- หน้าแรก
- ย้อนรอยอดีต จารึกตำนานเซียน
- บทที่ 10 - วิถีแห่งเซียนช่าง
บทที่ 10 - วิถีแห่งเซียนช่าง
บทที่ 10 - วิถีแห่งเซียนช่าง
บทที่ 10 - วิถีแห่งเซียนช่าง
★★★★★
แต่ถึงยังไงทั้งสองคนก็ยังไม่สนิทกัน แถมในโลกผู้ฝึกตน รูปลักษณ์ภายนอกกับอายุจริงมักสวนทางกันเสมอ มีพวกหน้าเด็กแต่ใจแก่อยู่เกลื่อนเมืองเพราะกินยาคงกระพัน ถ้าทำตัวสนิทสนมเกินเหตุ เฉินชิงอาจจะระแวงว่าเขาเป็นตาเฒ่าลามกในร่างเด็กที่มีรสนิยมวิปริตแบบโจโฉ คิดมิดีมิร้ายกับนาง ซึ่งถ้าเป็นงั้นคงซวยแน่
เฉินเฉียนลิวเลยไม่ได้พูดอะไรมาก รักษามารยาททักทายพอหอมปากหอมคอ แล้วขอตัวแยกออกมา
ตอนนี้เขาเริ่มคุ้นเคยกับตลาดเซียนแห่งนี้แล้ว เขาไม่ได้เดินไปไหนไกล เลือกทำเลว่างๆ ปูผ้าตั้งแผง เริ่มขายยันต์ระดับล่างที่วาดตุนไว้
ยันต์เป็นของใช้สิ้นเปลืองที่ผู้ฝึกตนต้องใช้ประจำ ถึงใครๆ ก็วาดเป็น แต่การวาดทีละเยอะๆ มันกินเวลาชีวิตสุดๆ ผู้ฝึกตนหลายคนเลยยอมควักเงินซื้อยันต์สำเร็จรูป เอาเวลาไปนั่งสมาธิดีขี้น
ธุรกิจขายยันต์นี่กำไรน้อยยิ่งกว่าขายของวิเศษเกรดต่ำของเฉินชิงเสียอีก ต้องเป็นผู้ฝึกตนที่ "จนกรอบ" จริงๆ เท่านั้นถึงจะยอมทำ เอาเวลาฝึกวิชามาแลกเศษเงิน
เฉินเฉียนลิวมีประสบการณ์เป็น "เซียนยาจก" มาหลายสิบปี เรื่องขายยันต์นี่งานถนัด
ตั้งแผงไม่ถึงครึ่งวัน จู่ๆ ก็มีลูกค้ากระเป๋าหนักมาเหมายันต์ที่เขาสะสมมาตลอดการเดินทางไปเกลี้ยง ทำให้เขามีเงินสดในมือเพิ่มขึ้นมาอีกร้อยสิบสองเหรียญ
อืม... เหนื่อยแทบตายมาเกือบเดือน เงินที่ได้ยังไม่พอซื้อหินดิบห่วยๆ สักก้อนเลย นี่ขนาดขายราคาส่งนะ ถ้าซื้อปลีกคงแพงกว่านี้อีก
ฟ้าเริ่มมืด ผู้คนในตลาดเริ่มทยอยกลับ บางคนขี่แสงเหาะไป บางคนใช้วิชาเสกบ้านพัก บ้างก็แขวนน้ำเต้าไว้บนกิ่งไม้แล้วกระโดดเข้าไปนอน บ้างก็สะบัดแขนเสื้อเสกกระท่อมโผล่ขึ้นมาแล้วเดินเข้าไป หรือไม่ก็ทำมือแวบเดียวหายวับไปกับตา
วิชาพวกนี้ทำเอาเฉินเฉียนลิวตาเป็นมัน ได้แต่เจ็บใจที่ตัวเองทำไม่ได้ พลังยังไม่ถึง
เขาเลยต้องใช้วิธีลูกทุ่ง หาต้นไม้ใหญ่สักต้น นั่งพิงหลับนกไปทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งสาง เฉินเฉียนลิวเดินออกไปที่หมู่บ้านคนธรรมดาใกล้ๆ ซื้อพวกขวาน มีด และเครื่องมือช่าง
จะให้มานั่งสับไม้โป๊กๆ ในตลาดเซียนก็เกรงใจชาวบ้าน เขาเลยไปหาที่นอกตลาด เลือกต้นไม้ขนาดกำลังดีเจ็ดแปดต้น โคจรพลังจักรพรรดิเขียวอัดใส่คมขวาน ฟันฉับเดียวต้นไม้ขาด ลากไม้กลับเข้ามาในตลาด เลือกที่ว่างที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาบสองข้าง เอาไม้เท้าปักลงไป สร้างภาพลวงตาเป็นกระท่อมไม้บังตาไว้
จะใช้ภาพลวงตาสร้างบ้านไว้อยู่อาศัยจริงๆ มันต้องกันแดดกันฝนได้ แถมต้องปรับอุณหภูมิให้สบาย ซึ่งพลังขั้นหนึ่งของเขายังทำไม่ได้ขนาดนั้น
ที่เขาเสกภาพกระท่อม ไม่ได้จะนอนในภาพ แต่เอาไว้เป็น "พิมพ์เขียว" ต่างหาก เขาปรับแก้ภาพลวงตาอยู่หลายรอบ จนได้แบบบ้านที่ถูกใจ แล้วก็เริ่มลงมือสร้างของจริง
กระท่อมนี้เขาไม่ได้กะไว้นอนอย่างเดียว แต่จะใช้เป็นหน้าร้านขายยันต์ด้วย เลยออกแบบให้มีสองชั้น ชั้นล่างเปิดโล่งด้านหนึ่งเป็นหน้าร้าน ให้ลูกค้าเข้าออกสะดวกและวางสินค้าได้ ชั้นบนเป็นที่พักส่วนตัวสำหรับนั่งสมาธิ ลงอาคมกันแมลง เน้นโปร่งโล่งสบาย
เฉินเฉียนลิวมีพลังเซียนช่วยทุ่นแรง แถมชาติก่อนนู้น (ชาติที่ยังเป็นคนยุคปัจจุบัน) เขาเคยเป็น "วิศวกรโยธา" มาก่อน งานนี้เข้าทางเลย
โครงสร้างไม้เรียบง่าย ไม่ถึงวัน กระท่อมไม้สองชั้นก็ตั้งตระหง่าน ต้นไม้ใหญ่สองข้างช่วยบังแดด ใต้ร่มเงาเย็นสบาย
เขากำลังคิดว่าจะจัดวางสินค้ายังไงดี เพราะช่วงแรกคงมีแต่ยันต์ขาย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงนักพรตแก่ๆ ทักขึ้น "พ่อนักพรตน้อย บ้านไม้ของเจ้าดูดีใช้ได้นี่นา"
เฉินเฉียนลิวรีบเดินออกมาต้อนรับ "แค่ทักษะพื้นๆ ครับท่านผู้อาวุโส อย่าชมเชยเกินไปเลย"
นักพรตเฒ่าผู้นี้ฉายา "นักพรตเบญจธรรม" (อู๋ฉาง) มาจากสำนักเขาหยก บรรลุขั้นกลั่นลมปราณระดับหกแล้ว แต่ลาออกจากสำนักมาหากินในตลาดนี้หลายปี ทำธุรกิจขายของวิเศษเหมือนเฉินชิง
แต่ของที่แกขายล้วนเป็นระดับพรีเมียม ราคาเริ่มต้นชิ้นละพันเหรียญ กำไรดีกว่าเฉินชิงเป็นสิบๆ เท่า แกมีเครดิตดี เป็นขาใหญ่ประจำตลาด กลายๆ จะเป็นมาเฟียคุมโซนของสำนักเขาหยกไปแล้ว
นักพรตเบญจธรรมอยากได้บ้านพักดีๆ สักหลังมานานแล้ว แต่ช่างฝีมือมนุษย์งานหยาบ อยู่ไม่สบาย จะให้ซื้อวิมานสำเร็จรูปก็แพงหูฉี่ เลยยังไม่ได้ดั่งใจสักที
ตอนเฉินเฉียนลิวเริ่มลงมือสร้าง แกก็แอบมองอยู่ เห็นดีไซน์บ้านดูเก๋ไก๋ พอสร้างเสร็จปุ๊บ แกก็รีบเข้ามาจีบทันที
นักพรตเฒ่ายิ้ม "เมื่อคืนเห็นเจ้าสร้างบ้านดูรสนิยมดี ข้าอยู่ที่นี่มานาน ก็อยากมีที่ซุกหัวนอนดีๆ บ้าง เลยอยากถามว่า พ่อนักพรตน้อยพอจะช่วยสร้างให้ข้าสักหลังได้มั้ย?"
"ข้าไม่ให้เจ้าเหนื่อยฟรีหรอก มีค่าตอบแทนให้อย่างงาม"
เฉินเฉียนลิวลังเล คิดในใจ "สร้างบ้านคนเดียว ต้องไปตัดไม้ แบกไม้ เสียเวลาฝึกวิชาไปหลายวัน แต่บ้านไม้นี่ก็แค่ของธรรมดา จะไปเรียกเงินแพงๆ ก็กระไรอยู่"
"แต่ถ้าตกลงรับงาน ถึงจะไม่ได้เงินเยอะ แต่ก็ได้ผูกมิตรกับขาใหญ่ ได้คอนเนกชันในตลาดเพิ่มอีกหนึ่ง"
คิดได้ดังนั้น เขาก็ยิ้มตอบ "แค่บ้านไม้หลังเดียว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรครับ ท่านอยากให้เท่าไหร่ก็ตามศรัทธา ไม่เกี่ยงครับ"
นักพรตเฒ่าหัวเราะ "เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยประลองกับพวกมารนอกรีต ได้ของแปลกๆ มาบ้าง ขายไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ 'ถุงหนังอสูร' ใบหนึ่งที่ขายไม่ออก เอามาเป็นค่าจ้างเจ้า ตกลงมั้ย?"
เฉินเฉียนลิวตาโตเท่าไข่ห่าน ร้องลั่น "ของล้ำค่าขนาดนั้นเลยเหรอครับ!"
นักพรตเฒ่าโบกมือ "ไม่ได้ล้ำค่าอะไรหรอก ข้างในจุของได้แค่ขนาดเท่าห้องสามสี่ห้อง หน้าตาก็น่าเกลียด แถมวิธีสร้างก็หยาบๆ ข้าจะขายตั้งหลายรอบ ไม่มีใครเอา"
ของวิเศษประเภทเก็บของ (ถุงมิติ) ต่อให้เป็นเกรดต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ราคาก็ปาเข้าไปหลายพันเหรียญ ถ้าเกรดดีหน่อยต้องใช้หินวิญญาณซื้อขายกันเลยทีเดียว
ชาติที่แล้วเฉินเฉียนลิวฝันอยากได้มาตลอด แต่จนตายก็เก็บเงินซื้อไม่ได้ พอได้ยินข้อเสนอ ใจเขาก็เต้นโครมคราม
นักพรตเฒ่าเห็นอาการก็รู้ว่าตกลง ยิ้มร่าส่งถุงหนังให้ "ข้าดูที่ไว้แล้ว ไปดูหน้างานกันเลยมั้ย?"
เฉินเฉียนลิวรับถุงมาถือไว้ ใจชื้นขึ้นเป็นกอง เขาเดินตามนักพรตไปดูที่ดิน แล้วใช้ไม้เท้าเสกภาพลวงตาโชว์แบบบ้านสิบกว่าแบบให้เลือก นักพรตเฒ่าถูกใจแบบหนึ่ง ตกลงเลือกทันที
ยังไงงานสร้างบ้านก็คืองานแบกหาม เฉินเฉียนลิวเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เลยขอนัดเริ่มงานวันพรุ่งนี้
พอกลับถึงที่พัก เขาเอาถุงหนังอสูรมาลูบคลำด้วยความเห่อ คิดในใจ "นึกว่าจะเสียแรงฟรี ไม่นึกว่าป๋าอู๋ฉางจะสายเปย์ขนาดนี้ ถ้ามีงานสร้างบ้านเข้ามาเรื่อยๆ ฝันที่จะเก็บเงินซื้อหินหยกเขียวภายในสองสามปี คงไม่ใช่แค่ฝันแล้ว"
เขาอดใจไม่ไหว ลองส่งลมปราณจักรพรรดิเขียวเข้าไปในถุง
ลมปราณไหลเข้าไปสะดวกโยธิน ไม่มีอะไรติดขัด แสดงว่านักพรตเฒ่าลบพลังของตัวเองออกไปหมดแล้วเพื่อเตรียมขาย เขาเลยยึดครองถุงใบนี้ได้ง่ายดาย
ข้างในกว้างขวางขนาดเท่าห้องสามสี่ห้องตามที่บอกจริงๆ
เดิมทีของสิ่งนี้ไม่ได้มีไว้เก็บของ แต่มีไว้ใช้ต่อสู้ เลยยังมีไอพลังตีกันมั่วซั่วอยู่
แต่อาคมโจมตีร้ายกาจคงโดนทำลายไปหมดแล้ว เหลือแค่อาคมย่อส่วนมิติที่ยังสมบูรณ์ เพราะพลังงานข้างในมันปั่นป่วน ถ้าเอาไปเก็บพวกหินหรือเหล็กก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเก็บสมุนไพร สรรพคุณยาคงหายเกลี้ยง นี่คงเป็นสาเหตุหลักที่นักพรตเฒ่าขายไม่ออกสักที
[จบแล้ว]