- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 11: เธอชื่ออะไร
บทที่ 11: เธอชื่ออะไร
บทที่ 11: เธอชื่ออะไร
เริ่นเหอลงบันไดมาพลางคิดในใจ ว่าทำไมถึงมีครูกับนักเรียนมามุงดูกันเยอะขนาดนี้? เขาหยิบมือถือมากดเบอร์ที่เคยเมมไว้ตลอด ผ่านไปสามวินาทีอีกฝ่ายก็รับสาย “ฮัลโหล เริ่นเหอเหรอ จะคุยกับพ่อแกรึไง ท่านเลขาเริ่นกำลังประชุมอยู่”
“อ๋อ” เริ่นเหอพยักหน้า “ไม่ได้จะคุยกับพ่อครับ จะคุยกับลุงหวงนี่แหละ พอดีผมมีเรื่องที่โรงเรียนนิดหน่อยครับ รบกวนลุงหวงช่วยคุยให้หน่อยได้ไหมครับ?”
ชายที่เริ่นเหอเรียกว่าลุงหวงที่อยู่ปลายสายดูจะประหลาดใจมาก “มีเรื่องอะไร เมื่อก่อนแกไม่ใช่คนชอบก่อเรื่องไม่ใช่เหรอ”
“เรื่องเล็กน้อยครับ ไม่ได้ต่อยตีใคร ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แค่ให้ช่วยพูดกับทางโรงเรียนให้หน่อยก็พอ คุณลุงไม่ต้องมาก็ได้ครับ ไม่ใช่เรื่องผิดวินัยร้ายแรงอะไร” เริ่นเหออธิบาย
“ได้เลย แต่เรื่องนี้ลุงต้องรายงานท่านเลขาตามความจริงนะ แกอย่าคิดว่าลุงจะช่วยปิดให้ล่ะ แน่นอนว่าเรื่องในโรงเรียน แกไม่ต้องห่วงอะไร”
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา คุณลุงบอกไปได้เลย” เริ่นเหอวางสายไป การได้กลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ดูเหมือนว่าฐานะทางบ้านก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง พ่อแม่ก็ยังเป็นคนเดียวกับชาติที่แล้ว หน้าตาไม่เปลี่ยน ชื่อก็ไม่เปลี่ยน เริ่นเหอจึงไม่ได้รู้สึกต่อต้านความสัมพันธ์นี้เลย นี่คือพ่อแม่ของเขา
และก็ยังคงเหมือนกับชาติที่แล้ว พ่อแม่ของเขาเคยเป็นทหารมาก่อนทั้งคู่ จึงเข้มงวดกับความประพฤติของเริ่นเหออย่างที่สุด แถมยังยึดมั่นในหลักการที่ว่า ‘ไม่มีเงินก็ไม่มีทางเสียคน’ ด้วยการควบคุมเรื่องการเงินของเขาอย่างเข้มงวด...
จำได้ว่าเมื่อก่อน เริ่นเหอจะไปร้านเน็ตแต่ละทีก็ได้แค่ไม่เกินสองชั่วโมง ถามว่าทำไม? ก็เพราะไม่มีตังค์เติมเวลาไงล่ะ...
แต่ว่า ชาตินี้เขาก็ไม่ได้คิดจะใช้เส้นสายของพ่อแม่ทำอะไรอยู่แล้ว เพราะเขาจะเดินไปบนเส้นทางอีกเส้นหนึ่ง
ตอนที่เขาวางสาย ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เหล่าคุณครูวิ่งขึ้นมาเจอเขาพอดี พอครูเห็นหน้าเขาเท่านั้นแหละ ความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที “เริ่นเหอ แกบ้าไปแล้วเรอะ?! อยากตายนักใช่ไหม?!”
“เปล่าครับ จะเป็นไปได้ยังไง ผมซ้อมวิ่งกระโดดไกลอยู่ครับ!”
“ซ้อมบ้าบออะไรต้องไปซ้อมบนดาดฟ้า?! แกประสาทกลับรึไง?! ตามพวกเราไปห้องฝ่ายปกครอง เดี๋ยวได้เรียกผู้ปกครองแน่!”
“อืมๆ ครับ ครูพูดถูก!” เริ่นเหอรีบเออออ เขารู้ดีว่าตอนนี้ห้ามงัดข้อกับครูเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เดิมทีไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที
ทว่าเรื่องที่ในสายตาเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก กลับเป็นเรื่องที่ทำเอาเหล่าคุณครูแทบจะรู้สึกว่าฟ้าถล่มลงมาทับ ทำไมถึงมาเจอนักเรียนแบบนี้ได้นะ ถ้าเขาตายในโรงเรียนขึ้นมาล่ะก็ ได้เป็นข่าวใหญ่แน่!
ผลคือพอเพิ่งก้าวเข้าประตูห้องฝ่ายปกครอง เริ่นเหอก็เห็นเด็กสาวที่เขาเพิ่งเห็นจากบนฟ้าเมื่อครู่ ข้างกายเธอมีชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานสง่างามยืนอยู่ด้วย เริ่นเหอพิจารณาชายคนนั้นอย่างละเอียดก่อนเป็นอันดับแรก ผมเผ้าหวีเรียบกริบ ในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ ชุดสูทที่สวมใส่ก็พอดีตัวไร้ที่ติ รองเท้าหนังขัดมันวับ ดูจากหน้าตาแล้วต้องเป็นคนที่ดูแลตัวเองเป็นประจำแน่ๆ คนแบบนี้น่าจะทำอาชีพอะไรกันนะ?
เจ้าของบริษัท? ไม่น่าใช่ เดี๋ยวนี้เจ้าของบริษัทไม่แต่งตัวแบบนี้กันแล้ว
พนักงานออฟฟิศ? พนักงานออฟฟิศธรรมดาไม่มีออร่าแบบนี้
ผู้บริหารระดับสูง? มีความเป็นไปได้
แน่นอนว่าก็ยังมีความเป็นไปได้อื่นอีก เพียงแต่เริ่นเหอไม่มีโอกาสได้ยืนยันต่อ ผอ.หลิวแห่งห้องฝ่ายปกครองกำลังพาพ่อลูกคู่นั้นเดินออกจากประตูไปแล้ว “เชิญทางนี้ครับ ผมจะพาท่านไปห้องอาจารย์ใหญ่”
เอ๊ะ ไปห้องอาจารย์ใหญ่? แถมยังใช้คำสุภาพว่า ‘ท่าน’ ด้วย? งั้นก็ไม่น่าใช่ผู้บริหารระดับสูงแล้ว หรือว่าจะเป็นคนในระบบราชการ?
ตอนที่เด็กสาวคนนั้นเดินผ่านข้างตัวเริ่นเหอไป เขากระซิบถามเสียงเบา “เธอชื่ออะไร?”
แม้ว่าเขาจะพยายามกดเสียงให้เบาที่สุดแล้ว แต่ห้องฝ่ายปกครองก็เล็กนิดเดียว ทุกคนจึงได้ยินกันหมด พ่อของเด็กสาวหันกลับมาจ้องเริ่นเหอเขม็ง เริ่นเหอส่งยิ้มกว้างให้เขา แววตาประหลาดใจแวบผ่านไปในชั่วพริบตาของชายคนนั้น ก่อนที่เขาจะไม่พูดอะไรแล้วเดินออกไปต่อ
เหล่าครูในห้องฝ่ายปกครองต่างมองเริ่นเหอด้วยสีหน้าเหมือนอยากจะบ้าตาย “เริ่นเหอ นี่ยังไม่จบอีกใช่ไหม?!”
ทว่าเริ่นเหอไม่ได้ฟังที่พวกเขาพูดเลย
เด็กสาวมองเริ่นเหออย่างสงบนิ่ง “นายคือคนที่กระโดดตึกเมื่อกี้นี้เหรอ?”
“วิ่งกระโดดไกล ไม่ใช่กระโดดตึก ฉันชื่อเริ่นเหอ แล้วเธอล่ะ”
“หยางซี” พูดจบ หยางซีก็เดินตามพ่อของเธอจากไป
คุณครูหลายคนทั้งโกรธจนอยากจะเข้าไปอัดเริ่นเหอสักตุ้บ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าไอ้เด็กเริ่นเหอนี่มันใจถึงชะมัด! ถ้าเป็นสมัยตัวเองเรียนอยู่ ใครมันจะไปกล้าทำเรื่องแบบนี้กัน?
“แกก็รอฟังผลการตัดสินของอาจารย์ใหญ่แล้วกันว่าจะจัดการกับแกยังไง!”
“โดนจดความผิดเข้าแฟ้มแน่ๆ ไม่มีทางรอด!”
เริ่นเหอไม่ได้ใส่ใจคำพูดพวกนั้น สำหรับโรงเรียนก่อนระดับมหาวิทยาลัย การโดนทำโทษภาคทัณฑ์หรือถูกกักบริเวณอะไรพวกนี้ จะไม่ถูกบันทึกลงในระเบียนประวัติ มีแต่ของมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่จะถูกบันทึก อีกอย่าง เขาอาจจะไม่โดนอะไรเลยก็ได้
และก็เป็นไปตามคาด ไม่นาน ผอ.หลิวก็กลับมาพร้อมกับมองสำรวจเริ่นเหออย่างจริงจัง “พอจะบอกได้ไหมว่าทำไมวันนี้เธอถึงทำแบบนั้น?”
“ซ้อมวิ่งกระโดดไกลครับ...”
สีหน้าของผู้อำนวยการฝ่ายปกครองดูซับซ้อนขึ้นมา เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้งว่า “คราวหน้าจะซ้อม ก็ไปซ้อมที่สนามกีฬาก็พอแล้ว อย่าทำเหมือนชีวิตไม่มีค่าแบบนี้อีก... สนามกีฬากว้างขนาดนั้นยังไม่พอให้เธอซ้อมอีกเหรอ? ใช่ไหม?”
เริ่นเหอรีบพยักหน้า “ใช่ครับ ใช่ครับ ผอ.หลิวพูดถูก!”
“เอาล่ะ กลับไปที่ห้องเรียนได้แล้ว” ผอ.หลิวตบไหล่เริ่นเหอเป็นสัญญาณให้เขากลับไปเรียนได้
ครูคนอื่นๆ ในห้องต่างพากันงงเป็นไก่ตาแตก นี่มันจบแล้วเหรอ? นี่ใช่ ผอ.หลิว แห่งห้องฝ่ายปกครองในตำนานที่ว่ากันว่าแค่เอ่ยชื่อเด็กก็หยุดร้องไห้ได้แล้วเหรอ?
แต่เริ่นเหอรู้ดีว่า โทรศัพท์ของลุงหวงคงจะโทรเข้ามาเรียบร้อยแล้ว
ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้แน่ ตัวเขาเองก็ต้องทำตัวโลว์โปรไฟล์เข้าไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้กลายเป็นต้นแบบของลูกที่สร้างความเดือดร้อนให้พ่อแม่ไปแล้ว ตอนนี้เขากลัวจริงๆ ว่าระบบทัณฑ์สวรรค์จะส่งภารกิจอะไรที่มันต้องสร้างความตื่นตระหนกให้คนทั้งโรงเรียนมาให้อีก แบบนั้นคงจะน่าอึดอัดใจพิลึก
ในวินาทีที่เริ่นเหอก้าวออกจากประตูห้องฝ่ายปกครอง เสียงของระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ดังขึ้นในหัวของเขาทันที: ขอแสดงความยินดีที่ทำภารกิจกระโดดข้ามตึกเรียนสำเร็จ มอบรางวัลเป็นความรู้ด้านทฤษฎีดนตรี
หมดแล้ว? แค่เนี้ย? เริ่นเหออึ้งไปครู่หนึ่ง ลงทุนลงแรงทำภารกิจแทบตาย สุดท้ายก็จบด้วยประโยคเดียวเนี่ยนะ? แต่แล้วในวินาทีถัดมา เริ่นเหอก็รู้สึกว่าในจิตใต้สำนึกของตัวเองมีบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเข้ามา...
ไม่จริงน่า เป็นความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีจริงๆ ด้วย?! นี่เราโกงเกมจนรู้ทฤษฎีดนตรีได้เลยเหรอเนี่ย? ต้องรู้ก่อนว่า ชาติที่แล้วของเริ่นเหอแม้จะร้องเพลงพอได้ แต่เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าต้องเขียนโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นยังไง แต่ชาตินี้กลับเรียนรู้ได้ในขั้นตอนเดียว
เริ่นเหอครุ่นคิด ทำไมถึงให้รางวัลเป็นทักษะนี้กันนะ? ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกมาตลอดว่า จริงๆ แล้วระบบทัณฑ์สวรรค์ไม่ได้ลบตัวตนของเขาทิ้งทันทีที่เขาสร้างความปั่นป่วนให้กับเส้นเวลาประวัติศาสตร์ปกติ อันที่จริง ภายใต้กฎของมันน่าจะอนุญาตให้ทำพฤติกรรมแบบนี้ได้ หรืออาจจะสนับสนุนด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นจะให้รางวัลหลังทำภารกิจสำเร็จไปทำไม?
มันก็แค่ไม่อยากให้ผู้มาเยือนกลายเป็นเหมือนบั๊กของโลก ก็เลยเพิ่มข้อจำกัดเข้ามานิดหน่อยเท่านั้น! และข้อจำกัดที่ว่านั่น ก็คือภารกิจเสี่ยงตายนี่แหละ!
ถ้างั้นการให้รางวัลเป็นความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีคงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลแน่ หรือว่าอีกฝ่ายอยากให้ฉันไปลอกเพลงชาวบ้านรึไงนะ...
แต่เริ่นเหอไม่เคยคิดจะเดินบนเส้นทางสายดนตรีเลยสักนิด เพราะแค่มีงานวรรณกรรมก็พอให้เขามีกินมีใช้ไปทั้งชาติแล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับเขาในตอนนี้ ความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์ห่าเหวอะไรเลย ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีรางวัลอะไรอีก?
ตอนนี้เริ่นเหอเริ่มจะคาดหวังภารกิจต่อไปกับรางวัลของมันขึ้นมาบ้างแล้ว