เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 : หอไถ่ถอน

ตอนที่ 13 : หอไถ่ถอน

ตอนที่ 13 : หอไถ่ถอน


ดาวิสคิดก่อนจะตอบ

“ข้าเคยได้ยินมาก่อน มันไม่ได้ใช้เพื่อปล่อยนักโทษหรืออาชญากรที่เปลี่ยนใจหรอกรึ? มันถึงได้ชื่อหอไถ่ถอน?”

“เจ้าถูกแล้ว แต่ความจริงนั้นต่างจากสิ่งที่เจ้ารู้มากนัก…”

แคลร์ส่ายหน้าเบา ๆ

“อย่างแรกคือ ที่นั่นจะมีสามระดับที่ต้องผ่านในหอไถ่ถอน นักโทษมากมายจะให้อะไรก็ได้ตามแต่โอกาสในหอไถ่ถอน”

“ข้ามสองระดับแรกไป สิ่งที่เจ้าต้องรู้ตอนนี้คือระดับสาม ระดับสุดท้าย ระดับไถ่ถอน นี่คือจุดที่นักโทษจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรดวงใจและชำระล้างดวงวิญญาณให้พ้นจากมลทิน ถ้าหากนักโทษผ่านระดับสุดท้ายได้ พวกเขาถึงกับมีโอกาสถูกราชวงศ์เรียกตัว”

แคลร์ถอนหายใจ

“แต่ถึงแม่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และในส่วนที่โกหกนั้น…”

“ความจริงคือไม่มีนักโทษคนใดที่ผ่านระดับนั้นได้และจะใช้สมบัติที่วางไว้ในค่ายกล มันจะช่วยเพิ่มอสูรดวงใจให้แกร่งขึ้นด้วยค่ายกล ขณะที่นักโทษกำลังจัดการกับอสูรดวงใจ ค่ายกลอีกค่ายกลจะทำงาน ถ้าหากนักโทษ ‘ผ่าน’ ระดับสุดท้ายเมื่อไหร่ ค่ายกลอีกค่ายกลที่วางไว้จะประทับตราทาสในดวงวิญญาณ ราชวงศ์จะรับพวกเขาและมอบหมายให้ทำงานหรือจัดให้อยู่ในกองทัพอย่างเปิดเผย ทาสคนนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อพังราชวงศ์!”

“นี่เป็นความจริงที่น่ารังเกียจ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้”

แคลร์มองสีหน้างุนงงของเดวิส

“อะไรกัน? เจ้าขยะแขยงอาณาจักรของเรารึ?”

แคลร์ถามขณะที่ยิ้มอ่อน ๆ

บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ

“ใช่ เพราะการเป็นทาส…ข้าเคยเป็นมาก่อน มันเลวร้ายยิ่งนัก”

ดาวิสหัวเราะในความตลกร้าย

แคลร์ตกตะลึงเมื่อได้รู้สิ่งที่ดาวิสเปิดเผย

“แต่ถ้าพวกเขาเคยปกป้องท่านแม่กับท่านพ่อระหว่างการก่อกบฏ เช่นนั้นก็คุ้มค่า ข้าไม่สนใจตราบเท่าที่พวกสารเลวนั่นใช้ชีวิตปกป้องท่านพ่อกับท่านแม่”

“โอ้โห! เจ้านี่บิดมุมมองได้ดีนะ ปกป้องแม่กับพ่อแทนที่จะเป็นอาณาจักรงั้นหรือ…ข้าชอบนะ”

แคลร์ยิ้มเจ้าเล่ห์และหัวเราะ

“แต่เจ้าหลักแหลมนัก พวกมันถูกใช้เป็นโล่มนุษย์ปกป้องพวกเราจากกบฏ ข้ารู้สึกสงสารพวกเขาในทีแรก แต่พอได้รู้ว่าพวกเขาทำเรื่องชั่วร้ายมา แม่ก็หยุดสนใจไป”

แคลร์อธิบายประสบการณ์ของตัวเอง

“ดาวิส จงจำเอาไว้ พวกเราราชวงศ์จะไม่ลังเลที่จะสละชีวิตคนอื่นตราบเท่าที่เราปกป้องครอบครัวตัวเองได้!”

ดาวิสพยักหน้าส่งสัญญาณว่าเขาเข้าใจความหมายเบื้องหลังคำพูดนั้น เขาก็คิดแบบเดียวกันเพราะเขาคิดว่าเขาไม่ใช่คนเดิมกับที่อยู่บนโลกก่อนหน้า ที่โลกใบก่อน เขาไม่ต้องฆ่าใครเลยก็ได้ แต่โลกใบนี้นั้น…

เขาหรี่ตา เขาแน่ใจอย่างแจ่มชัดว่าเขาจะต้องเหยียบซากศพนับร้อยนับพันเพื่อที่จะไปถึงจุดสุดยอด!

แต่อย่างไรก็ตาม การที่แม่ที่ใจดีและห่วงใยเขาพูดเรื่องแบบนี้ออกมา…

‘นางเคยโดนทรยศมาก่อนงั้นหรือ?’

ดาวิสเดาเพราะเขาไม่รู้อดีตของแม่เลย สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือนางไม่ใช่คนอาณาจักรลอเรตก่อนที่จะแต่งงานกับโลแกน

“ข้าจะบอกให้พ่อหยุดใช้งานสองระดับแรกและวางค่ายกลเต็มที่ที่จะช่วยพิชิตอสูรดวงใจไว้ในระดับสาม ตามปกติแล้วนอกจากเหตุฉุกเฉิน เราจะไม่ใช้สมบัติ แต่เมื่อเจ้าเป็นอัจฉริยะในการบ่มเพาะวิญญาณ และที่สำคัญกว่านั้นเจ้าคือลูกแม่ เราจะพลาดโอกาสนี้ไปไม่ได้”

แคลร์พูดด้วยความยินดี

“ขอบคุณนะแม่!”

ดาวิสดีใจเมื่อได้ฟังเช่นนั้น

เขาค่อนข้างกังวลว่านางจะไม่อนุญาตแต่นางก็ตอบรับความปรารถนาของเขา นางอนุญาตเขาแล้ว

======

วันถัดมา

นอกหอไถ่ถอน

ดาวิสในชุดคลุมดำสวมหน้ากากปกปิดร่างกาย ถ้าได้เห็นร่างเล็กสวมผ้าคลุมดำก็คงจะทำให้คนกลัวในตอนกลางคืนได้ เขาเดินไปข้างนอกราวกับผีตัวเล็ก

“เจ้าโชคดีจริง ๆ สมบัติเหลือพลังอยู่ไม่ถึงสิบในร้อยส่วนแล้ว แต่มันก็มากเกินพอสำหรับขั้นพลังของเจ้า หรือถ้าหากว่ามันเหลือพลังมากกว่าห้าสิบส่วน ข้าคงจะใช้มันทะลวงพลังไปนานแล้ว”

โลแกนพูดด้วยความเศร้า

แคลร์ไม่ได้มาด้วย ดังนั้นดาวิสจึงมีพ่อของเขาติดตามมาอย่างลับ ๆ

เพราะการบ่มเพาะวิญญาณของเขาต้องถูกเก็บเป็นความลับอยู่แล้ว

“แต่เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าไหว?”

โลแกนมองเขา

ดาวิสพยักหน้าและไม่พูดอะไร

โลแกนรู้ว่าเขามิอาจเปลี่ยนใจลูกชายได้ เขาจึงไม่พูดอะไรอีก

ดาวิสเริ่มเดินไปทางหอไถ่ถอน

“ตรงไปที่ระดับสาม มันอยู่ในชั้นที่สามของหอไถ่ถอน พิชิตอสูรดวงใจของเจ้า…จากชาติที่แล้ว…ให้ได้”

ดาวิสชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง เขายิ้มภายใต้ผ้าคลุมนั้น

======

ณ หอไถ่ถอน ชั้นสาม

เงาหนึ่งปรากฏมาจากทางเข้าชั้นสาม

ดาวิสถอดผ้าคลุมและสำรวจห้อง พื้นที่โดยรอบสว่างจ้าเหมือนกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีแท่นบูชาที่กลางห้องตั้งตระหง่านอยู่

ห้องเต็มไปด้วยเทียนรอบแท่นบูชาที่สว่างไสว กลางแท่นบูชามีเบาะรองซึ่งบอกเขาว่าต้องทำสิ่งใด

เขาตรงไปที่เบาะและนั่งลง

ขณะที่นั่ง เพดานห้องสั่นไหวและปกคลุมเขาเป็นแสงทรงกลม ดาวิสรู้ว่าค่ายกลเริ่มทำงานแล้ว เขาจึงเริ่มบ่มเพาะหมอกแสงศักดิ์สิทธิ์

จากนั้นเขาจึงรู้ตัวว่าเขาเริ่มที่จะมึนงง มันรู้สึกเหมือนกับว่าบางอย่างพยายามจะบีบหัวใจเขาเหมือนกับว่าจะดึงเอาความรู้สึกของเขาออกไป เขาเพ่งสมาธิในทันที

ก่อนที่ดาวิสจะรู้ตัว เขาก็ถูกพาไปยังสถานที่อื่นแล้ว

“ที่นี่มัน? ข้าอยู่ไหน?”

ดาวิสตกใจแม้ว่าจะเตรียมใจมาแล้ว

การเปลี่ยนแปลงภาพที่ได้เห็นนั้นเร็วเกินไป! เขามองรอบ ๆ และเบิกตากว้าง

“ที่นี่มันคุ้น ๆ แปลก ๆ…”

“นี่มัน…กรงขั…บ้านเก่าของเรา!”

ดาวิสตกใจ

เขาเริ่มตัวสั่น

‘ใจเย็นไว้ตัวข้า นี่ไม่ใช่ความจริง จำไว้ จำไว้ ใช่ นี่เป็นแค่อสูรดวงใจ’

ดาวิสหน้าแข็งทื่อ เขาพึมพำ

“ข้าไม่อยากจะกลับมาที่นี่อีกแล้ว ค่ายกลนี่ทำให้ประสาทเสียเก่งเหลือเกิน…”

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงร้องดังขึ้นมา

“คุณครับ อ๊ากก! อย่าตีผมเลย!”

เด็กสิบขวบร้องอย่างทุกข์ทรมาน พันของเขาหักและร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยช้ำ ชายวัยกลางคนกำลังเหยียบเด็กคนนั้นอยู่

“โอ๊ยยย!! ขอร้องล่ะ ปล่อยผมไปเถอะ!”

*ปั้ง!*

เด็กกระเด็นลอยไปเพราะถูกชายวัยกลางคนเตะไปที่หน้าท้อง เขาหมุนอยู่กลางอากาศไปกระแทกกำแพง

“เรียกชั้นว่าพ่อสิ เจ้าสัตว์เลี้ยง”

ชายวัยกลางคนสีหน้าบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าเขากำลังสนุกสนานกับการทำร้ายเด็กคนนี้

“แกชื่ออะไรนะ? อ๊ะ เทียนหลงเรอะ? ใช่ไหม? ฮ่าฮ่าฮ่า!”

“จากนี้ไปแกเป็นของชั้น และเป็นทาสของชั้น จากนี้ไปแกเป็นแค่หมาตัวนึง ชื่อหมาของแกคืออะไรดีนะ เดี๋ยวก่อนสิ อย่างแกไม่คู่ควรจะมีชื่อหรอก เรียกแกว่าไอ้โง่ก็พอ! ฮ่าฮ่าฮ่า!”

ชายวัยกลางคนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

ดาวิสที่มองเรื่องราวทั้งหมดแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวอยากจะฉีกกระชากชายวัยกลางคนที่ดูดีตรงหน้าให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขาวิ่งไปที่ชายวัยกลางคนและปล่อยหมัดเต็มแรงไปที่หน้าเขา

*ซ่าา!*

ใบหน้าชายวัยกลางคนบิดเบี้ยว หมัดของเขาทะลุผ่านไป

ดาวิสยืนอยู่หลังชายวัยกลางคนด้วยใบหน้างุนงง

“ข้า…แตะ…มันไม่ได้…”

จบบทที่ ตอนที่ 13 : หอไถ่ถอน

คัดลอกลิงก์แล้ว