- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นโปรดิวเซอร์แอนิเมชันมือหนึ่ง
- บทที่ 25 มู่ซูสิง: ผู้กำกับจี้ไม่เข้าใจอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์
บทที่ 25 มู่ซูสิง: ผู้กำกับจี้ไม่เข้าใจอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์
บทที่ 25 มู่ซูสิง: ผู้กำกับจี้ไม่เข้าใจอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์
"นี่มันขยะอะไรกันเนี่ย!"
คิ้วของผู้กำกับ จี้ซินหรง ขมวดแน่นด้วยความโกรธจัด "นักศึกษาของ มหาวิทยาลัยศิลปะซิงหนิง เขียนบทได้แค่นี้เองเหรอ? อาจารย์สอนพวกคุณมายังไงฮะ? ผู้กำกับอนิเมชั่นไม่จำเป็นต้องเขียนบทเป็นก็จริง แต่ถ้าไม่มีฝีมือ ก็อย่ามาสาระแนรับงานนี้ เขียนขยะอะไรออกมาแบบนี้ ผมเห็นแล้วอายแทน!"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ
ตามปกติแล้ว โปรดิวเซอร์ระดับท็อปของวงการที่โรงเรียนต้องลงทุนลงแรงเชิญมาอย่างเขา จะไม่พูดจารุนแรงไร้ความปรานีขนาดนี้ถ้าบทมันไม่ 'ห่วยแตก' จริงๆ ในเมื่อปฏิกิริยาของจี้ซินหรงรุนแรงขนาดนี้ แสดงว่าบทนี้...
สายตาของทุกคนอดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปมองบทบนโต๊ะ สีหน้าของแต่ละคนดูพิลึกพิลั่น
ศาสตราจารย์จาง เบือนหน้าหนี ราวกับไม่อยากจะมองมันแม้แต่วินาทีเดียว
หัวใจของ ฟางเหลียน ดิ่งวูบ เขาแอบชำเลืองมอง มู่ซูสิง ด้วยความหวาดเสียว กลัวว่าเพื่อนจะสวนกลับจี้ซินหรงเหมือนที่เคยทำกับศาสตราจารย์จาง แต่โชคดีที่มู่ซูสิงเพียงแค่ขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ใจของ เหวินเฟยหาง กระตุกวูบ ถึงตอนนี้เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมตัวเองถึงไม่ชอบบทอนิเมชั่นเรื่องนี้
แม้อนิเมชั่นของผู้กำกับจี้จะทำเงินได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลงานของเขาก็ไม่เคยทิ้งกลิ่นอายของศิลปะ แม้ภาพยนตร์อนิเมชั่นสายอาร์ตจะเฉพาะกลุ่ม แต่งานของจี้ซินหรงกลับโดดเด่นในด้านการเล่าเรื่องและกวาดรางวัลมามากมาย
ผู้คนจำนวนมาก แม้จะไม่ได้สนใจอนิเมะเป็นพิเศษ ก็ยังยอมตีตั๋วไปดูภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ได้รับคำวิจารณ์ดีและกวาดรางวัลมาการันตี
แต่ "IS" นั้นต่างออกไป
ในฐานะบทอนิเมชั่นทีวี "IS" มีช่องโหว่มากมายที่เหวินเฟยหางมองว่าเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง โดยเฉพาะตัวร้ายที่ดู 'โง่บรม' แทบจะยื่นหน้ามาให้พระเอกตบ ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งโปรเจกต์ตั้งแต่ออกแบบตัวละครไปจนถึงเนื้อเรื่อง ล้วนจงใจสร้างมาเพื่อเอาใจตลาดอย่างโจ่งแจ้ง
พูดให้ดูดีหน่อย นี่คือบทอนิเมชั่นทีวีเชิงพาณิชย์ขนานแท้ แต่ถ้าพูดตรงๆ ในสายตาของผู้กำกับชั้นครูอย่างจี้ซินหรง มันก็คือขยะที่ฉาบฉวย หยาบโลน และจงใจขายเซอร์วิสให้พวกโอตาคุอย่างน่าเกลียด!
มิน่าล่ะ จี้ซินหรงถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟหลังจากได้อ่านบท
ผู้กำกับอนิเมชั่นอย่างจี้ซินหรง ความติสท์แตกถือเป็นเรื่องปกติ—ผู้กำกับอัจฉริยะส่วนใหญ่มักเจ้าอารมณ์กว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว พวกเขามีความหยิ่งทะนงในฐานะผู้กำกับ ยิ่งเป็นสายอาร์ตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยึดมั่นในบรรทัดฐานของตัวเองมากเท่านั้น ในสายตาของเขา ผลงานของมู่ซูสิงแทบจะเขียนคำว่า "ฉันแค่มาหาเงิน" แปะไว้บนหน้าผาก แล้วจะไม่ให้เขาโกรธได้ยังไง?
เห็นสถานการณ์ไม่ดี ผู้อำนวยการรู้ทันทีว่างานเข้าแล้ว เขารู้นิสัยจี้ซินหรงดี แถมยังเป็นบุคคลสำคัญที่โรงเรียนอุตส่าห์เชิญมา จะล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด เขาจึงได้แต่ส่งสายตาดุใส่มู่ซูสิง แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที "อ้อ จริงสิครับผู้กำกับจี้ เมื่อเช้า ศาสตราจารย์หลี่ ฝากมาบอกว่าไม่ได้เจอคุณนานแล้ว ถ้ามีเวลาให้แวะไปหาที่ห้องพักหน่อย เอาอย่างนี้ไหมครับ... เราแวะไปเยี่ยมท่านกันก่อนดีกว่า?"
เมื่อผู้อำนวยการเสนอทางลงให้ จี้ซินหรงก็เริ่มสงบลง
เขายังโกรธเรื่องบทห่วยแตกของมู่ซูสิงไม่หาย แต่ที่นี่คือมหาวิทยาลัยศิลปะซิงหนิง เขารู้ดีว่าทางมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับโครงการสนับสนุนนี้แค่ไหน การที่เขาอาละวาดเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าข่าวหลุดออกไป มหาวิทยาลัยจะเสียหน้า และตัวเขาเองก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่ ยังไงก็ต้องไว้หน้าสถาบันบ้าง
จี้ซินหรงสูดหายใจลึก สุดท้ายก็ยอมลงบันไดที่ผู้อำนวยการพาดไว้ให้ "ก็ได้ งั้นไปหาอาจารย์หลี่ก่อนแล้วกัน"
คนกลุ่มนั้นมาเร็วเคลมเร็ว ทิ้งให้นักศึกษากลุ่มใหญ่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก มองหน้ากันเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก
พอผู้อำนวยการและกลุ่มจี้ซินหรงจากไป ศาสตราจารย์จางก็ลุกขึ้นยืนบ้าง "ผมแก่แล้ว คงตามความคิดและรสนิยมของคนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ทัน ไม่อยู่ขวางหูขวางตาพวกคุณดีกว่า" เขาพูดอย่างสุภาพ "พวกคุณก็ตั้งใจทำเข้าล่ะ อย่าทำให้โรงเรียนผิดหวัง"
พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องไปเช่นกัน
เมื่อขาใหญ่ทั้งสองจากไป นักศึกษาที่เหลือต่างมองมู่ซูสิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของคนรอบข้าง พวกเขาเริ่มนึกเสียใจที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้
ต้องรู้ไว้นะว่า ในเครดิตเปิดหรือปิดท้ายอนิเมชั่น จะมีรายชื่อทีมงานระบุไว้อย่างชัดเจนว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน ถ้าเกิดอนิเมชั่นของมู่ซูสิงเจ๊งยับเยิน มันจะส่งผลเสียอย่างมากต่อประวัติการทำงานและการหางานหลังเรียนจบของพวกเขา
มู่ซูสิงกวาดตามองหน้าทุกคน ก็รู้ว่าวันนี้คงทำงานต่อไม่ได้แล้ว จึงเอ่ยตัดบทง่ายๆ "วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะแจ้งเวลานัดหมายที่แน่นอนอีกที เลิกคลาสได้ครับ"
สิ้นเสียงของเขา คนกว่าสิบชีวิตก็กรูกันออกจากห้องแทบจะทันที ราวกับไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว ห้องเรียนว่างเปล่าในพริบตา เหลือเพียงมู่ซูสิง เหวินเฟยหาง และฟางเหลียน
เหวินเฟยหาง: "เอาไงต่อดี?"
"ฉันว่าไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก" ฟางเหลียนพูดอย่างใจเย็น "ตามสไตล์โรงเรียน เรื่องนี้น่าจะจบแบบเงียบๆ อย่างมากอาซูก็แค่ต้องแก้บท แล้วอนิเมชั่นก็ยังได้ทำต่ออยู่ดี"
ทว่ามู่ซูสิงกลับสวนขึ้นว่า "ใครบอกว่าฉันจะแก้บท?"
เหวินเฟยหางลังเล "แต่ทางผู้กำกับจี้ซินหรง..."
ฟางเหลียนถามด้วยความประหลาดใจ "เดี๋ยวนี้เรียก 'ผู้กำกับจี้ซินหรง' แล้วเหรอ? จำได้ว่าเมื่อก่อนนายเป็นติ่งจี้ซินหรงไม่ใช่เหรอ เรียกเขาว่าไอดอลๆ ตลอด เปลี่ยนใจเร็วยิ่งกว่าผู้หญิงอีกนะเนี่ย"
"หุบปากไปเลยไอ้อ้วน" เหวินเฟยหางถลึงตาใส่ "ฉันเป็น 'อดีต' ติ่งแล้วเว้ย ถ้าไอดอลด่านายสาดเสียเทเสียต่อหน้าธารกำนัลขนาดนี้ นายจะยังเป็นติ่งเขาลงไหมล่ะ?"
หลังจากเข้าใจเหตุผลที่ตัวเองไม่ชอบ "IS" เหวินเฟยหางก็เข้าใจปฏิกิริยาของจี้ซินหรง
เพียงแต่ถึงเขาจะเป็นหนุ่มสายติสท์ แต่ก็ไม่ได้สุดโต่งขนาดจี้ซินหรงที่มองว่าอนิเมชั่นต้องยิ่งใหญ่และลึกซึ้งเท่านั้น เขาชอบอนิเมชั่นคุณภาพดีที่มีตรรกะชัดเจนและเนื้อเรื่องยอดเยี่ยม แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธพวกอนิเมะฮาเร็มเซอร์วิสขายโมเอะที่ถูกตราหน้าว่าตื้นเขินและหยาบโลน ในความเห็นของเขา "IS" ก็มีข้อดีหลายอย่างและมีศักยภาพที่จะดังระเบิดได้จริงๆ แต่พอโดนจี้ซินหรงสับเละขนาดนี้ เส้นทางของมู่ซูสิงคงยากลำบากขึ้นอีกเยอะ
จะไม่ให้เขามีปมในใจได้ยังไง?
ฟางเหลียนแย้ง "ไม่แน่เสมอไปหรอก ถ้า หลิวหว่าน เมีย(มโน)ฉันด่าฉันกลางที่สาธารณะ ฉันก็คงไม่เลิกติดตามเธอหรอก"
เหวินเฟยหางทนไม่ไหวอีกต่อไป "...หุบปากไปเถอะ ฉันคุยกับโอตาคุหื่นกามอย่างแกไม่รู้เรื่องว่ะ"
ทั้งสองกำลังจะเปิดศึกฝีปากกัน แต่มู่ซูสิงที่นิ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยปากห้ามทัพด้วยประโยคเดียว
"ฉันจะไม่แก้บท และไม่จำเป็นต้องแก้ด้วย" มู่ซูสิงกล่าว "ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของจี้ซินหรงหรอก เขาแค่ไม่เข้าใจอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์เท่านั้นเอง"
สีหน้าของฟางเหลียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่ามีแค่พวกเขาสามคนในห้องถึงค่อยโล่งอก "เชี่ย ลูกพี่ เบาเสียงหน่อย! ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้า มีหวังเกิดพายุลูกใหญ่แน่!"
เหวินเฟยหางเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ยังเรียนไม่จบ บังอาจวิจารณ์ผู้กำกับอนิเมชั่นที่มีผลงานทำเงิน 300 ล้านว่าไม่เข้าใจอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์เนี่ยนะ? ถ้าข่าวนี่หลุดออกไป มีหวังเขาโดนคนทั้งวงการอนิเมชั่นรุมสับเละจมกองน้ำลายแน่!
มู่ซูสิงยักไหล่
สิ่งที่เขาพูดคือความจริง เพียงแต่วงการอนิเมชั่นในตอนนี้มันยังแคบเกินไป จนความจริงข้อนี้นั้นยังไม่เป็นที่ประจักษ์
มู่ซูสิงไม่ได้เกลียดจี้ซินหรง ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกสมเพชอีกฝ่ายนิดๆ ด้วยซ้ำ
ถ้าจี้ซินหรงเป็นผู้กำกับที่ยืนหยัดในเส้นทางสายศิลปะจนสุดทางก็ว่าไปอย่าง แต่น่าเสียดายที่ในช่วงยี่สิบปีแห่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของวงการอนิเมชั่น จี้ซินหรงเกิดอิจฉายอดขายถล่มทลายของภาพยนตร์อนิเมชั่นเชิงพาณิชย์ จนยอมกลืนน้ำลายตัวเองหันมาทำอนิเมชั่นแนวที่เขาเคยดูถูก
ลำพังเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ แต่ปัญหาคือในขณะที่จี้ซินหรงทำอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์ แต่ลึกๆ ในใจเขากลับรังเกียจงานสายนี้ เขาดูถูกผู้ชมกลุ่มนี้ โดยมองว่าคนพวกนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมอนิเมชั่นเสื่อมถอยและตกต่ำลง—
ผู้กำกับที่ดูถูกอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์ จะสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเชิงพาณิชย์ที่ดีออกมาได้ยังไง?
ในอดีต ภาพยนตร์อนิเมชั่นของเขา แม้จะทำเงินได้แค่สองสามร้อยล้าน เทียบไม่ได้กับพวกพันล้าน แต่ก็ได้ชื่อเสียงและคำวิจารณ์ที่ดี แต่พอย้ายสายมาทำเชิงพาณิชย์ ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งไม่ได้คำวิจารณ์ที่ดีและไม่ได้เงิน แถมยังทำลายชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนานจนป่นปี้
ในชาติที่แล้ว ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องหนึ่งของมู่ซูสิงบังเอิญเข้าฉายชนกับผลงานของจี้ซินหรง—ตอนนั้นมู่ซูสิงยังเป็นแค่ผู้กำกับหน้าใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จี้ซินหรงทุ่มทุนสร้างเพื่อหวังโกยเงิน กลับทำรายได้สู้เด็กใหม่อย่างมู่ซูสิงไม่ได้
ตอนที่มู่ซูสิงบอกว่าจี้ซินหรงไม่เข้าใจอนิเมชั่นเชิงพาณิชย์ เขาไม่ได้พูดด้วยความอวดดีเลยสักนิด