- หน้าแรก
- สร้างโรงพยาบาลระดับ A สามดาวด้วยตัวคนเดียว
- บทที่ 2 เดี๋ยวนี้แกกล้าขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 2 เดี๋ยวนี้แกกล้าขนาดนี้เลยเหรอ
บทที่ 2 เดี๋ยวนี้แกกล้าขนาดนี้เลยเหรอ
“ทักษะถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบเกม กำลังแปลงค่าประสบการณ์ที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้!”
ในขณะเดียวกัน เสียงที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกราวกับเครื่องจักรก็ดังขึ้นในหัวของเฉินหยาง
จากนั้นเฉินหยางก็เห็นแถบความคืบหน้าที่ก่อนหน้านี้ยังว่างเปล่าอยู่ พลันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอย่างรวดเร็ว แล้วก็เต็มหลอด หลังจากเต็มแล้วก็กลับไปว่างเปล่าอีกครั้ง เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา
เมื่อแถบความคืบหน้าทั้งหมดหยุดนิ่งพร้อมกัน บางแถบก็ขึ้นไปถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว บางแถบก็อยู่แค่ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ ด้านหน้าของแถบความคืบหน้าก็มีตัวเลขปรากฏขึ้นด้วย
การมอง: ระดับ 4, ค่าประสบการณ์ 23%
การฟังและดม: ระดับ 3, ค่าประสบการณ์ 15%
การถาม: ระดับ 3, ค่าประสบการณ์ 16%
การแมะ: ระดับ 3, ค่าประสบการณ์ 86%
อายุรกรรม: ระดับ 4, ค่าประสบการณ์ 45%
การฝังเข็ม: ระดับ 1, ค่าประสบการณ์ 35%
การนวดทุยหนา: ระดับ 2, ค่าประสบการณ์ 21%
การจัดกระดูก: ระดับ 1, ค่าประสบการณ์ 45%
เภสัชวิทยา: ระดับ 3, ค่าประสบการณ์ 68%
ศัลยกรรม: ระดับ 1, ค่าประสบการณ์ 14% ...
เฉินหยางมองดูแถบความคืบหน้าตรงหน้า และคำพูดที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นในหัวเมื่อครู่ ชั่วขณะหนึ่งเขาก็รู้สึกมึนงงไปหมด
เกิดอะไรขึ้น
หรือว่าเมื่อคืนเขาพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือไม่ก็ถูกเรื่องของหวังหย่ากระทบกระเทือนจิตใจจนเกิดภาพหลอนและหูแว่วขึ้นมา
“หมอ คุณหมอเฉิน... เสี่ยวเฉิน...”
ผู้ป่วยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นเฉินหยางเหม่อลอยไป ก็อดที่จะเรียกเขาสองสามครั้งไม่ได้
“อะ...”
เฉินหยางเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ และเมื่อเขากลับมาสู่ความเป็นจริง แถบความคืบหน้าตรงหน้าก็หายไปพร้อมกัน
“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะครับ เลยเหม่อไปหน่อย”
เฉินหยางอธิบายกับผู้ป่วย จากนั้นจึงถามต่อ “ไม่สบายตรงไหนครับ”
“ท้องเสียมาหลายวันแล้วค่ะ”
ผู้ป่วยเป็นผู้หญิง ดูแล้วอายุราวๆ ห้าสิบกว่าปี ตอนที่พูดเธอก็ยังกุมท้องอยู่ ใบหน้าแสดงความเจ็บปวด “แล้วก็ปวดท้องด้วย ไปให้น้ำเกลือมาหลายวันแล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย”
ชาวบ้านในตำบลจี้ผิงเวลาเจ็บป่วย ไม่ไปหาคลินิกในตำบล ก็จะมีหมอประจำหมู่บ้าน สามารถโทรเรียกให้ไปให้น้ำเกลือที่บ้านได้เลย ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลตำบลส่วนใหญ่แล้วก็เพื่อมาใช้สิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาล
ระบบประกันสุขภาพของชนบทสามารถใช้ได้แค่ที่โรงพยาบาลตำบลเท่านั้น คลินิกเอกชนอื่นๆ ใช้ไม่ได้
ก่อนที่จะมีระบบนี้ สถานีอนามัยแทบจะไม่มีผู้ป่วยเลย ตอนนี้คนที่มาโรงพยาบาลตำบลโดยพื้นฐานแล้วก็คือมาฉีดวัคซีน หรือไม่ก็มาใช้สิทธิ์ซื้อยา มาตรวจร่างกายอะไรทำนองนั้น
ที่ผู้หญิงคนนี้มา ก็เพราะคิดว่าจะมาขอยาจีนไปต้มกินดู
คนส่วนใหญ่มีความคิดอย่างหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นั่นคือยาจีนมีผลข้างเคียงน้อย ส่วนยาแผนปัจจุบันมีผลข้างเคียงเยอะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็กินยาจีนเสี่ยงโชคดู อย่างไรก็ไม่น่าจะแย่ลง
“วางแขนบนนี้ได้เลยครับ”
เฉินหยางให้ผู้หญิงคนนั้นวางแขนลงบนหมอนรอง นิ้วมือของเขาวางลงบนข้อมือของเธอ เริ่มจับชีพจรตามปกติ
ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลตำบลจี้ผิงมาสามสี่ปีแล้ว ฝีมือของเฉินหยางอันที่จริงก็แค่ระดับธรรมดา การจับชีพจรก็เพิ่งจะแค่ระดับเริ่มต้น ไม่มีใครสอน พี่หลิวเองก็ฝีมือแค่นั้น เฉินหยางจึงได้แต่อาศัยการคลำทางด้วยตัวเอง นำสิ่งที่เรียนมาจากโรงเรียนมาผสมผสานกับการปฏิบัติงานจริง เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจส่วนตัวล้วนๆ
ประกอบกับที่โรงพยาบาลตำบลมีงานเยอะ เฉินหยางก็ต้องไปช่วยงานอื่นอยู่บ่อยๆ
ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือ เฉินหยางเป็นนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัย ที่นี่พี่หลิวจึงมักจะให้เฉินหยางได้ลงมือทำอยู่บ่อยๆ แถมยังช่วยหาโอกาสให้เฉินหยางได้ไปฝึกอบรมที่โรงพยาบาลอำเภอ ทำให้เขาได้รับใบรับรองการฝึกอบรมและใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมมา
ทันทีที่นิ้วมือสัมผัสลงบนข้อมือ เฉินหยางก็ชะงักไป
ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือสติสัมปชัญญะ รวมถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้มา และสิ่งที่เคยอ่านเจอในตำราต่างๆ พลันถูกเฉินหยางนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันโดยไม่รู้ตัว
“ชีพจรลื่นและมีแรง...”
เฉินหยางปล่อยข้อมือของผู้ป่วย เขายังคงตกตะลึงอยู่เล็กน้อย ด้วยฝีมือระดับเดิมของเขา ก็ใช่ว่าจะจับชีพจรไม่เป็นเลย แต่ก็ไม่เคยง่ายดายเหมือนเมื่อครู่นี้มาก่อน จะต้องตั้งใจอย่างมากและค่อยๆ สัมผัสอย่างละเอียด
โดยทั่วไปแล้ว เวลาจับชีพจร หมอจะต้องหายใจอย่างสม่ำเสมอและมีจิตใจที่สงบ
ที่ในตำราการแมะกล่าวว่าหนึ่งลมหายใจชีพจรเต้นกี่ครั้ง ก็หมายถึงระยะเวลาหนึ่งลมหายใจของหมอนั่นเอง
พร้อมกันนั้นก็ต้องใช้นิ้วกดลงไปสามระดับ เบา กลาง หนัก เพื่อสัมผัสชีพจร การแมะของการแพทย์แผนจีนนั้นมีเกณฑ์ที่สูง คนบางคนไม่มีพรสวรรค์ด้านการรับรู้ความรู้สึก อาจจะเรียนไปทั้งชีวิตก็ยังไม่เข้าใจ จับชีพจรไม่แม่นยำ
เหตุผลที่การแพทย์แผนจีนเรียนยาก ก็เพราะในหลายๆ ครั้ง แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับความเข้าใจและพรสวรรค์ของหมอมากกว่า
แต่ครั้งนี้ เฉินหยางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการจับชีพจรของเขาไม่ได้แข็งทื่อเหมือนเมื่อก่อน มันเป็นธรรมชาติขึ้นมาก
“ขอดูลิ้นหน่อยครับ”
“อ้า...”
ผู้ป่วยอ้าปาก เฉินหยางมองดูลิ้นของเธอ ฝ้าบนลิ้นหนาและมีสีเหลือง...
“กลุ่มอาการหยางหมิงฝู่สือ...”
เมื่อนำการซักถามเมื่อครู่ การจับชีพจร และการดูลักษณะลิ้นมารวมกัน เฉินหยางก็ไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้สึกว่าตัวเองสามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำแล้ว
ที่โรงพยาบาลตำบลจี้ผิงแห่งนี้ เฉินหยางจะสั่งยาอย่างระมัดระวังเสมอ เพราะผู้ป่วยที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น หากไม่รอบคอบเพียงนิดเดียว ก็อาจจะมีคนทั้งตระกูลยกโขยงมาหาเรื่องถึงที่ได้
พี่หลิวเคยกำชับเฉินหยางไว้ว่า นอกจากจะมั่นใจมากๆ แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ให้สั่งแค่ยาจีนสำเร็จรูปที่ไม่ค่อยมีอันตราย หรือไม่ก็ให้ส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลอำเภอ ห้ามให้เกิดเรื่องเด็ดขาด
ที่โรงพยาบาลตำบลแห่งนี้ก็มีห้องผ่าตัดเช่นกัน ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเรื่องขึ้นครั้งหนึ่ง คนไข้ทั้งครอบครัวมาโวยวายอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลหลายวัน สุดท้ายโรงพยาบาลต้องจ่ายค่าเสียหายไปหลายหมื่นหยวน
เงินหลายหมื่นหยวนสำหรับโรงพยาบาลตำบลจี้ผิงแล้ว ถือเป็นรายจ่ายที่สูงมากเลยทีเดียว
“เฮ้อ!”
ถึงแม้เฉินหยางจะรู้สึกว่าตัวเองวินิจฉัยได้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ตัวเขาเองก็ยังแทบไม่เชื่อ
อาการป่วยเช่นนี้สำหรับเฉินหยางแล้ว ก็เหมือนกับโจทย์ปัญหาที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ แต่จู่ๆ ก็ทำได้ขึ้นมา มันยากที่จะเชื่อจริงๆ
“หรือว่า...”
เฉินหยางนึกถึงเรื่องประหลาดเมื่อครู่นี้อีกครั้ง
เมื่อความคิดของเฉินหยางผุดขึ้น แถบความคืบหน้าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง
ครั้งนี้ เฉินหยางจ้องมองอย่างละเอียดอยู่หลายรอบ ถึงได้มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด
“ทักษะถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบเกม กำลังแปลงค่าประสบการณ์ที่สะสมไว้...”
เมื่อนึกถึงเสียงเครื่องจักรในหัวเมื่อครู่ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของเฉินหยาง
รูปแบบเกม ก็คือการอัปเลเวลเหมือนเวลาเล่นเกม พอค่าประสบการณ์ถึงก็จะสามารถอัปเลเวลได้ โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณตรวจคนไข้เยอะแล้วจะพัฒนาได้เร็ว การอาศัยแค่ความพยายามอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีพรสวรรค์ด้วย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินหยางก็วิเคราะห์อาการของผู้ป่วยอย่างละเอียดอีกหลายรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการวิเคราะห์ของเขาไม่ผิดพลาด จากนั้นจึงร่างตำรับยาขึ้นมา
“เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ผมจะสั่งยาให้ แล้วคุณก็กินยาที่นี่เลย ผมจะคอยดูอาการอยู่ตลอด”
เพื่อความปลอดภัย เฉินหยางจึงตั้งใจว่าจะคอยดูผู้ป่วยกินยาด้วยตัวเอง หากมีอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะสามารถจัดการได้ทันท่วงที
“ได้ค่ะ ใช้สิทธิ์เบิกได้ไหม” ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าอย่างลังเล แล้วก็ถามขึ้นอีกประโยค
“ได้ครับ” เฉินหยางพยักหน้า
พูดจบเฉินหยางก็ไตร่ตรองอีกครั้ง แล้วจึงเขียนใบสั่งยาขึ้นมา หลังจากเขียนเสร็จ เฉินหยางกำลังจะไปจัดยาด้วยตัวเอง แต่พี่หลิวกลับเดินเข้ามาเสียก่อน
“มีคนไข้เหรอ”
“ครับ ผมสั่งยาเสร็จแล้ว กำลังจะไปจัดยา” เฉินหยางตอบ
“ขอดูหน่อย”
พี่หลิวไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าใบสั่งยาจากมือของเฉินหยางไปดูทันที
แค่เหลือบมองเพียงแวบเดียว สีหน้าของพี่หลิวก็เปลี่ยนไป เขามองผู้ป่วยแวบหนึ่ง แล้วก็ดึงเฉินหยางออกจากห้องตรวจไป
“แกเป็นคนสั่งยาเหรอ”
“ใช่ครับ”
“คนไข้มีอาการยังไง”
“ท้องเสีย ปวดท้องครับ” เฉินหยางตอบ
“ต้าหวง 10 กรัม โฮ่วพั่ว 10 กรัม แล้วยังมีหมางเซียวอีก...”
พี่หลิวหยิบใบสั่งยาขึ้นมาดูอีกสองรอบ “เดี๋ยวนี้แกกล้าขนาดนี้เลยเหรอ ยาแบบนี้ก็กล้าสั่ง คนไข้ท้องเสีย แต่แกกลับสั่งยาต้าหวงให้เขาเนี่ยนะ”