เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 เงินยมโลกแลกเงินคนเป็นได้

บทที่ 2 เงินยมโลกแลกเงินคนเป็นได้

บทที่ 2 เงินยมโลกแลกเงินคนเป็นได้


"ไม่ใช่ฝัน! ไม่ใช่ฝันจริงๆ ด้วย!"

อันหรันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

คุณลุงยามฟังแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก "ฝันเฟินอะไรกัน? หรือว่าหกล้มหัวฟาดพื้นไป?"

อันหรันกำลังจะตอบ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง

หยิบขึ้นมาดู เป็นข้อความวีแชตจากหลิวเผิงอวี่: "พี่ พี่ขึ้นมาแล้วเหรอ?"

อันหรันตอบกลับไปว่า "อืม" จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น แล้วยิ้มให้คุณลุงยาม "ขอบคุณครับคุณลุง ผมไม่เป็นอะไรแล้ว"

พูดจบ เขาก็ยิ้มร่าวิ่งลงจากเขาไป ราวกับถูกผีเข้าสิงอย่างไรอย่างนั้น

ออกจากสุสานสาธารณะ เขาก็เรียกรถแท็กซี่ไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่อยู่ชานเมืองทิศใต้ของอำเภอ

ศาลเจ้าเล็กๆ แห่งนี้ ประตูทั้งสองข้างยังคงติดคำกลอนคู่สีแดงตั้งแต่ช่วงตรุษจีน แผ่นป้ายแนวนอนเหนือประตูก็ถูกแปะทับซ้อนกันหลายชั้น

ในศาลเจ้าไม่มีคนอยู่เลย มีเพียงธูปหนึ่งกล่องวางอยู่บนโต๊ะไม้ตรงทางเข้า ที่มุมโต๊ะยังมีคิวอาร์โค้ดแปะไว้สำหรับทำบุญตามศรัทธา

อันหรันสแกนจ่ายไป 30 หยวน หยิบธูปมาสามดอก เดินไปโค้งคำนับสามครั้งหน้ารูปปั้นเจ้าพ่อหลักเมืองหน้าตาอัปลักษณ์ จากนั้นจึงปักธูปลงในกระถางธูปสีดำขนาดใหญ่

ทันทีที่มือของเขาละออกจากธูป แสงสีเหลืองหม่นสายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาจากทางด้านขวา

เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าบนผนังปรากฏประตูวงพระจันทร์ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เขาเดินไปที่ประตูแล้วมองเข้าไปด้านใน

ภายในประตูเป็นลานเล็กๆ สีเทาหม่น กลางลานมีเรือนไม้โบราณทรงสูงตั้งตระหง่านอยู่

เหนือประตูไม้แกะสลักสองบานมีป้ายสีทองแขวนอยู่ บนป้ายเขียนอักษรตัวใหญ่สี่ตัว: ธนาคารฟ้าดิน

อันหรันอดที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ดูเหมือนว่าเจ้าพนักงานผีแห่งเมืองว่านตายจะไม่ได้หลอกเขา

อันหรันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เดินผ่านประตูเข้าไป แล้วค่อยๆ ก้าวไปยังเรือนไม้

ประตูเรือนเปิดอยู่ ด้านในมีตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงหนึ่งแขวนอยู่ข้างเสา แสงริบหรี่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเผยให้เห็นเค้าโครงของชายชราที่อยู่หลังเคาน์เตอร์

อันหรันตั้งสติแล้วเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ เคาะเบาๆ สามครั้งบนโต๊ะไม้หนาที่ขึ้นเงาจากการใช้งาน

"สวัสดีครับ ที่นี่แลกเงินของโลกคนเป็นได้ไหมครับ?"

ชายชราตัวเล็กไว้เคราแพะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ขุ่นมัวกวาดมองใบหน้าของอันหรันอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปรากฏแววประหลาดใจ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความยินดี "คนเป็น? ช่างเป็นแขกที่หายากจริงๆ"

อันหรันกลืนน้ำลาย หยิบเหรียญเฟิงตูทงเป่าออกมาจากถุงเงินหนึ่งเหรียญ แล้วถามย้ำความต้องการของตนอีกครั้ง "เหรียญนี่ แลกเป็นเงินของโลกคนเป็นได้ไหมครับ?"

"ท่านต้องการแลกเท่าไหร่?"

มีหวัง!

อันหรันเทเหรียญเฟิงตูทงเป่าทั้งหมดในถุงเงินออกมาทันที

เป็นจำนวนที่ลงตัวพอดี 100 เหรียญ

"แลกทั้งหมดนี่เลยครับ"

"ได้ขอรับ รอสักครู่"

ชายชรายกมือกวาดทีเดียว เหรียญทองแดงทั้งหมดบนโต๊ะก็หายเข้าไปในแขนเสื้อที่กว้างขวางของเขา

เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านใน การเคลื่อนไหวเชื่องช้าและแข็งทื่อ รออยู่เกือบสิบนาทีถึงได้กลับออกมา ในมือถือกล่องไม้สีดำใบเล็กมาด้วย

เมื่อมาถึงหน้าอันหรัน เขาก็เปิดฝากล่องออก

ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดอันริบหรี่ สามารถมองเห็นธนบัตรใบละร้อยหยวนใหม่เอี่ยมปึกหนึ่งวางนิ่งอยู่ในกล่อง

"ตามอัตราแลกเปลี่ยนของปีนี้ เฟิงตูทงเป่าหนึ่งเหวิน แลกเป็นเงินหยวนได้ 75 หยวน 100 เหวิน ก็คือ 7,500 หยวน"

1 แลกได้ 75?!!!

ใบหน้าของอันหรันนิ่งสงบดั่งผืนน้ำ แต่ในใจกลับตื่นเต้นจนแทบคลั่ง

ให้ตายเถอะ ที่แท้เงินยมโลกนี่แหละคือสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุด!

อันหรันข่มความตื่นเต้นในใจ รับกล่องไม้มาแล้วนับอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมด 75 ใบ

"จำนวนถูกต้อง ขอบคุณครับ" พูดจบ เขาก็ถือกล่องไม้หันหลังเดินจากไป

ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พัดเฉียดแผ่นหลังของเขา!

ร่างที่หลังค่อมของชายชราปรากฏขึ้นด้านหลังของอันหรันในพริบตา ใกล้เสียจนได้กลิ่นเถ้าดินจากตัวเขา

ขนทั่วร่างของอันหรันลุกชันราวกับถูกราดด้วยน้ำแข็งหนึ่งถัง

เขาค่อยๆ หันกลับไป เสียงสั่นเทา "คุณ...ยังมีธุระอะไรงั้นเหรอครับ?"

ชายชราหัวเราะแหะๆ มุมปากแทบจะฉีกไปถึงใบหู "ทูตส่งวิญญาณเดินทางโดยสวัสดิภาพ ไว้โอกาสหน้าเชิญใหม่นะขอรับ"

ให้ตายสิ!

จะส่งแขกทำไมต้องทำให้น่ากลัวขนาดนี้ด้วย!

อันหรันสบถในใจ พยักหน้าแล้วรีบเดินหนีไป

แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หันกลับมาอีกครั้ง

"เมื่อครู่คุณลุงพูดว่าทูตส่งวิญญาณ หมายความว่าอย่างไรครับ?"

ชายชราดูเหมือนจะคาดเดาได้ว่าอันหรันจะต้องมีคำถามนี้ จึงเอ่ยขึ้นช้าๆ "ในสมัยราชวงศ์ถัง ภูตผีปีศาจออกอาละวาดสร้างความวุ่นวาย พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ได้มีพระบัญชา ค้นหาผู้มีวาสนาในโลกมนุษย์เพื่อมอบบัญชาส่งวิญญาณ ผู้ที่ถือบัญชาส่งวิญญาณ ก็คือทูตส่งวิญญาณ สามารถเปิดเส้นทางระหว่างหยินหยาง เพื่อจับกุมภูตผีปีศาจที่สร้างความวุ่นวายส่งไปยังยมโลก แต่ว่า เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเก่าแก่ไปแล้ว นับตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐเป็นต้นมา ในโลกมนุษย์ก็ไม่มีสิ่งแปลกปลอมออกอาละวาดอีกเลย"

อันหรันฟังแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

ก็ว่าอยู่ ตั้งแต่สถาปนาประเทศเป็นต้นมา พวกสัตว์น่ะถูกสั่งห้ามฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นปีศาจไปแล้วนี่นา ในเมื่อกฎหมายห้ามมีปีศาจ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เขาไปจับปีศาจ

แต่คำถามใหม่ก็เกิดขึ้นมา

"ในเมื่อไม่มีภูตผีปีศาจแล้ว ยังต้องมีทูตส่งวิญญาณไว้ทำอะไรอีกครับ?"

ชายชราส่ายหน้ายิ้ม "การจัดการของพระโพธิสัตว์ย่อมมีความหมายลึกซึ้ง ผู้เฒ่าเช่นข้ามิอาจคาดเดาได้"

เเอาเถอะ ยังไงตาแก่นี่ก็เป็นผีที่ชอบทิ้งปริศนาอยู่ดี

"แล้วการที่ทูตส่งวิญญาณเปิดเส้นทางหยินหยาง จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรหรือไม่ครับ? อย่างเช่น ลดอายุขัยอะไรทำนองนั้น"

"เหะๆ ท่านทูตส่งวิญญาณคิดมากไปแล้ว" ชายชรายิ้มอีกครั้ง แล้วพูดอย่างสบายๆ "ทูตส่งวิญญาณคนก่อนหน้าท่าน นามว่าหลี่ชิ่งหย่วน มีชีวิตอยู่ถึง 256 ปี สิ้นอายุขัยอย่างสงบ"

"อายุเท่าไหร่นะครับ?!"

"256 ปี" ชายชราทวนซ้ำ

ให้ตายเถอะ!

คราวนี้อันหรันเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว

คาดว่าพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์คงเห็นว่าชีวิตในยมโลกนั้นลำบากเกินไป ข้าวของแพง วัตถุดิบน้อย จึงได้เลือกทูตส่งวิญญาณขึ้นมาเพื่อเผาสิ่งของลงไปให้

ส่วนที่ว่าทำไมถึงเป็นเขาที่ได้รับเลือก

ก็คงต้องบอกว่า พระองค์ท่านมีสายพระเนตรที่เฉียบคม

งานพ่อค้าสองภพนี่... ผมขอรับไว้ละกัน หวานเจี๊ยบบ...

ออกจากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อันหรันก็ตรงไปยังธนาคารทันที

เงิน 7,500 หยวนถูกฝากเข้าตู้เอทีเอ็มได้อย่างราบรื่น

เหรียญทองแดงของยมโลก สามารถแลกเป็นเงินหยวนของโลกคนเป็นได้จริงๆ!

ช่างเป็นเรื่องพิลึกกึกกือที่สุดในสามโลกจริงๆ

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผลประโยชน์จากยมโลกเนี่ย ถ้าไม่คว้าไว้ก็โง่เต็มที

เมื่อกลับมาถึงร้านเครื่องกระดาษ อันหรันไม่พูดพร่ำทำเพลง หาตอกไม้ไผ่กับกระดาษสีมาได้ก็ลงมือก้มหน้าก้มตาทำทันที

ไก่ย่างที่ตัดหัวตัดขาออกแล้วขึ้นโครง หุ้มด้วยกระดาษไผ่แล้วทาสีคาราเมลทับอีกชั้น ใช้เวลาเพียงสิบนาที ไก่ย่างกระดาษสีสันน่ากินก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยต้นทุนเพียงไม่กี่เหมา

อันหรันทำไก่ย่างรวดเดียวสิบตัว แล้วยังทำเหล้าเหลืองอีกหนึ่งไห กับโค้กอีกหนึ่งลัง

คิดไปคิดมา เขาก็ทำโทรศัพท์เครื่องใหม่ขึ้นมาอีกเครื่อง จากนั้นก็ออกไปซื้อถั่วลิสงจิ่วกุ่ยสองห่อ ไข่พะโล้เซียงปาเหล่าสองสามฟอง สุดท้ายก็นำของทั้งหมดใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วมุ่งตรงไปยังสุสานชานเมือง

เวลาเที่ยงคืน ประตูสุสานถูกล็อกไปนานแล้ว

คุณลุงยามกำลังนั่งฟังนิยายเสียงพลางสูบบุหรี่อยู่ในป้อมยาม ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งยื่นมาเคาะกระจกหน้าต่างสองครั้ง ทำเอาเขาตกใจจนบุหรี่หล่นใส่กางเกง

"ไอ้แม่เจ้าโว้ย!!!"

คุณลุงสะดุ้งโหยงลุกขึ้นจากเก้าอี้ พอเพ่งมองดีๆ ถึงได้เห็นว่านอกป้อมยามมีชายหนุ่มหน้าตากึ่งคุ้นกึ่งไม่คุ้นยืนอยู่

"พ่อหนุ่มนี่ กลางค่ำกลางคืนไม่นอนอยู่บ้าน มาวิ่งเล่นหลอกคนในสุสานทำไมกัน?!"

อันหรันหัวเราะแหะๆ รีบยื่นบุหรี่หัวจื่อเข้าไปทางหน้าต่างซองหนึ่ง "ขอโทษครับ พอดีตอนบ่ายเผากระดาษยังไม่จุใจ เพื่อนผมอยากให้ผมเผาไปให้อีกหน่อย ผมเลยเอามาทั้งลังเลย รบกวนคุณลุงช่วยอำนวยความสะดวกหน่อยนะครับ"

คุณลุงมองบุหรี่หัวจื่อแล้วก็เลียปาก "ก็ได้ แต่ทำให้มันเร็วๆ หน่อยล่ะ อย่าเผลอหลับอยู่ในนั้นอีกล่ะ แล้วก็ ในสุสานมีแต่กล้องวงจรปิดนะ อย่าไปแตะต้องของบ้านอื่นล่ะ"

"ลุงคิดว่าผมมาขโมยของรึไง? เปิดประตูเถอะครับ" อันหรันพูดยิ้มๆ อย่างติดตลก แล้วยังจงใจเปิดกระเป๋าเดินทางให้คุณลุงยามดูเครื่องกระดาษที่อัดแน่นอยู่ข้างใน

คุณลุงยามยังมีท่าทีครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ แต่เห็นแก่บุหรี่หัวจื่อ ก็ยอมเปิดประตูสุสานให้

อันหรันวิ่งขึ้นเขาไปตลอดทาง อันดับแรกเขาไปที่หลุมศพของอันจวิ้นเหลียงผู้เป็นพ่อ วางโทรศัพท์ลงในอ่างเหล็กแล้วเผา

แต่รออยู่หลายนาที โทรศัพท์จากพ่อก็ไม่ได้โทรมา

เขาผิดหวังเล็กน้อย แต่คิดไปคิดมาก็ปล่อยวางได้

พ่อของเขาเสียชีวิตไปเจ็ดปีแล้ว คาดว่าคงไปเกิดใหม่นานแล้ว ไม่ได้อยู่ในยมโลกอีกต่อไป ต่อให้เผาโทรศัพท์ลงไป เขาก็คงรับไม่ได้

หลังจากถอนหายใจเบาๆ อันหรันก็รวบรวมกำลังใจขึ้นมาใหม่ หิ้วกระเป๋าเดินทางมาที่หน้าป้ายหลุมศพของหลิวเผิงอวี่

ก่อนจะเริ่มเผา เขาส่งข้อความวีแชตไปหาเจ้าเด็กอ้วนก่อน: "ตอนนี้ฉันจะเผาแล้วนะ นายไปบอกพวกยามเฝ้าประตูเมืองให้หน่อย ให้พวกเขาช่วยดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าให้โดนแย่งอีก"

หลิวเผิงอวี่ตอบกลับมาในทันที: "โอเค เผาเลย"

อันหรันไม่รีรอ ไก่ย่างกระดาษ เหล้าเหลือง โค้ก ถูกวางลงในอ่างเหล็กทีละชิ้นแล้วจุดไฟ

ส่วนถั่วลิสงกับไข่พะโล้ของจริง เขาวางไว้เป็นอย่างสุดท้ายเพื่อเป็นการทดสอบ

เมื่อเผาของทั้งหมดไปแล้ว อันหรันก็ส่งวีแชตไปถาม: "ได้รับรึยัง? ฉันเพิ่มถั่วลิสงกับไข่พะโล้ไปด้วยนะ"

คาดว่าทางฝั่งหลิวเผิงอวี่คงกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน กว่าจะตอบกลับมาก็ผ่านไปครู่ใหญ่:

"พี่! ต่อไปนี้พี่คือพ่อบุญธรรมของผมแล้ว! โคตรอร่อยเลย!"

"ไข่พะโล้กับถั่วลิสงไม่ได้รับนะ มีแต่ไก่ย่าง เหล้าเหลือง แล้วก็โค้ก"

"พวกเจ้าพนักงานผีที่เฝ้าประตูเมืองได้กลิ่นหอมจนมึนไปหมดแล้ว พวกเขาบอกว่ายังอยากได้อีก ให้พี่ช่วยตั้งราคามาหน่อย"

"พ่อบุญธรรม ลองดูหน่อยสิว่าจะลงมาอีกทีเมื่อไหร่ จะได้มาคุยธุรกิจกับพวกเขา"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 2 เงินยมโลกแลกเงินคนเป็นได้

คัดลอกลิงก์แล้ว