- หน้าแรก
- สลบไปสามปี รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
- บทที่ 5 - เจอดีเข้าแล้ว!
บทที่ 5 - เจอดีเข้าแล้ว!
บทที่ 5 - เจอดีเข้าแล้ว!
ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดไม้ หน้าจวนอ๋องตาน
อ๋องตานเป็นพระอนุชาร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เกียรติยศสูงส่ง กินเมืองหมื่นครัวเรือนเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาอ๋องทั้งปวง ทั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตานโจว กุมอำนาจการทหารและการปกครองทั้งเมือง
ที่ว่าการอำเภอ กองทหารรักษาการณ์ สำนักศึกษาตานหยาง และหน่วยงานราชการอื่นๆ ต่างตั้งอยู่รายรอบจวนอ๋อง
เมื่อราตรีมาเยือน เมืองตานหยางกลายเป็นทะเลโคมไฟสุดลูกหูลูกตา สองฝั่งแม่น้ำในเมืองเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า
เซี่ยจิ้นฮวนนั่งหันหลังให้ดวงจันทร์ อยู่บนหลังคาริมแม่น้ำเพียงลำพัง ในร้านเหล้าเบื้องล่าง นักเล่านิทานกำลังเล่าเรื่องแปลกประหลาด
"นางเซียนหนานกง เป็นยอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งลัทธิเต๋า มีบทกวีกล่าวว่า: ผิวหยกกระดูกน้ำแข็งจากแดนสวรรค์ โฉมสะคราญล่มเมืองหาใครเปรียบ ช่างสวรรค์บรรจงวาดแต่งแต้ม โลกมนุษย์จะหาดอกไม้นี้ได้ที่ใด...
"ดอกไม้งามแห่งโลกมนุษย์เช่นนี้ มีหรือนางมารนิกายหมอผีจะทนได้ ด้วยความอิจฉาริษยาที่ตัวเองด้อยกว่า จึงวาง 'ยาเสน่ห์' นางเซียนหนานกง..."
เรื่องที่เล่าคือเรื่องของหนานกงเย่ เจ้าสำนักเขาจื่อฮุยรุ่นปัจจุบัน
ที่ตั้งสำนักเขาจื่อฮุยอยู่นอกเมืองตานหยาง สืบทอดกันมากว่าหกร้อยปี นับเป็นสำนักชั้นนำของต้าเฉียน ชีเสียเจินเหรินคือเจ้าสำนักรุ่นก่อน
หนานกงเย่เป็นศิษย์ของชีเสียเจินเหริน ไม่เพียงมีวิชาพรตสูงส่ง เพลงกระบี่ยังเป็นเลิศแห่งตานโจว นับเป็นนางในฝันวัยเด็กของเซี่ยจิ้นฮวน
แต่ ณ เวลานี้ เซี่ยจิ้นฮวนไม่มีอารมณ์มาเพ้อเจ้อเรื่องพวกนี้แล้ว
จู่ๆ ได้ข่าวการตายของพ่อ ย่อมเป็นข่าวร้าย เขาไม่เชื่อว่าตาแก่จะจากไปง่ายๆ แบบนี้ เรื่องนี้ต้องสืบให้กระจ่าง
แต่ชัดเจนว่าตอนนี้เขาไปไหนไม่ได้
แค่นั้นยังไม่พอ ราชสำนักยังจับตาดูไอปีศาจที่เขาจื่อฮุย เขาอยู่ในเหตุการณ์ตลอดแต่ดันจำอะไรไม่ได้ ถ้าถูกจับได้คงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ชีวิตอาจจะต้องทิ้งไว้ที่นี่
เซี่ยจิ้นฮวนตอนนี้ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าหายตัวไป จะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ทันที แถมยังทำความเดือดร้อนให้หยางต้าเปียวที่อุตส่าห์ประกันตัวให้ ดังนั้นต่อให้เสี่ยงแค่ไหน ก็ต้องกัดฟันอยู่ที่ตานหยางต่อไป
เจ้าเหมยฉิวกินอิ่มนอนหลับ ตอนนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เกาะอยู่บนหลังคามองดูดอกไม้ไฟไกลๆ แถมยังคาบแขนเสื้อเซี่ยจิ้นฮวนดึงยิกๆ เห็นชัดว่าอยากให้พาไปเที่ยวเล่น
แต่เซี่ยจิ้นฮวนตกลงไว้ว่าจะพักอยู่ใกล้ๆ หยางต้าเปียว เมื่อกี้ไปดูราคาโรงเตี๊ยมรอบจวนอ๋องแล้วแพงหูฉี่ เลยไปหานายหน้าหาบ้านเช่า เตรียมจะเช่าห้องเดี่ยวระยะสั้น ตอนนี้กำลังรอฟังข่าว
ระหว่างที่แอบสังเกตการณ์อยู่นั้น นายหน้ายังไม่กลับมา แต่เซี่ยจิ้นฮวนกลับเห็นกลุ่มชายหญิงหนุ่มสาวสวมชุดสีเขียวกลุ่มใหญ่โผล่ออกมาจากปากถนนเหวินเฉิง ทุกคนสะพายล่วมยาและล่วมหนังสือ ในกลุ่มยังมีรถม้าหรูหราหลายคัน ดูเหมือนสำนักศึกษาตานหยางเพิ่งเลิกเรียน
สำนักศึกษาตานหยางถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติ เป็นรองแค่วิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยนในเมืองหลวง ภายในแบ่งเป็นสามคณะ คือ 'อักษรศาสตร์ การทหาร และการแพทย์'
เซี่ยจิ้นฮวนเมื่อก่อนเรียนจับฉ่าย เคยคิดจะสอบเข้าสถาบันชั้นนำแห่งนี้ไปเป็นเดือนมหาลัย แต่น่าเสียดายยังไม่ทันถึงเกณฑ์อายุ พ่อก็ถูกย้ายไปแดนใต้ซะก่อน
ตอนนี้เห็นเหล่านักศึกษา เซี่ยจิ้นฮวนก็มองด้วยความสนใจ แต่อยู่ๆ เจ้าเหมยฉิวที่กำลังโยกหัวไปมาข้างๆ ก็เอียงคอมองไปที่กระบี่เจิ้งหลุน
"กุ๊จิ?"
เซี่ยจิ้นฮวนนึกว่ามีแมลงเกาะกระบี่ แต่พอยกมาดู ก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่กลับได้ยินเสียงม้าร้องลั่นมาจากถนนเบื้องล่างแทน
"ฮี้!"
กุบกับ กุบกับ...
...
ถนนยาวริมแม่น้ำสว่างไสวดั่งกลางวัน นักศึกษานับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกจากถนนเหวินเฉิง แยกย้ายไปตามตรอกซอกซอย
รถม้าคันหนึ่งแขวนป้ายไม้สลักคำว่า 'หลิน' วิ่งช้าๆ บนถนน หน้าต่างรถเปิดอยู่ เผยให้เห็นใบหน้าดรุณีน้อย
เด็กสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม สวมชุดกระโปรงสีชาเขียวดั่งทิวทัศน์แม่น้ำวสันต์ ดวงตากลมโตเป็นประกายมองออกไปข้างทาง ฟังข่าวลือชาวบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ย่านตงซางเกิดเรื่องใหญ่ ได้ยินว่าตายไปสิบกว่าคน..."
"ถนนทั้งเส้นโดนปิดหมด..."
...
ภายในรถม้ากว้างขวาง นอกจากเบาะนุ่มแล้ว ข้างหน้าต่างยังมีโต๊ะไม้สาลี่เหลืองตัวเล็ก วางอุปกรณ์เครื่องเขียนครบครัน สตรีชุดเขียวผู้หนึ่งกำลังจรดพู่กันเขียนหนังสือ
สตรีผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง เอวคอดกิ่ว หน้าอกอวบอิ่มถูกห่อหุ้มด้วยชุดกระโปรงเนื้อนุ่ม วาดโค้งเว้าดั่งลูกท้อสุกปลั่งลงไปถึงสะโพกผาย
ส่วนใบหน้า ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอาง ดูเรียบง่ายสบายตา แต่คิ้วโก่งดั่งภูเขาไกลรับกับปากนิดจมูกหน่อย หากพิจารณาให้ดีกลับแฝงเสน่ห์ยั่วยวนลึกลับ ราวกับดอกโบตั๋นที่เบ่งบานเงียบๆ ท่ามกลางสายหมอก
สตรีนามว่าหลินหว่านอี๋ ไม่ใช่นักศึกษาของสำนักศึกษาตานหยาง แต่เป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหมอหลวงจากเมืองหลวง ตอนนี้ทำหน้าที่ผู้ปกครอง มาอยู่เป็นเพื่อนหลานสาวหลินจื่อซูที่มาเรียนหนังสือ
เห็นจื่อซูชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา ทำท่าอยากจะออกไปวิ่งเล่น หลินหว่านอี๋จึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
"จื่อซู มาเรียนหนังสือก็ต้องตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่คิดเที่ยวเล่น ข้างนอกตอนนี้ไม่ปลอดภัย เมืองตานหยางมีร่องรอยปีศาจ เกิดเจอคนร้ายจับตัวไปทำเป็นเตาหลอมยาจะทำยังไง..."
หลินจื่อซูวัยสิบหกปี แต่งตัวเรียบร้อยเหมือนลูกคุณหนูผู้อ่อนหวาน แต่นิสัยแก่นแก้วไม่เบา ได้ยินดังนั้นก็หันกลับมามองหลินหว่านอี๋หัวจดเท้า
"คนร้ายจะจับเด็กกะโปโลอย่างข้าไปทำไม? ข้าว่าน้าเล็กนั่นแหละต้องระวังตัวเอง น้าเป็นถึงบุปผางามแห่งเมืองหลวง ก้นงอนเช้งขนาดนี้ ข้าเป็นผู้หญิงเห็นแล้วยังอยากจะบีบสักทีสองที..."
"จื่อซู!"
หลินหว่านอี๋ตีหน้าดุ พยายามข่มนังเด็กผีที่ลามปามผู้ใหญ่
แต่ยังไม่ทันได้สั่งสอน รถม้าก็กระชากตัวอย่างแรงจนโคลงเคลง ทั้งสองคนเซถลา ข้างนอกมีเสียงม้าร้องลั่นและเสียงกรีดร้อง
"ฮี้~~!"
"รีบหลบเร็ว..."
กุบกับ กุบกับ...
หลินหว่านอี๋รีบทรงตัว หันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นม้าหนุ่มกำยำสองตัวไม่รู้ตื่นตระหนกอะไร ชนคนขับรถม้าที่พยายามดึงบังเหียนกระเด็น แล้วพุ่งตรงดิ่งลงแม่น้ำ
นางตกใจ รีบกระโจนออกจากตัวรถ คว้าบังเหียนที่แกว่งไปมา แต่ม้าทั้งสองตัวเหมือนโดนผีสิง ตะกุยสี่เท้าอย่างบ้าคลั่ง ชนแผงลอยข้างทางกระจุยกระจาย
โครม!
เพล้ง...
หลินหว่านอี๋เห็นว่าดึงม้าไม่อยู่ ตัดสินใจจะอุ้มจื่อซูกระโดดหนีจากรถม้า แต่พอมือคว้าข้อมือจื่อซูได้ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากไม่ไกล
วูบ!
เงาสีขาวสายหนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า พริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้า
จากนั้นเอวก็ถูกรวบ โลกหมุนคว้าง นางถูกอุ้มลอยขึ้นไป
?!
หลินหว่านอี๋ตั้งตัวไม่ทัน รีบคว้าแขนผู้มาเยือน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือแสงไฟที่หมุนติ้ว และใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มสวมชุดไหมสีขาว หน้าตาหล่อเหลาสดใส เปี่ยมด้วยราศีแห่งความยุติธรรม ดูจากการแต่งกายเหมือนลูกเศรษฐี แต่ดวงตาคู่นั้นพิเศษนัก
เพียงชำเลืองมอง นางพบว่าดวงตาที่อยู่ใกล้แค่คืบนั้น ราวกับจันทร์เพ็ญในบ่อน้ำเย็น แม้จะไร้อุณหภูมิ แต่ก็ไม่ขาดความนุ่มนวลของสายน้ำและความงดงามของแสงจันทร์
หลินหว่านอี๋ไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มคนหนึ่ง จะมีบุคลิกหลุดพ้นทางโลกได้ขนาดนี้
นางคงคาดไม่ถึงว่า ในโลกนี้ยังมีคนว่างงานไร้สาระ ที่เพื่อจะเอาชนะคนพื้นเมือง ถึงกับฝึกฝนบุคลิกภาพและการวางตัวมาตั้งแต่อายุสามขวบ ต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบปี!
ดังนั้นพอเห็นเทพบุตรสายจำศีลแบบนี้เข้า นางก็ถึงกับตะลึงงัน
ตุบ!
เพียงชั่วอึดใจ ทั้งสามคนก็เหาะหมุนตัวลงมายืนนิ่งสนิทอยู่ใต้ชายคา
ตูม!
รถม้าที่เสียการควบคุม พุ่งตกลงไปในแม่น้ำเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชาวบ้านแถวนั้นแตกตื่น
"แม่เจ้าโว้ย..."
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"
...
มือปราบที่ลาดตระเวนอยู่สองฝั่งแม่น้ำ รีบวิ่งไปยังจุดที่รถตกน้ำ
เซี่ยจิ้นฮวนร่อนลงใต้ชายคาร้านเหล้า ก้มมองสตรีชุดเขียวในอ้อมกอด ตั้งใจจะถามไถ่สักสองประโยค แต่ไม่นานก็พบความผิดปกติ
สตรีชุดเขียวผู้นี้ไม่ว่าหน้าตาหรือหุ่น ล้วนจัดเป็นนางงามล่มเมือง แต่ดันสวม 'แว่นตา'
แว่นตาขอบทองงานละเอียดประณีต ไม่แพ้งานสมัยใหม่ เซี่ยจิ้นฮวนเคยเห็นของแบบนี้ที่เมืองหลวง แต่คนใส่ล้วนเป็นตาแก่ในสำนักศึกษา
สาวแว่นชุดเขียวผู้นี้มีพื้นฐานวรยุทธ์อยู่บ้าง ตามหลักไม่น่าจะสายตาสั้น แถมผิวสัมผัสใต้ร่มผ้ายังเย็นเยียบ ดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่...
แต่น่าเสียดาย ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ละเอียด สาวแว่นชุดเขียวก็รู้สึกตัว หน้าแดงระเรื่อผละออกจากอ้อมกอด ย่อกายคารวะอย่างงดงาม
"ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ"
หลินจื่อซูหันไปเห็นคุณชายหล่อลากไส้ที่สูงร้อยแปดสิบกว่า ก็รีบประสานมือคารวะเช่นกัน
"ข้าน้อยหลินจื่อซู ฉายา 'แม่นางยาพิษ' ขอทราบนามคุณชายเจ้าค่ะ?"
แม่นางยา? (สาวดุ้น?)
เซี่ยจิ้นฮวนมองเด็กสาวที่ดูมีรัศมีวิญญาณเปี่ยมล้นข้างๆ เห็นว่าไม่มีลูกกระเดือก ก็ลอบถอนหายใจโล่งอก
"เซี่ยจิ้นฮวน ยินดีที่ได้รู้จัก"
หลินจื่อซูกำลังจะกล่าวขอบคุณ หางตาเหลือบไปเห็นอินทรีตัวใหญ่สีดำสนิท บินลงมาจากหลังคา มาเกาะที่ไหล่เซี่ยจิ้นฮวน แล้วคาบปกเสื้อดึงจะให้เดินออกไป
"ว้าว~ อินทรีดำปี๋เลย! ของคุณชายหรือเจ้าคะ?"
"อืม ชื่อเหมยฉิว..."
เซี่ยจิ้นฮวนผลักเจ้าเหมยฉิว พยายามบอกให้ทาสรับใช้รู้กาละเทศะหน่อย
แต่ไม่นาน เขาก็พบว่าเจ้าเหมยฉิวมีอาการแปลกๆ ท่าทางตื่นกลัว พยายามลากเขาออกไปข้างนอก
ลองนึกย้อนดู เมื่อกี้รถม้าเสียหลักกะทันหันมาก เขาต็มัวแต่ช่วยคน เลยไม่ได้สังเกตจุดนี้
แถมเมื่อตอนเที่ยงที่ได้ยินเสียง 'เดี๋ยวก่อน' แล้วเจ้าเหมยฉิวก็ขนพองสยองเกล้า บินเข้าไปในรังโจร...
หรือว่ารอบตัวจะมีสิ่งอัปมงคล?!
พอรู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เซี่ยจิ้นฮวนก็ใจหายวาบ ไม่กล้าอยู่นาน หันหลังเดินจากไปทันที
"ข้ามีธุระต้องทำ ขอตัวก่อน"
"เอ๊ะ?"
หลินหว่านอี๋กำลังมองดูรถม้าที่ตกน้ำ ยังไม่ทันได้คุยอะไร อีกฝ่ายก็จะไปแล้ว รีบพูดขึ้น
"คุณชายยื่นมือเข้าช่วย ข้ายังไม่ได้ตอบแทนเลย หากคุณชายว่าง เชิญที่โรงหมอตระกูลหลิน... หลิน..."
พูดยังไม่ทันจบ หนึ่งคนหนึ่งนกก็หายวับไปที่ปากซอย ไร้เสียงตอบรับ
หลินหว่านอี๋ยืนงง
หลินจื่อซูไม่นึกว่าจะมีผู้ชายเมินน้าเล็กของนาง มองตามทิศที่เซี่ยจิ้นฮวนหายไป ถามขึ้นว่า
"คุณชายท่านนี้หยิ่งจัง น้าเล็ก เขาเป็นใครกัน?"
"บุคลิกไม่ธรรมดา น่าจะเป็นลูกหลานตระกูลขุนนางจากเมืองหลวง"
"อ๋อ..."
...
(จบแล้ว)