- หน้าแรก
- ย้อนรอยอดีต จารึกตำนานเซียน
- บทที่ 17 - กวางขาวยันต์
บทที่ 17 - กวางขาวยันต์
บทที่ 17 - กวางขาวยันต์
บทที่ 17 - กวางขาวยันต์
★★★★★
อาวุธวิเศษชิ้นนี้แค่สะบัดใส่หน้า ใครโดนเข้าไปก็จะล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ใช้กับคนธรรมดาได้ผลชะงัดนัก แต่ถ้าใช้กับผู้ฝึกตน ถ้าเผลอๆ ก็อาจจะร่วงได้เหมือนกัน แต่ถ้าเขาระวังตัวอยู่ ของเล่นสายมารชิ้นนี้ก็แทบไร้ประโยชน์
ในบรรดาของวิเศษสิบเอ็ดชิ้นที่เฉินเฉียนลิว "คัดมา" ชิ้นที่เขาถูกใจที่สุดคือ "ธงปั่นป่วนวิญญาณ" ที่ได้มาพร้อมกับคัมภีร์สายมารนั่นแหละ เจ้าของเดิมน่าจะฟาร์มของชิ้นนี้มาสักยี่สิบสามสิบปีได้ อัดยันต์ลงไปซับซ้อนหลายชั้น ดูทุ่มเทสุดๆ
เขาคิดแผนในใจ "เดิมทีข้ากะว่าจะอัปเกรด 'ธงเมฆา' ด้วยยันต์ลวงตา เพื่อเพิ่มพลังป้องกัน แต่ถ้าเอาเจ้า 'ธงปั่นป่วนวิญญาณ' นี่ไปหลอมรวมด้วยกัน กลายเป็นเซตเดียวกัน พอใช้งานที ก็จะมีทั้งเมฆหมอกพรางตา มีภาพลวงตา แล้วยังมีคลื่นรบกวนจิตใจอีก ครบเครื่องต้มยำกุ้งเลยทีนี้"
สำหรับเฉินเฉียนลิวที่มีพลังแค่ขั้นหนึ่ง ธงเมฆาถือเป็นอาวุธที่เข้ามือที่สุด มีอนาคตไกลที่สุด และน่าจะใช้ได้นานที่สุดแล้ว
อีกอย่าง เขาเชี่ยวชาญวิชายันต์อยู่แล้ว การฝึกวาด "ยันต์สะกด-ลวง-ปั่นป่วน" เพิ่มอีกสามอย่างก็ไม่ได้กินเวลาฝึกวิชาหลักอะไรมาก อย่างมากก็แค่เบียดเบียนเวลาวาดยันต์ขายกินไปหน่อยนึง ซึ่งเขาก็ฝึกยันต์พื้นฐานจนตันแล้ว ฝึกไปก็ไม่เก่งขึ้นกว่านี้ สู้เอาเวลามาฝึกของใหม่ดีกว่า
เฉินเฉียนลิวพลิกดูคัมภีร์สายมารอย่างพอใจ แล้วหยิบคัมภีร์ม้วนที่สองมาดู ม้วนนี้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังกากอยู่ดี ไม่มีวิชาลมปราณ มีแต่วิชาอาคมเจ็ดแปดอย่าง
เปิดดูผ่านๆ แล้วก็ผิดหวัง วิชาพวกนี้ฝึกยาก กินเวลา แถมตอนนี้ยังไม่มีประโยชน์อะไร
เขาหยิบคัมภีร์ม้วนสุดท้ายขึ้นมา พลิกหน้าแรกดู ก็ต้องชะงักกึก
ม้วนนี้ก็ไม่มีวิชาลมปราณเหมือนกัน มีแต่วิชาโจมตีสิบสองท่า แต่พอมารวมกันแล้ว... มันคือ "วิชาควบคุมกระบี่"!
วิชาควบคุมกระบี่ดีไหม?
โคตรดี!
แต่เฉินเฉียนลิวรู้สถานะตัวเองดี ถ้าเขาบรรลุขั้นกลั่นลมปราณขั้นสูง แล้วยอมเสียเวลาสักสิบยี่สิบปีฝึกหนัก ก็น่าจะสำเร็จวิชานี้ได้ เดินกร่างไปทั่วหล้า แทบจะไร้คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน แต่ประเด็นคือ... ชาตินี้เขาจะไปถึงขั้นสองเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย จะเอาเวลาและแรงใจที่ไหนไปทุ่มเทกับวิชากระบี่?
ชาติที่แล้วเขาเคยอิจฉาศิษย์พี่หญิงที่ขี่กระบี่บินได้ เคยไปขอให้สอน นางถอนหายใจแล้วสอน "เคล็ดกระบี่สามสิบหกคัมภีร์" ท่าแรกให้ เขาบ้าฝึกอยู่สามปี ไม่ได้อะไรเลย จนต้องยอมแพ้ไปเอง
ของที่มาพร้อมกับคัมภีร์ม้วนนี้คือ "กระบี่ไร้ลักษณ์" สองเล่ม
อ้อ แล้วยังมีหินวิญญาณระดับกลางอีกสองก้อนที่มาด้วยกัน
เจ้าของเดิมต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
วิชาควบคุมกระบี่ต่างจากวิชาขี่กระบี่ ตรงที่ขาดเคล็ดลับสำคัญอย่าง "กายกระบี่รวมศูนย์ เหินเวหา" ทำให้ขี่ไม่ได้ ทำได้แค่สั่งให้กระบี่พุ่งไปฆ่าแกงชาวบ้านในระยะร้อยก้าวเท่านั้น
วิชาขี่กระบี่ต้องมี "กระบี่บิน" ส่วนวิชาควบคุมกระบี่ก็ต้องมี "กระบี่ไร้ลักษณ์" ถึงจะสำแดงเดชได้
เฉินเฉียนลิวไม่มีปัญญาฝึกวิชาควบคุมกระบี่ กระบี่สองเล่มนี้เลยกลายเป็นที่ทับกระดาษไปชั่วคราว
เขาเก็บคัมภีร์ทั้งสามม้วน แม้จะรู้ว่าเป็นของดี แต่ใจมันห่อเหี่ยว เหมือนเห็นทองกองอยู่ตรงหน้าแต่ไม่มีแรงแบก
เขาหยิบถุงหนังอสูรของตัวเองออกมา แล้วกวาดของวิเศษสิบเอ็ดชิ้นกับเงินเหรียญยันต์ที่เก็บได้ลงไปให้หมด
ของพวกนี้เป็นระดับขั้นสองขั้นสามใช้กัน นอกจากธงปั่นป่วนวิญญาณกับกระบี่ไร้ลักษณ์แล้ว ที่เหลือก็งั้นๆ คุณภาพพอๆ กับตราประทับภูผาท้อ หรือตะปูสุนัขดำของมารที่ตายไป
เฉินเฉียนลิวขี้เกียจเช็กละเอียด ของพวกนี้มีที่มาไม่ขาวสะอาด ถ้าไม่จวนตัวจริงๆ เขาไม่กล้าหยิบมาใช้หรอก
ส่วนหินวิญญาณกับเศษหยกที่ผ่าแล้ว เขาแยกใส่แหวนมิติไว้ต่างหาก
เฉินเฉียนลิวกลับมาที่ถ้ำแสงอัคคีเพื่อกบดานหลบภัย การผ่าหินเป็นแค่กิจกรรมเสริม ตอนนี้ผ่านไปสองสามเดือน ตลาดเซียนซุยหยางน่าจะเปิดทำการปกติแล้ว เขาเลยอยากกลับไปเสี่ยงดวงอีกรอบ
เขาซ่อนสมบัติส่วนเกินไว้ในที่ลับตาของถ้ำ เอาไปแค่แหวนมิติกับถุงหนังอสูรที่ใส่ของจำเป็น แล้วเดินตัวปลิวลงเขาไป
คนบำเพ็ญเพียร ถ้ามีวาสนาก็เก็บตัวฝึกวิชา ถ้าไม่มีวาสนาก็ต้องออกร่อนเร่หาโอกาส
เฉินเฉียนลิวมีวิชาดี แต่ก็ยังต้องดิ้นรนหาโอกาสอยู่ดี
การกลับไปตลาดเซียนซุยหยางรอบนี้ เขาไม่ต้องแปะยันต์วิ่งตีนแตกให้เหนื่อยแล้ว เพราะในบรรดาของสิบเอ็ดชิ้นที่ได้มา มีของดีสำหรับการเดินทางอยู่ชิ้นหนึ่ง ชื่อว่า... "กวางขาวยันต์"!
มันคือกวางกระดาษที่ผ่านการปลุกเสก พอโยนออกไปจะกลายร่างเป็นกวางขาวตัวใหญ่ สง่างาม แข็งแรงและวิ่งเร็วกว่ากวางขาวตัวเก่าที่เขาจับมาหลายเท่า แถมควบคุมได้ดั่งใจนึก เสียอย่างเดียวคือ... กินมานา
ต้องใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงตลอดเวลา
ด้วยพลังขั้นหนึ่งของเฉินเฉียนลิว ต่อให้รีดพลังจนหมดตัว ก็วิ่งได้แค่สองสามร้อยลี้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาไม่กล้าใช้แน่ๆ เพราะการเดินทางคนเดียวต้องเหลือพลังไว้ป้องกันตัวเสมอ ขืนพลังหมดกลางทางก็เป็นเหยื่ออันโอชะ
แต่ตอนนี้... ป๋ามีหินวิญญาณเป็นร้อยก้อน! ส่วนใหญ่เติมพลังได้เต็มเปี่ยม อยากใช้เมื่อไหร่ก็จัดไปอย่าให้เสีย
ดังนั้นการเดินทางกลับรอบนี้ ระยะทางเท่าเดิม แต่ใช้เวลาแค่ครึ่งเดียว สามวันนิดๆ เขาก็มายืนอยู่หน้าป่าหมอกหนาทึบที่คุ้นเคย
เฉินเฉียนลิวถอนหายใจ เก็บกวางขาวยันต์ แล้วเดินเท้าเข้าไปในตลาด
แค่ก้าวเท้าเข้าไป ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบเหงา
กระท่อมไม้ของเขา... ราบเป็นหน้ากลอง ไม่เหลือซากแม้แต่ท่อนเดียว
เขากำลังยืนไว้อาลัยให้บ้านเก่า จู่ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นเคยร้องทักด้วยความดีใจ "สหายเฉิน! เจ้ายงไม่ตายหรอกรึ!"
เฉินเฉียนลิวหันขวับไปมอง ก็ยิ้มออก "อ้าว พี่สาวเฉิน ท่านก็รอดมาได้ น่ายินดีจริงๆ"
"ว่าแต่... ท่านเห็นนักพรตเบญจธรรมบ้างไหม?"
เฉินชิงส่ายหน้าเศร้าๆ "ไม่เห็นเงาแกเลย หวังว่าแกคงหนีรอดไปได้นะ"
เฉินเฉียนลิวพูดไม่ออก เขารู้ว่ามีคนตายเยอะ แต่ไม่รู้ว่าใครบ้าง ชาติที่แล้วเขาไม่รู้จักนักพรตเบญจธรรมด้วยซ้ำ เลยไม่รู้ชะตากรรมของแก
เฉินชิงเห็นเขายืนเหม่อ เลยเอ่ยปากชวน "ร้านของสหายเฉินพังหมดแล้ว จะมาพักอยู่กับข้าก่อนไหม?"
เฉินเฉียนลิวแปลกใจ "พี่สาวเฉินทำไมจู่ๆ ถึงใจดีจัง?"
เขาไม่รู้อายุจริงของนาง แต่นางดูสาวสวยสะพรั่ง ในตลาดก็มีผู้ชายมาจีบเยอะแยะ แต่นางปฏิเสธหมด ไหงมาชวนผู้ชาย (ถึงจะดูเหมือนเด็ก) เข้าบ้าน?
เฉินชิงหน้าถอดสี พูดเสียงเบา "ชีวิตคนเรามันเปราะบางเหมือนตะเกียงน้ำมัน ดับง่ายเหลือเกิน"
[จบแล้ว]