใต้แสงไฟถนนสีเหลืองนวล เวลาราวกับหยุดนิ่งอยู่ที่นี่ หัวใจของหยางซีพลันสับสนวุ่นวาย แสงไฟนีออนยามค่ำคืนที่อยู่เหนือศีรษะดูราวกับความฝันหลากสีสัน
“รอเดี๋ยวนะ” จู่ๆ เริ่นเหอก็พูดขึ้น จากนั้นเขาก็วิ่งไปซื้อกระดาษจดหมายกับปากกาจากซูเปอร์มาร์เก็ตข้างๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างบนเคาน์เตอร์ของร้าน หยางซียืนนิ่งอยู่ใต้แสงไฟ ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร หรือว่าจู่ๆ ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะแต่งเพลงขึ้นมา?
เริ่นเหอแต่งเพลงไปแล้ว 5 เพลง ยังเหลืออีก 5 เพลงตามที่เขาสัญญาไว้ ดังนั้นหยางซีจึงอยากรู้มาตลอดว่า 5 เพลงที่เหลือจะเป็นเพลงแบบไหน ครั้งนี้จะเป็นเพลงอะไรกันนะ? หยางซีเริ่มตั้งตารอ
ไม่นานเริ่นเหอก็วิ่งกลับมา เขายื่นกระดาษจดหมายที่พับไว้อย่างดีให้กับหยางซี จู่ๆ หยางซีก็รู้สึกขำนิดๆ คนคนนี้ทุกครั้งที่ให้โน้ตเพลงกับเธอ ต้องทำให้เหมือนกับส่งจดหมายรักทุกทีสิน่า
เธอดึงกระดาษมาแล้วคลี่ออก แต่แล้วก็ต้องชะงักไปอีกครั้ง… ครั้งนี้… เป็นจดหมายรักจริงๆ งั้นเหรอ
ไม่มีบรรทัดห้าเส้น ไม่มีตัวโน้ต มีเพียงข้อความสั้นๆ
ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าอ่าน เสียงของเริ่นเหอก็ดังขึ้นข้างหู “เธอกำลังเริงระบำอยู่บนเวที ท่ามกลางความภาคภูมิใจและความงดงามของตัวเอง ส่วนฉันได้แต่เงียบงันอยู่ในความมืดมิดนอกเวทีของเธอ ฉันเคยปรารถนาที่จะใช้เวลาอันแสนสั้นที่มีอยู่ทั้งหมด เพียงเพื่อเฝ้ามอง เฝ้ามอง และเฝ้ามอง จนกว่าร่างกายของฉันจะกลายเป็นรูปสลักหรือธุลีดินไปตามกาลเวลา แต่เมื่อฉันไม่อาจทนต่อความโดดเดี่ยวและความเงียบเหงาในความมืดมิดนี้ได้อีกต่อไป ฉันจึงหยิบช่อดอกลิลลี่ที่ยังคงเบ่งบานมาเนิ่นนาน วางไว้ข้างดวงไฟเพียงหนึ่งเดียว
เห็นกลีบดอกไม้ที่ปลิวไสวไปตามลมนี้ไหม? โปรดมองตาฉันก่อนที่กลีบสุดท้ายจะร่วงหล่นเป็นเถ้าธุลี…”
หยางซีเงยหน้าขึ้นสบตากับเริ่นเหอโดยตรง เริ่นเหอพลันยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่ขาวสะอาดเรียงเป็นระเบียบ ดูเหมือนคนโง่ที่แสนซื่อ “ฉันชอบเธอ”
“ฉันก็เหมือนกัน” ในตอนนี้จิตใจของหยางซีสงบนิ่งอย่างที่สุด เธอเคยจินตนาการถึงฉากแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง เธอก็พลันตระหนักได้ว่า ลึกๆ ในใจเธอนั้นยอมรับทุกอย่างไปนานแล้ว
ทว่าจู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมาอีกว่า “ฉันได้ยินมาว่าเมื่อก่อนนายเคยแอบชอบต้วนเสี่ยวโหลวเหรอ?”
“เฮ้ย นี่เธอเปลี่ยนหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหนังสืออีกนะเนี่ย?” เริ่นเหอหน้าดำทะมึน
“อะไรกัน ร้อนตัวเหรอ?” หยางซีเงยหน้าขึ้นจ้องมองดวงตาของเริ่นเหออย่างสงสัย “เคยแอบชอบก็เคยแอบชอบสิ มีอะไรน่าอายไม่กล้ายอมรับ”
“ไปๆๆ ไปส่งเธอกลับบ้าน” เริ่นเหอเร่งฝีเท้าแล้วหันหลังเดินหนีทันที เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่านั่นเป็นเรื่องราวก่อนที่เขาจะย้อนเวลามา อันที่จริงแล้วต้วนเสี่ยวโหลวไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่เขาชอบหลังจากย้อนเวลามาแล้ว แต่เรื่องพวกนี้ก็อธิบายไม่ได้อยู่ดี
แต่หยางซีไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่รักอิสระแค่ไหน ในเรื่องแบบนี้ก็ไม่ต่างกัน เธอหัวเราะตามหลังมา “ก็ได้ๆๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้วก็ได้ใช่ไหมล่ะ? งั้นนายบอกมาสิว่าอีกสองวันจะหลอกฉันไปที่ไหน?”
“เป็นความลับ ถึงเวลาเดี๋ยวเธอก็รู้เอง!” เริ่นเหอยังคงไม่ยอมบอก สำหรับเขาแล้ว นี่คือการเดินทางตามความฝันในวัยเด็กที่เคยมี ในชาติก่อนเขาไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้ แต่ครั้งนี้ เขาจะพาหยางซีไปด้วยกัน!
ในขณะนั้นเอง ระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ประกาศภารกิจขึ้นมา “ภารกิจ: สร้างสรรค์ผลงานหนึ่งชิ้น กำหนดเวลา 1 เดือน หากไม่สำเร็จ บทลงโทษคืออวัยวะเพศไม่แข็งตัว 100 วัน” ภารกิจนี้ปรากฏขึ้นเพราะเริ่นเหอไปลอกเนื้อหาจดหมายรักฉบับนั้นมาจากนิยายเรื่อง ‘สื่อเจียนเตอะเซ่าเหนียน’ ในชาติก่อน แต่ไอ้บทลงโทษที่เปลี่ยนไปกะทันหันนี่มันคือเชี่ยอะไรวะ?! นี่มันบทลงโทษบ้าบออะไรกัน? เฮียเพิ่งจะมีแฟนนะโว้ย แล้วแกก็เปลี่ยนบทลงโทษมาเป็นแบบนี้เนี่ยนะ ตั้งใจหาเรื่องกันชัดๆ?!
ดูท่าจะไม่ยอมให้เขาได้อยู่อย่างสงบสุขจริงๆ เพิ่งจะคิดว่าจะพักมือก่อนแท้ๆ ภารกิจก็โผล่มาทันที แต่ครั้งนี้ระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ยังไว้หน้าอยู่บ้างที่ให้เวลานานถึงหนึ่งเดือน!
เริ่นเหอนับวันยิ่งรู้สึกว่าระบบทัณฑ์สวรรค์นี่มันมีความคิดเป็นของตัวเอง