- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 33: เธอผู้เด็ดดาว
บทที่ 33: เธอผู้เด็ดดาว
บทที่ 33: เธอผู้เด็ดดาว
ปั่นต้นฉบับชดใช้ที่ติดค้างไว้ 21 บท ต่อให้เป็นความเร็วในการพิมพ์ของเริ่นเหอก็ยังแทบกระอักเลือด สุดท้ายเขาต้องใช้เวลาถึง 4 วันเต็มกว่าจะชดใช้หนี้ทั้งหมดได้ พอทำเสร็จก็ยังมีคนแห่กันมาแซว “กวางโง่ คราวหน้าจะเล่นเกมอีกเมื่อไหร่?!”
เล่นกับผีสิ แทบจะเล่นจนตัวเองตายอยู่แล้ว...
แต่เมื่อมีการอัปเดตจำนวนมาก ยอดโดเนทก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่วนยอดสั่งซื้อยิ่งเติบโตด้วยความเร็วที่น่ากลัว
หลังจากได้รับการแนะนำหน้าปกใหญ่ ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยของ ‘คัมภีร์เทพ’ ก็พุ่งทะยานไปถึง 15,000 และเพราะผลจากสงครามเทพครั้งนี้ อิทธิพลของ ‘คัมภีร์เทพ’ ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นวงจรที่ดีงาม
ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ผ่อนคลายลงบ้าง สงครามเทพได้จบลงไปแล้วหนึ่งยก
สวี่นั่วที่นั่งอยู่ข้างๆ มองสีหน้าของเขาแล้วทัก “ทำไมแกโทรมขนาดนี้วะ...”
“บอกไปแกก็ไม่เข้าใจหรอก” เริ่นเหอเหลือกตา เขายื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กให้หยางซี: คืนนี้จะร้องเพลง ‘ดาวที่สว่างที่สุดในฟ้ายามค่ำคืน’ ให้ฟังเอามั้ย?
หยางซีดูประหลาดใจระคนดีใจ เธอเขียนตอบกลับมา: ได้สิ ตอนเย็นเลิกเรียนแล้วกลับด้วยกันนะ!
สวี่นั่วจ้องมองทั้งสองคนที่ส่งกระดาษโน้ตให้กันไปมาอย่างสงสัย สองคนนี้ไปสนิทสนมกันบ่อยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ตั้งแต่หยางซีย้ายมา เพราะหน้าตาและบุคลิกที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ทำให้เธอกลายเป็นคนดังของโรงเรียนในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็นะ เด็ก ม.ต้น ปี 2005 ยังไม่มีใครกล้าจีบผู้หญิงโจ่งแจ้งขนาดนั้น ที่มีอยู่ก็น้อยเต็มที ส่วนใหญ่ได้แต่แอบมองอยู่ไกลๆ
แน่นอนว่าก็มีบางครั้งที่เธอได้รับจดหมายรักเหมือนกัน ทำเอาบางทีเริ่นเหอที่ว่างๆ อยู่ก็ชอบไปยืนเตร็ดเตร่หน้าห้องเรียน ขอแค่มีคนยื่นซองจดหมายสวยๆ มาให้แล้วบอกว่า “ฝากให้หยางซีห้องนายหน่อย”
เริ่นเหอก็จะรับปากซึ่งๆ หน้า แล้วโยนมันทิ้งถังขยะไปดื้อๆ สวี่นั่วเห็นแล้วยังลังเล “ทำแบบนี้มันจะดีเหรอวะ?”
เริ่นเหอเหลือบมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่สนใจ
พอถึงเวลาเลิกเรียน สวี่นั่วก็ชวนเขากลับบ้านด้วยกัน เพราะทางกลับบ้านของทั้งสองคนอยู่ทางเดียวกัน
“แกกลับไปก่อนเลย” เริ่นเหอโบกมือแล้วเดินตรงไปที่ประตูโรงเรียน สวี่นั่วรู้สึกสงสัยเล็กน้อย จากนั้นก็ได้แต่ยืนมองเริ่นเหอเดินไปสมทบกับหยางซี ก่อนจะเดินไปทางบ้านของหยางซี...
สวี่นั่วรู้สึกเหมือนโดนกระแทกกลางใจอย่างจัง สองคนนี้...
หยางซีพาเริ่นเหอกลับบ้าน ตอนนี้พ่อของเธอยังไม่กลับมา หยางซีจึงหยิบกีตาร์ตัวหนึ่งแล้วพาเริ่นเหอขึ้นไปบนดาดฟ้า
ตึกที่พักของครอบครัวที่หยางซีอาศัยอยู่เป็นแบบเก่า หากจะขึ้นไปบนดาดฟ้าต้องปีนบันไดจากชั้นบนสุดขึ้นไป เดิมทีหยางซีตั้งใจจะปีนขึ้นไปก่อน แต่แล้วเธอก็หน้าแดงก่ำแล้วพูดว่า “นายขึ้นไปก่อนสิ”
“ได้เลย” เริ่นเหอรับคำอย่างอารมณ์ดี วันนี้หยางซีใส่กระโปรง เขานึกว่าหยางซีไม่ทันสังเกตซะอีก...
ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แม้ว่าหยางซีจะใส่เลกกิ้งไว้ข้างใน แต่การให้เด็กผู้ชายอยู่ข้างล่างมองเธอปีนบันไดก็ยังรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง พอขึ้นมาถึงดาดฟ้า หยางซีกระชับกระโปรงแล้วนั่งลงอย่างเงียบๆ เส้นผมของเธอปลิวไสวไปตามสายลมเบาๆ นี่คงเป็นภาพของหญิงสาวในฝันที่เริ่นเหอต้องการสินะ
ได้กลับมาใช้ชีวิตวัยรุ่นเลือดร้อนอีกครั้ง แน่นอนว่าต้องมีหญิงสาวที่ทำให้เขาเฝ้าฝันถึงด้วยสิ!
หยางซีหัวเราะ “ฉันจะเล่นกีตาร์คลอให้เอง ฉันอยากฟังว่าคนแต่งเพลงจะตีความเพลงนี้ออกมายังไง”
พอถึงเวลาต้องร้องจริงๆ เริ่นเหอกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่ารางวัลจากระบบทัณฑ์สวรรค์จะมหัศจรรย์มากพอ และเขาก็ได้ลองร้องเพลงดูแล้วว่ามันเพราะขึ้นจริงๆ แต่การต้องมาร้องต่อหน้าผู้หญิงที่ชอบก็อดที่จะรู้สึกเก้ๆ กังๆ ไม่ได้
ทว่าเมื่อเสียงอินโทรจากกีตาร์ในมือของหยางซีเริ่มบรรเลงอย่างแผ่วเบา เริ่นเหอก็พลันสงบนิ่งลง เขานึกถึงครั้งแรกที่ได้ฟังเพลงนี้ ตอนนั้นเขายังหนุ่มแน่นและเพิ่งเผชิญกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ เขาฟังเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับมีใครบางคนมอบอ้อมกอดให้เขาในค่ำคืนอันมืดมิดจริงๆ
ใช่แล้ว เพลงนี้ไม่ใช่เพลงเศร้า แต่มันคือน้ำตาแห่งความทระนงในยามเดียวดายที่ส่องประกายใสดุจคริสตัลอยู่ใต้แสงจันทร์ และคนคนนั้นก็กำลังดีดกีตาร์รอคอยอยู่ใต้แสงจันทร์นั่นเอง!
“ดาวที่สว่างที่สุดในฟ้ายามค่ำคืน ได้ยินหรือไม่”
“ความเดียวดายและเสียงถอนใจในก้นบึ้งของคนที่เฝ้ามอง”
ไม่รู้ว่าทำไม แต่เริ่นเหอเหมาะกับเพลงโทนเสียงต่ำแบบนี้เป็นพิเศษ ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น ทะลวงเข้าสู่หัวใจของหยางซีในทันที
เริ่นเหอ...ดูเหมือนจะโดดเดี่ยวอยู่บ้าง
ความเหงานั้นอ่อนโยน แต่ความเดียวดายนั้นแข็งแกร่ง หยางซีสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ที่แข็งแกร่งและไม่ยอมใครในใจของเริ่นเหอ ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเปิดใจให้ใครได้ง่ายๆ
ตอนที่เริ่นเหอได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก เขากำลังแก่งแย่งชิงดีกับคนในบริษัท เขาที่เพิ่งก้าวออกจากรั้วโรงเรียนได้ไม่นานก็ปรับตัวเข้ากับบทบาทได้อย่างรวดเร็ว ในระหว่างที่ปกป้องตัวเอง เขาได้แสดงให้เห็นถึงเล่ห์เหลี่ยม กลยุทธ์ และความอดทนที่เหนือกว่าคนวัยเดียวกัน สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายชนะ
แต่บางครั้งชัยชนะก็ไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง มีครั้งหนึ่งเริ่นเหอดื่มกับเพื่อนสนิทจนเมา เขาหัวเราะอย่างฝืดเฝื่อน “นับจากนี้ไป ฉันไม่กล้าพูดอีกแล้วว่าตัวเองเป็นคนดี”
นิยามของคนดีคืออะไร? เริ่นเหอเองก็ไม่รู้
“ฉันภาวนาให้มีหัวใจที่ใสกระจ่าง และดวงตาที่ยังหลั่งน้ำตาได้”
“มอบความกล้าที่จะเชื่อมั่นอีกครั้ง ให้ฉันข้ามผ่านคำลวงเพื่อโอบกอดเธอ”
เมื่อเริ่นเหอร้องมาถึงท่อนนี้ หยางซีพลันรู้สึกราวกับว่าอีกฝ่ายต้องการจะโอบกอดเธอจริงๆ และตัวเธอเองก็เหมือนถูกเสียงเพลงของเขาโอบกอดไว้ในอ้อมแขนแล้ว
เมื่อเพลงจบลง หยางซีนิ่งเงียบไปนาน เธออยากจะเข้าไปกอดเริ่นเหอสักครั้ง แต่ก็ยับยั้งใจไว้ได้ เธอหัวเราะแล้วพูดว่า “ไม่คิดเลยว่านายจะร้องเพลงเพราะขนาดนี้ แถมพอได้ฟังนายร้องแล้ว ฉันก็รู้สึกว่าความเข้าใจของฉันที่มีต่อเพลงนี้ยังขาดไปอีกเยอะเลย”
เริ่นเหอชะงักไปครู่หนึ่ง นี่ถือว่า...เก๊กท่าสำเร็จแล้วสินะ... เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้หยางซี
หยางซีรู้สึกประหลาดใจ นี่คืออะไร เพลงอื่น หรือว่า...จดหมายรัก? ถ้าเป็นเพลงอื่น เธอก็แทบไม่อยากเชื่อว่าเขาจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้เยอะขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นจดหมายรัก เธอก็ลังเลว่าควรจะรับมาดีหรือไม่...
พ่อของเธอเป็นนักการทูต หลังจากพ่อแม่หย่ากัน เธอก็อยู่กับพ่อ ดังนั้นเธอจึงได้เดินทางไปหลายที่ตั้งแต่เด็ก แม้แต่ตอนที่พ่อไปต่างประเทศก็ยังพาเธอไปด้วย ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล และเข้าใจเรื่องราวระหว่างเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงดี อีกทั้งเธอยังเป็นผู้ใหญ่กว่าที่ใครๆ คิด
เธอเคยพบเจอเด็กผู้ชายที่ไม่ธรรมดามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลอัจฉริยะ หรือเด็กหนุ่มที่ได้รับจดหมายเสนองานจากบริษัทซอฟต์แวร์ตั้งแต่อายุ 14 ปี หรือแม้กระทั่งเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ในปักกิ่งที่ไม่เอาไหน แต่เธอกลับรู้สึกว่าเริ่นเหอที่อยู่ตรงหน้านี้ดูจะพิเศษกว่าใครทั้งหมด ความรู้สึกนี้ไม่มีหลักฐาน เป็นแค่ความรู้สึกล้วนๆ และหลังจากที่ได้พบเจอเด็กหนุ่มเหล่านั้น เธอก็ไม่ได้มีความคิดพิเศษอะไร เป็นเพียงแค่เพื่อนที่น่าทึ่งเท่านั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอรู้สึกดีกับเริ่นเหอ เหมือนกับเพลงเพลงนั้น หลังจากที่เริ่นเหอร้องเพลงนั้นจบ เขาก็ราวกับได้กลายเป็นดวงดาวที่สว่างที่สุดในฟ้ายามค่ำคืนไปแล้ว แต่...เธอรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป
สุดท้ายเธอก็รับกระดาษแผ่นนั้นมาเปิดดู แล้วก็พบว่าเป็นโน้ตเพลงอีกบทหนึ่ง: หนานซานหนาน
“นี่นายเพิ่งเขียนเหรอ?!” ทันทีที่หยางซีเห็นว่าไม่ใช่จดหมายรัก ก้อนหินในใจก็ถูกยกออกไป ทว่าทันทีที่เธอลองฮัมเพลงนี้ดู เธอก็พบว่าเพลงนี้สามารถดึงดูดใจเธอได้สำเร็จอีกครั้ง!
“ก็ถือว่าเป็นอย่างนั้นแล้วกัน” เริ่นเหอหัวเราะ “เธอทำความคุ้นเคยกับโน้ตเพลงไปก่อนนะ ไว้มีเวลาฉันจะร้องให้ฟังอีกที”
“นายมีความคิดที่จะเป็นนักร้องบ้างไหม?” หยางซีถาม “โน้ตเพลงของนายฉันรับไว้ไม่ได้หรอก มันล้ำค่าเกินไป นายร้องเพลงเพราะขนาดนี้ ทำไมไม่ไปร้องเพลงเองล่ะ ด้วยพรสวรรค์ของนายต้องประสบความสำเร็จแน่นอน”
“ฉันยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ” เริ่นเหอพูดอย่างสงบนิ่ง เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่
ดวงตาของหยางซีทอประกายระยิบระยับ เธอหัวเราะออกมาทันที “ได้ งั้น...นายเขียนให้ฉันสักสิบเพลงเลยดีไหม ฉันจะเอาไปทำอัลบั้ม?”
“ฮ่าๆ ไม่มีปัญหา” เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขายอมทำให้ได้อยู่แล้ว ไม่ก็แค่ภารกิจสิบครั้งบ้าๆ นี่เอง...ตอนจีบสาวจะมาปอดแหกได้ไงวะ!
“แล้วอัลบั้มจะชื่อว่าอะไรดีล่ะ?” หยางซีครุ่นคิด “ในเมื่อเป็นเพลงที่นายเขียน นายก็เป็นคนตั้งชื่อเลยสิ?”
“เธอผู้เด็ดดาว”