- หน้าแรก
- จากการขับหุ่นยนต์ไปจนถึงกองยานอวกาศ ฉันปกครองดวงดาว
- บทที่ 3 ลายเซ็น
บทที่ 3 ลายเซ็น
บทที่ 3 ลายเซ็น
พลังจิต คือกุญแจสำคัญของความแข็งแกร่งของมนุษย์ และยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นที่พึ่งพาอาศัยในการท่องไปทั่วกาแล็กซี
แต่การจะครอบครองพลังจิต กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หากไม่ใช่ผู้ที่สืบทอดพลังจิตมาจากสายเลือดโดยกำเนิด คนอื่น ๆ ที่อยากมีพลังจิตจำเป็นต้องพึ่งพายากระตุ้น เพื่อปลุกพลังนี้ขึ้นมา
และ ยากระตุ้นพลังจิตสูตรผสมหมายเลข 7 ก็เป็นยาประเภทนั้น
หลี่ซิ่นมองดูยาที่อยู่ในมือตัวเอง มองดูหลอดฉีดที่ส่องแสงเย็นวาบอยู่ในกล่อง เพียงแค่ประกอบหลอดเข้ากับตัวเครื่อง แล้วแทงเข้าที่คอตัวเองอย่างแรงหนึ่งเข็ม
เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย จากนั้นก็ต้องรอดูว่า ร่างกายของเขาจะรับมันได้หรือไม่ จะสามารถปลุกพลังจิตได้สำเร็จหรือเปล่า
ไป๋ชวนดูเหมือนจะอ่านความคิดของหลี่ซิ่นออก จึงพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า
“ฉันว่า นายคงไม่คิดจะฉีดมันที่นี่ใช่ไหม?”
“ถ้าฉีดที่นี่ ต่อให้ปลุกพลังจิตได้สำเร็จ นายก็จะกลายเป็น ‘ไซเคอร์ผิดกฎหมาย’ ถูกจับได้ขึ้นมา... ถึงตายเลยนะ”
หลี่ซิ่นเก็บแววตาแห่งความปรารถนากลับคืน เขาวางหลอดฉีดยาคืนลงไปในกล่องอย่างอาลัย
ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“แน่นอนว่าไม่ ฉันรู้ดีว่าควรทำตามกฎ”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่สายตาของหลี่ซิ่นก็ยังไม่ยอมละไปจากยากระตุ้นพลังจิตสูตรผสมหมายเลข 7
เขาต้องใช้ความตั้งใจมหาศาล ถึงจะยอมเก็บมันกลับเข้ากล่องและปิดมันลง
จากนั้น หลี่ซิ่นก็หยิบสัญญาขึ้นมาดู แล้วเหลือบตามองไป๋มู่
ไป๋มู่ดูจะรู้หน้าที่ดี จึงยื่นปากกาและหมึกประทับลายนิ้วมือมาให้
ไม่น่าเชื่อว่าเข้าสู่ยุคจักรวาลแล้ว การเซ็นเอกสารยังคงเรียบง่ายแบบนี้
แน่นอนว่าหลี่ซิ่นเข้าใจดี ที่มันง่ายแบบนี้ก็เพราะระดับของเขายังต่ำเกินไป ถ้าเขามีระดับสูงกว่านี้ หรือถ้าสัญญาฉบับนี้มีความสำคัญมากกว่านี้ล่ะก็...
กระบวนการเซ็นสัญญาก็จะยุ่งยากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด สแกนม่านตา หรือแม้แต่การยืนยันด้วยชิปส่วนตัว ฯลฯ
แต่สำหรับตอนนี้ แค่ลงชื่อกับประทับลายนิ้วมือก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเซ็นชื่อใน “สัญญาขายตัวเอง” เสร็จ หลี่ซิ่นก็ถอนหายใจยาวก่อนจะส่งมันให้ไป๋ชวน
ไป๋ชวนมองเขาแล้วส่ายหัวเล็กน้อย
“อย่าทำหน้าเหมือนจำใจนักเลย ที่ฉันให้โอกาสนี้กับนาย ก็เพราะเห็นว่านายเป็นเพื่อนของไป๋มู่ต่างหาก”
“ได้เข้าทำงานในบลูพริ้นท์ในฐานะพนักงานประจำ อย่าว่าแต่จะได้ไปประจำเขตสงครามเลย แค่ได้อยู่ในเขตสงครามทั้งชีวิต ก็ยังมีคนแย่งกันเป็นแถบ”
หลี่ซิ่นเรียกสติตัวเองกลับมา ก่อนจะพยักหน้า
“คุณลุงพูดถูก นี่คือโอกาสของผมจริง ๆ”
สิ่งที่ไป๋ชวนพูดไม่ผิดเลย หากเขาต้องการหาคนมาเป็นตัวแทนให้ไป๋มู่ล่ะก็ มันไม่ใช่เรื่องยากเลย
แม้เงื่อนไขในสัญญาจะระบุไว้ว่า ต้องเป็นคนที่ผ่านการฝึกทางทหารพื้นฐานมา 8 ปี และได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นหลายครั้งก็ตาม
บนดาว “ก้วนซั่ว 4” สิ่งที่ไม่เคยขาดก็คือ “คน”
การที่โอกาสนี้ตกมาถึงหลี่ซิ่น แปลว่าทั้งไป๋ชวนและไป๋มู่ต่างก็ช่วยเหลือเขาอย่างมาก
สำหรับไป๋มู่ เขายังสามารถเลือกงานที่ปลอดภัยและมั่นคงกว่านี้ได้ค่อยเข้าบลูพริ้นท์ทีหลัง งานที่เขตสงครามจึงไม่ดึงดูดใจนัก
แต่สำหรับคนอื่น ๆ รวมถึงหลี่ซิ่นเอง นี่คือ “สัญญาซื้อชีวิต” ฉบับหนึ่งเลยก็ว่าได้
ไป๋ชวนเก็บสัญญาใส่กระเป๋าเอกสาร ก่อนจะพูดต่อหลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“จากท่าทีเมื่อกี้ ฉันว่า นายควรคิดให้รอบคอก่อนฉีดยานั่น”
“เพราะฉีดไปแล้ว มันอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”
“ยากระตุ้นพลังจิต ฉีดเข้าไปแล้ว มันจะไม่อยู่ในการควบคุมของนายอีก”
“ฉันขอแนะนำว่า เอามันไปขายดีกว่า อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้นาย...”
เขามองสภาพห้องในตอนนี้ ก่อนจะพูดต่อ
“อย่างน้อย ก็ช่วยให้นายปรับปรุงสภาพบ้านอยู่ได้บ้าง”
หลี่ซิ่นพยักหน้าตอบ
“ขอบคุณครับลุง ผมจะคิดดูให้ดี”
ไป๋ชวนมองแววตาของหลี่ซิ่นก็รู้ทันทีว่าเขากำลังพูดแบบขอไปที แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาหันไปพาลูกชายลุกขึ้น
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ซิ่นก็รีบเดินไปเปิดประตู
นอกประตู มีชายร่างใหญ่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี นั่นคือ หลี่จวง จากท่าที ดูเหมือนเขากำลังแอบฟังอยู่
ไม่แปลกเลยที่ตอนคุยกันเมื่อครู่จะไม่ได้ยินเสียงซ่อมอะไรจากข้างนอกเลย
พอหลี่จวงเห็นประตูเปิดออก ก็รีบหันหลังทำทีว่า “กำลังยุ่ง”
หลี่ซิ่นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะไม่พูดอะไร แล้วเดินไปส่งไป๋ชวนกับไป๋มู่ที่หน้าประตู
ไป๋ชวนพูดขึ้นว่า
“เอาล่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว”
“ครับ ลุงไป๋” หลี่ซิ่นพยักหน้า
ไป๋มู่ก็พูดบ้าง
“ลาก่อนนะหลี่ซิ่น ฉันหวังว่าจะได้ยินข่าวดีจากนาย”
หลี่ซิ่นยิ้มบาง ๆ
“นายจะได้ยินแต่ข่าวดีจากฉันแน่นอน!”
ไป๋มู่ยิ้มตอบ จากนั้นทั้งสองพ่อลูกก็ขึ้นรถที่จอดอยู่ข้าง ๆ เสียงเครื่องยนต์ดังฮึมเบา ๆ แล้วรถก็ขับจากไป
หลี่ซิ่นมองรถคันนั้นจนกระทั่งมองไม่เห็นแม้แต่ไฟท้าย แล้วจึงหันกลับมา
เมื่อหันกลับมา เขาก็เห็นหลี่จวงยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล กำลังมองเขาอยู่
หลี่ซิ่นไม่พูดอะไร เขาเดินกลับเข้าห้อง หยิบกล่องยานั้นออกมา แล้วเก็บใส่กระเป๋าสะพายสีดำ
เห็นหลี่ซิ่นทำท่าจะออกจากบ้าน หลี่จวงก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“แกจะไปบริษัทป้องกันเหิงอันจริง ๆ เหรอ?”
“ฉันได้ยินมาว่าที่นั่นอยู่ในเขตสงคราม แล้วยานั่น... แกจะไม่เลิกคิดฉีดมันหน่อยเหรอ?”
“ฉันได้ยินมาว่าความสำเร็จในการฉีดพลังจิตต่ำมาก แถมยังมีความเสี่ยงล้มเหลวอีก...”
“ในบัตรนี่ ยังมีเงินช่วยเหลือที่พ่อแกทิ้งไว้ ถ้าไม่ไปก็ได้ไหม? ยังพอมีเงินให้หาผู้หญิงสักคนให้แกได้นะ...”
หลี่จวงในตอนนี้ ดูไม่เหมือนคนที่ชอบทำหน้าตาน่ากลัวอย่างทุกที เขาดูเป็นห่วงมาก ในมือยังถือบัตรเงินไว้แน่น
หลี่ซิ่นรับบัตรมาดู ก่อนจะยิ้มแล้วเอามันตบกลับไปที่หน้าอกของหลี่จวง
“สัญญายังเซ็นไปแล้ว จะไม่ไปได้ไงล่ะ”
“เขาตายไปตั้งหลายปีแล้ว เงินช่วยเหลือก็สมควรใช้จนหมดแล้ว เงินนี่... พ่อเก็บไว้ใช้เองเถอะ ถ้าไม่พอก็หาแฟนสักคนก็ได้”
“พ่อไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ล้มเหลว ผมจะต้องสำเร็จแน่นอน!”
สีหน้าของหลี่จวงซีดลงเล็กน้อย เขาพึมพำในลำคอแต่ก็พูดอะไรไม่ออก
ด้วยนิสัยของเขา การที่ไม่โมโหแล้วพูดได้เยอะขนาดนี้ก็นับว่ายากมากแล้ว
หลี่ซิ่นตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนจะพูดอย่างสงบ
“พ่อ พ่อเลี้ยงผมจนโต ใช้ชีวิตในอู่ซ่อมแคบ ๆ นี้มาตลอด ประหยัดทุกอย่างเพื่อส่งผมเรียน ผมรู้ว่าพ่อลำบากมาก”
“แต่ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ถึงอู่ซ่อมจะไม่เลว แต่การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปตลอด ไม่ใช่ชีวิตที่ผมต้องการ”
“ในเมื่อพ่อยังมีเงิน ไม่ต้องเลี้ยงผมแล้ว ก็รีบหาแฟนเถอะ ใต้สะดือยังใช้ได้อยู่ไม่ใช่เหรอ เผื่อจะมีน้องชายให้ผมอีกสักคน”
หลี่จวงฟังจบก็ถอนหายใจ
“นิสัยของแก เหมือนพ่อแกไม่มีผิด”
“แต่สิ่งที่แกพูดก็ถูก ตอนนี้ไม่ต้องใช้เงินกับแกแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะไปหาแฟนใหม่ก็แล้วกัน!
______________________________________________
Psyker ไซเคอร์ หมายถึง "นักจิตวิทยา" หรือ "คนที่มีพลังจิต"