เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: ตกเป็นเป้าหมาย?

บทที่ 9: ตกเป็นเป้าหมาย?

บทที่ 9: ตกเป็นเป้าหมาย?


บทที่ 9: ตกเป็นเป้าหมาย?

"มิหนำซ้ำ คุณชายท่านนั้น... พลังวรยุทธ์คงไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น"

"ดูจากรัศมีพลังที่แผ่ออกมา เกรงว่าระดับพลังอาจจะทัดเทียมกับคุณหนูเลยทีเดียว"

เมื่อได้ยินท่านอาทั้งสองกล่าวชมชายหนุ่มแปลกหน้าเช่นนี้ นัยน์ตาคู่สวยของหญิงสาวก็ฉายแววตื่นตะลึง

อะไรนะ! แม้จะสัมผัสได้ว่าบุรุษผู้นั้นมีบุคลิกโดดเด่นไม่เหมือนใคร แต่ไม่คาดคิดว่าวรยุทธ์ของเขาจะทัดเทียมกับนาง

ต้องรู้ก่อนว่า ตอนนี้นางบรรลุถึง ขั้นขัดเกลาเนื้อหนังแล้ว อีกเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงเข้าสู่ขั้นขัดเกลากระดูก

ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ แม้แต่ในเมืองมณฑล นางยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ

แต่วันนี้ ณ ตำบลเล็กๆ อันห่างไกล กลับได้พบเจอกับอัจฉริยะรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีฝีมือทัดเทียมกับนาง

ท่านพ่อพูดถูกจริงๆ... โลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เสือหมอบมังกรซ่อน อัจฉริยะมีมากมายดุจฝูงปลาข้ามน้ำ

"คุณหนู ดึกมากแล้ว เชิญพักผ่อนเถิดขอรับ พรุ่งนี้เรายังต้องเร่งเดินทางต่อให้ถึงอำเภอชิงอวิ๋น"

"ป่านนี้นายท่านคงรอคุณหนูอยู่ที่นั่นนานแล้ว"

นอกจากโต๊ะนี้ที่กำลังซุบซิบเรื่องของลู่เสวียนแล้ว...

อีกมุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม มีชายฉกรรจ์สี่คนนั่งล้อมโต๊ะ สายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่ลู่เสวียนเพิ่งเดินจากไป

ทั้งสี่สวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ดูเก่าซอมซ่อ บนโต๊ะนอกจากอาหารและสุราพื้นๆ แล้ว ยังมีดาบเล่มใหญ่สภาพบุบบิบวางเรียงอยู่สี่เล่ม

หนึ่งในนั้นขยับเข้าไปกระซิบข้างหูชายร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม

"พี่ใหญ่ ไอ้หนุ่มเมื่อกี้ดูท่าทางจะเป็นลูกเศรษฐีผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินแน่ๆ"

ชายร่างยักษ์ได้ยินดังนั้น ก็หันไปถามชายอีกคน

"น้องสาม เมื่อกี้เจ้าออกไปดูลาดเลามาแล้ว เป็นไงบ้าง"

ชายคนที่ถูกเรียกว่าน้องสามพยักหน้าเข้าใจ รีบรายงานสิ่งที่ไปสืบมา

"พี่ใหญ่ ไอ้หนุ่มนั่นมันแปลกๆ อยู่นะ"

ได้ยินน้องสามพูดแบบนั้น พี่ใหญ่ก็ขมวดคิ้ว "หือ? แปลกยังไง? มันขนคนมาเยอะรึ?"

"เปล่าเลยพี่ใหญ่ ท่านคิดมากไป" น้องสามรีบปฏิเสธ "มันพาคนมาแค่สองคนเอง เมื่อกี้ข้าแกล้งเดินไปชนไอ้ยักษ์ที่เฝ้าม้า มันเซเกือบล้ม ขาแข้งไม่มั่นคง ดูท่าจะเป็นแค่คนตัวใหญ่แต่ไร้น้ำยา ไม่น่าจะฝึกวรยุทธ์มา"

สิ้นคำพูด ชายที่เหลือต่างหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย

ชายร่างผอมแห้งที่นั่งเงียบมาตลอด เอ่ยปากขึ้นบ้าง

"ก็หมายความว่า ข้างกายไอ้หนุ่มนั่น มีแค่ไอ้คนใช้ที่วิ่งวุ่นนั่นคนเดียวที่เป็นตัวปัญหา"

"แต่ไม่รู้ว่าฝีมือมันแค่ไหน ข้าว่า... ระวังไว้หน่อยก็ดีนะพี่ใหญ่"

"โธ่ พี่รอง! ท่านจะกังวลอะไรนักหนา!" ชายคนแรกแย้งขึ้นอย่างตื่นเต้น "มันมีคนคุ้มกันแค่คนเดียว พวกเรามีตั้งสี่คน วางแผนดีๆ งานนี้กินนิ่มแน่!"

"เมื่อก่อนเราก็เคยเจอพวกคุณหนูคุณชายสมองนิ่มแบบนี้มาแล้ว พาคนคุ้มกันกระจอกๆ มา สุดท้ายก็เสร็จเราเรียบ"

ชายคนนี้พูดไปน้ำลายสอไป ราวกับเห็นลาภลอยก้อนโตมาวางอยู่ตรงหน้า

พี่ใหญ่ในฐานะหัวหน้ากลุ่มมองดูลูกน้องถกเถียงกัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น

"นานๆ ทีจะมี 'แกะอ้วน' หลงมาให้เชือด ข้าว่า... งานนี้คุ้มที่จะเสี่ยง ลงมือเถอะ!"

ช่วยไม่ได้ พวกเขาซุ่มดูเหยื่อที่ตำบลสิบลี้นี้มาหลายวันแล้ว

คนที่ผ่านไปผ่านมาถ้าไม่มากันเป็นขบวนใหญ่โต ก็เป็นพวกจอมยุทธ์พเนจรที่ตอแยไม่ได้ ส่วนพวกที่เหลือก็มีแต่ยาจกที่จนกรอบยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก

อย่างกลุ่มคนโต๊ะโน้น ที่มีแม่นางปิดหน้านั่น ก็เป็นแกะอ้วนที่น่าสนใจ... โดยเฉพาะแม่นางคนนั้น รูปร่างเย้ายวนจนพวกเขาน้ำลายไหล

ถึงจะปิดหน้าปิดตา แต่ดูจากทรวดทรงองเอว ก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นโฉมงามล่มเมืองแน่ๆ

แต่ติดตรงที่ฝ่ายนั้นมีอาวุธครบมือ แถมคนคุ้มกันหน้าตาเหี้ยมเกรียมอีกเป็นโขยง

ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันดูโหดหินขนาดนั้น ป่านนี้พวกเขาคงวางแผนปล้นชิงตัวแม่นางคนนั้นไปแล้ว

"งั้นพวกข้าขอฟังคำสั่งพี่ใหญ่!"

เมื่อพี่ใหญ่ตัดสินใจ น้องๆ อีกสามคนก็ไร้ข้อโต้แย้ง

เพราะพี่ใหญ่คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม เป็นถึงจอมยุทธ์ ขั้นขัดเกลาผิวหนัง

อีกอย่าง ตอนนี้พวกเขากรอบจนแทบจะกินแกลบ ถ้าไม่รีบหาเงิน มีหวังได้อดตายกันจริงๆ

โอกาสเจอเหยื่อรวยๆ ที่ป้องกันตัวหละหลวมแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ เสี่ยงหน่อยจะเป็นไรไป

"ดี! น้องสาม เจ้าเอาม้าสองตัวที่เหลือไปขุนให้อิ่ม เตรียมให้พร้อม พรุ่งนี้พอไอ้หนุ่มนั่นออกจากตำบลสิบลี้ เราจะหาจังหวะลงมือ"

เดิมทีพวกเขามีม้าสี่ตัว แต่ระหว่างทางหนีความจนมาที่นี่ ต้องจำใจฆ่าม้ากินไปแล้วสองตัวเพื่อประทังชีวิต ไม่งั้นคงมาไม่ถึงที่นี่

"เดี๋ยวก่อนพี่ใหญ่ ข้ายังมีของดีน่าจะช่วยจัดการไอ้คนคุ้มกันนั่นได้"

"โอ้? น้องรอง มีอะไรดีๆ รึ"

พี่ใหญ่มองถุงผ้าใบเล็กในมือของน้องรองอย่างสนใจ

"พี่ใหญ่ นี่คือผงพิษ ข้าแอบเก็บไว้ พรุ่งนี้ตอนลงมือ พี่ก็แค่สาดไอ้นี่ใส่หน้าไอ้คนคุ้มกัน รับรองว่ามันจะหมดแรงสู้ไปเลย"

"ฮ่าๆๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมมาก!"

พี่ใหญ่หัวเราะร่าอย่างพึงพอใจ "มีของดีของน้องรองแบบนี้ พรุ่งนี้ไม่มีพลาดแน่ ไอ้หนุ่มนั่น... อย่าหวังว่าจะรอดมือข้าไปได้!"

ดึกสงัด

ในห้องพักที่เงียบสงบและเรียบง่าย ลู่เสวียนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร

บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานชามเปล่าที่เคยกองพะเนินด้วยเนื้อสัตว์ ปริมาณอาหารสำหรับคน 5-6 คนกินอิ่ม แต่เพียงครู่เดียว มันก็ถูกลู่เสวียนกวาดลงท้องไปจนเกลี้ยง

และถึงจะกินไปมากขนาดนี้ ลู่เสวียนก็รู้สึกแค่อิ่มท้องประมาณแปดส่วนเท่านั้น

มิน่าเล่า คนโบราณถึงกล่าวว่า "เรียนหนังสือต้องจน ฝึกยุทธ์ต้องรวย" หากไม่มีเงินทองมหาศาลมาสนับสนุน คนฝึกยุทธ์คงอดตายไปก่อนจะเก่ง

ลู่เสวียนเพ่งสมาธิ หน้าต่างระบบก็ปรากฏขึ้น

ผู้ครอบครอง: ลู่เสวียน

ขอบเขต: ขั้นขัดเกลาโลหิต (สมบูรณ์)

วิชา: เพลงดาบเพลิงกัลป์ 1/9

แต้ม: 1

มองดูแต้มเลข 1 อันโดดเดี่ยว ลู่เสวียนได้แต่ยิ้มขมขื่นอย่างจนใจ

ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้น ความต้องการแต้มเพื่ออัปเกรดก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต้ม 1 แต้มนี้ เป็นเศษเสี้ยวพลังงานที่หลงเหลือจากการกินโสมโลหิตครั้งล่าสุดเท่านั้น

ดูท่า... ความหวังเดียวของเขาคงต้องฝากไว้กับ "สิ่งลี้ลับ" ในตำนานพวกนั้นเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นการหาแต้มระบบคงยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์

ลู่เสวียนที่กำลังปลงตกกับชะตาชีวิต หารู้ไม่ว่าตนเองได้กลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรไปเสียแล้ว

แต่ถึงจะรู้ เขาก็คงไม่ใส่ใจ เพราะมดปลวกไม่กี่ตัว... ไม่อยู่ในสายตาของพยัคฆ์

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

รถม้าของลู่เสวียนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตำบลสิบลี้ มุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้าและหายลับไป

คล้อยหลังไม่นาน ม้าสองตัวพร้อมคนขี่ท่าทางเร่งรีบ ก็ควบทะยานตามรอยล้อรถม้าของลู่เสวียนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฝุ่นตลบฟุ้งกระจายไปตลอดทาง!

(จบบทที่ 9)

จบบทที่ บทที่ 9: ตกเป็นเป้าหมาย?

คัดลอกลิงก์แล้ว