- หน้าแรก
- อาจารย์ครับ ผมไม่อยากเป็นแค่ลูกศิษย์
- บทที่ 24 ผู้รู้ใจ
บทที่ 24 ผู้รู้ใจ
บทที่ 24 ผู้รู้ใจ
บทที่ 24 ผู้รู้ใจ
ลมหวีดหวิว แสงตะวันแดงฉานดั่งเลือด
เมื่อชะเง้อคอมองจนแน่ใจว่าผู้เฒ่าคุมกฎกระบี่ไม่อยู่บนเขา ร่างเล็กจ้อยก็พริ้วไหวร่อนลงมาหยุดตรงหน้าเซียวหราน
เซียวหรานตีหน้านิ่ง ค่อยๆ พิจารณารูปลักษณ์ของเด็กสาว
ตัวเล็ก หน้ากลม นี่คือความรู้สึกแรก
เครื่องหน้าจิ้มลิ้ม จมูกปากเล็กน่ารัก แก้มป่องยุ้ยเหมือนซาลาเปานุ่มนิ่ม
ไม่ใช่หน้าตาแบบโลลิทั่วไป ไม่ได้ดูหยิ่ง ไม่ได้ดูเด็กน้อย และไม่ได้ดูเย็นชา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายหวานเชื่อมราวกับฤดูใบไม้ผลิ ให้ความรู้สึกเหมือนรักแรกที่บริสุทธิ์และโรแมนติก
ส่วนสูงของนางเตี้ยมาก น่าจะสักร้อยห้าสิบกว่าเซนติเมตร แต่สัดส่วนกลับสมบูรณ์แบบ
หน้าอกนูนเด่นชัดเจน แม้จะไม่มหึมาเท่าท่านอาจารย์ แต่ก็มีส่วนโค้งเว้าแบบสาวน้อยที่กำลังพอดี ผสมผสานความบริสุทธิ์เข้ากับความนุ่มนวล
โดยเฉพาะขาเรียวยาวตรงที่สวมถุงน่องบางเบาเหมือนเยื่อไผ่ ช่วยขับเน้นบุคลิกที่ดูสง่างามและเป็นอิสระ
ความน่ารักจิ้มลิ้มผสมกับความโรแมนติกบริสุทธิ์ได้อย่างลงตัว ผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องเผลอมองซ้ำ
เซียวหรานเคยฟังหลินอวิ๋นจื่อบรรยายว่าเจียงชูเหยียนสวยใสวัยแรกแย้ม ไม่นึกว่าจะมาแนวนี้
เป็นสเปกที่เซียวหรานในชาติก่อนชอบเลย ถ้าไม่นับตอนนางอ้าปากพูดนะ
เด็กสาวทำหน้าเศร้าหมอง เย็นชานิดๆ ห่อตัวเล็กๆ เหมือนถูกเซียวหรานรังแก
"ข้าขอเตือนไว้ก่อน ถ้าเจ้าไม่มีฝีมือจริงแล้วมาแตะเนื้อต้องตัวข้า ข้าจะตอนเจ้าตรงนี้แล้วหนีลงเขาไปเลย"
นวดไหล่ก็เรียกว่าแตะเนื้อต้องตัวเหรอ?
งั้นข้าก็แตะเนื้อต้องตัวท่านอาจารย์ไปแล้วสิ?
เซียวหรานพูดไม่ออก
"แล้วถ้าข้ามีฝีมือจริงล่ะ?"
"ถ้าเจ้ามีฝีมือจริง แตะเนื้อต้องตัวข้า ข้าอาจจะไม่ตอนเจ้า แต่เจ้าต้องทำให้อาจารย์รับข้าเป็นศิษย์ให้ได้"
"ข้าจะพยายามก็แล้วกัน"
อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ท่านอาจารย์ เซียวหรานไม่กล้ารับปากมั่วซั่ว
"จะให้เรียกเจ้าว่าอะไร?"
เจียงชูเหยียนคิดในใจ ข้าก็บอกชื่อแซ่ไปแล้วนี่นา เพิ่งนึกได้ว่าเซียวหรานหมายถึงคำเรียกขาน
ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน นางไม่อยากเรียกเขาว่าอาจารย์อา และไม่อยากถูกเรียกว่าศิษย์หลาน
"เรียกข้าว่าเจียงชูเหยียน"
เซียวหรานส่ายหน้า
"ขิง (เจียง) ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด แต่เจ้ายังเด็กเกินไป เรียกเจ้าว่าชูเหยียน (รักแรก) ก็แล้วกัน"
เด็กสาวเบิกตากว้าง จ้องเซียวหรานเขม็ง ตัวสั่นระริก
ข้าจะทน!
เดี๋ยวเจ้าได้เห็นดีกันแน่!
ความจริงแล้ว เจียงชูเหยียนเองก็ไม่ชอบแซ่เจียงที่เป็นแซ่ราชวงศ์สักเท่าไหร่
ก่อนออกจากวัง นางเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเสด็จพ่อ อนาคตต้องสืบทอดบัลลังก์อาณาจักรฮั่วเฟิน เป็นจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่
ภาระอันหนักอึ้งที่แบกไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้นางตัดสินใจหนีมาหาเซียนที่สำนักจงจื้อทันทีที่ได้เห็นโฉมหน้าของผู้เฒ่าคุมกฎกระบี่ นางเคยคิดจะทิ้งแซ่เจียง แต่พอตระหนักว่าตระกูลเจียงกำลังตกต่ำ เพื่อรักษาเกียรติยศของราชวงศ์ นางจึงจำใจต้องใช้แซ่เจียงต่อไป
แสงอัสดงสาดส่องอย่างอิสระ
ทั้งสองเดินมาที่ริมหน้าผาตะวันออก กระโดดขึ้นไปยืนบนรากสนขด
"นั่งสิ"
พอนึกถึงส่วนสูงของเด็กสาว เซียวหรานก็เสียใจที่พูดออกไป
ร่างเล็กสั่นเทาเล็กน้อย ชูเหยียนกดเสียงให้นุ่มนวลแต่แหบพร่า
"ข้าจะยืน เจ้ามีปัญหาอะไรไหม?"
เซียวหรานส่ายหน้าถอนหายใจ
"ข้ากลัวว่าอีกเดี๋ยวเจ้าจะยืนไม่อยู่น่ะสิ"
ชูเหยียนคิดในใจ ก็แค่ทฤษฎีนวดกดจุด ธรรมดาๆ ปุถุชนต่อให้มีเทคนิคแพรวพราวแค่ไหน แรงก็น้อยนิด ผู้เฒ่าหลิงโจวอาจจะเมา หรือเดินลมปราณผิดพลาดถึงได้ระเบิดพลัง
ต่อให้เผลอระเบิดพลังจริงๆ ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างนางจะยืนไม่อยู่เชียวหรือ?
"เจ้าออกแรงได้เต็มที่เลย ต่อให้ตันเถียนข้าระเบิด ข้าก็จะยืนให้มั่นคง!"
เซียวหรานไม่กล้าประมาท ตั้งใจรับมือเหมือนตอนเจอเฉินกงสิง
หลับตาลง ฟังเสียงสรรพสิ่ง
หาจุดสั่นพ้องในทะเลปราณของนางให้เจอ...
ที่ปลายนิ้ว รวบรวมพลังสั่นพ้องขั้นสูงสุด แล้วกดลงไปที่จุดต้าจุยตรงต้นคอขาวผ่องของเด็กสาว
นิ้วนี้ กระจายแรงสั่นสะเทือนออกไปจนสุดขีด ตอนแรกสัมผัส พลังดูแผ่วเบามาก เบากว่าตอนกดให้อาจารย์เสียอีก
พลังนิ้วค่อยๆ ซึมลึก เกิดการสั่นพ้องครั้งแรกที่กระดูกสันหลัง
กริ๊ก!
หือ?
ชูเหยียนสะดุ้งเล็กน้อย
พลังนิ้วสั่นไหวรุนแรง จากคลื่นลูกเล็กกลายเป็นคลื่นยักษ์ถาโถม ชะล้างไปทั่วร่างกายของเด็กสาว เกิดการสั่นพ้องครั้งที่สองในเส้นชีพจรทั่วร่าง
ปัง!
เด็กสาวเริ่มลนลาน รีบโคจรพลังต้านทาน
แต่พลังนิ้วกลับพุ่งสูงขึ้นราวกับคลื่นยักษ์ ระเบิดพลังวิญญาณผลักดันเข้าสู่กระแสเลือดและชีพจรวิญญาณ เกิดการสั่นพ้องครั้งที่สาม
ตูม!
ยังไม่ทันได้ตอบสนอง พลังอันบ้าคลั่งสายนั้น ก็ไหลรวมกันตามชีพจรวิญญาณ พุ่งเข้ากระแทกผนังตันเถียน
พลังสายนี้อาจดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผนังตันเถียนระดับแก่นทองคำ แต่ความถี่การสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กลับเกิดการสั่นพ้องกับผนังตันเถียนทันที!
แผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก แต่กลับแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ
ดุจประกายไฟเพียงน้อยนิด ที่สามารถลามเลียทุ่งหญ้า
พลังเพียงเสี้ยวธุลีที่ไม่อาจตรวจจับ กลับกระตุ้นให้ผนังตันเถียนสั่นสะเทือน ก่อให้เกิดระลอกคลื่นภายในทะเลปราณอันไพศาล...
ดวงตาใสกระจ่างของเด็กสาวเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก!
เป็นครั้งแรกที่นางเจอกับการสั่นสะเทือนของตันเถียนแบบนี้ ข้อต่อทั่วร่างสั่นระริกไม่หยุด สัญชาตญาณสั่งให้รวมพลังทั้งหมดไปที่จุดเดียวเพื่อต้านทานพลังนิ้วของเซียวหราน
ผลคือพลังปราณคลายตัว ระเบิดตูมออกมา
แต่พลังปราณของนางน้อยกว่าหลิงโจวเยว่มาก แค่ทำให้เสื้อผ้าของเซียวหรานสะบัดไหวๆ เท่านั้น ตัวเขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ขาสองข้างที่สั่นจนข้อต่อลั่นกร๊อบแกร๊บ พอหมดแรงพยุงก็อ่อนยวบ ทรุดฮวบลงกับพื้น
ราวกับสปริง พอจ้ำเบ้ากระแทกพื้นปุ๊บ เด็กสาวก็เด้งตัวลุกขึ้นยืนปั๊บ
ยืดตัวตรง ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยความตกใจ ดวงตาใสแจ๋วมองเซียวหรานด้วยความตะลึงปนตัดพ้อ
"เจ้าเป็นแค่คนธรรมดา ทำไมถึงมีพลังขนาดนี้!"
เซียวหรานหรี่ตามองท่าลุกแบบสปริงเด้งดึ๋งของเด็กสาว อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูดดีกว่า
ที่แน่ๆ ร่างกายของแม่นางน้อยแข็งแรงดีใช้ได้!
หลังจากรับมือการโจมตีระลอกแรกของเด็กสาวได้แล้ว เขาต้องเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกบ้าง
เขาต้องการเครื่องมือสักชิ้น เครื่องมือที่จะเป็นเหมือนคันไถในมือ ช่วยให้เขาไถนาหาแต้มความกตัญญูได้อย่างรวดเร็ว
เด็กสาวผู้หลงใหลในตัวอาจารย์คนนี้ คือตัวเลือกที่ดีที่สุด
"นี่เป็นวิชาที่อาจารย์สอนข้า เจ้าอยากเรียนไหม?"
เด็กสาวตาเป็นประกาย กระโดดขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้
"ไม่ใช่เรื่องอยากเรียนหรือไม่อยากเรียน เจ้าแตะตัวข้าแล้ว ข้าควรจะตอนเจ้าเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่ข้าจะไม่ตอนเจ้าก็ได้ ถ้าเจ้าทำให้อาจารย์รับข้าเป็นศิษย์ และสอนวิชานี้ให้ข้า"
เซียวหรานเงยหน้ามอง เพราะมุมมันเสยเกินไป เลยเหมือนจะเห็นอะไรดีๆ เข้าให้
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเจ้าแล้วล่ะ"
เขายังนิ่ง ไม่รีบพูดเรื่องเสือลายแดง กลัวเด็กสาวจะต่อต้านเกินไป
ชูเหยียนนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งสน เขี่ยผมทัดหู ทำท่าทางน่าสงสาร:
"ร่างกายข้าอ่อนแอ นวดไหล่ไม่เป็น จะให้แสดงฝีมือยังไงล่ะ?"
เซียวหรานไม่หลงกล
"นวดไหล่ไม่รีบ เรามาเรียนพื้นฐานการทำนากันก่อน"
ทำนา?
ผู้เฒ่าคุมกฎกระบี่ไม่ได้ขาดแคลนยาอายุวัฒนะ จะทำนาไปทำไม?
เด็กสาวเริ่มระแวง
"อย่ามาหลอกข้านะ ถ้าทำตามที่เจ้าบอกแล้วอาจารย์ยังไม่รับข้า อย่าโทษนะถ้าข้าแอบย่องมาตอนเจ้าหลับ ตัด... ของเจ้าทิ้ง แล้วหนีกลับวัง"
เซียวหรานชะงัก
"เจ้าเป็นคนในวัง?"
"ข้าเป็นองค์หญิง!"
"งั้นยิ่งต้องทำนาใหญ่เลย วันหน้าเจ้าได้เป็นราชินี จะได้พาอาณาจักรฮั่วเฟินก้าวสู่สังคมอยู่ดีกินดีไงล่ะ"
"ไม่เอา"
เด็กสาวเบ้ปาก หมดอารมณ์
"ไม่ว่าอาณาจักรฮั่วเฟินหรือสำนักจงจื้อ อีกหน่อยก็ต้องโดนโยวหมิงกลืนกินอยู่ดี โลกนี้ไม่มีทางรอดแล้ว คนตัวเล็กๆ อย่างข้าขอแค่มีความรักก็พอ"
"..."
ยัยนี่กู่ไม่กลับแล้ว!
เซียวหรานตั้งสติ
"มีความรักก็ต้องทำนา เจ้าลองมองว่าอาจารย์คือผืนนาสิ เจ้าต้องขยันไถพรวน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย จนกว่าจะออกดอกออกผล เข้าใจไหม?"
จะ... จะ... เจ้า... เจ้ากับอาจารย์มีซัมธิงกันจริงๆ ด้วย!
ชูเหยียนเบิกตากว้างจ้องเซียวหรานแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
คำด่านับพันหมื่นคำจุกอยู่ที่ปาก แต่กลับกลายเป็นเสียงอ่อนหวานว่า:
"ผู้หญิงกับผู้หญิงก็ได้เหรอ?"
"แน่นอน"
เซียวหรานทำหน้าจริงจังมีคุณธรรม
"ความรักบริสุทธิ์ เป็นอิสระ ไม่หวังผลตอบแทน ย่อมไม่มีข้อจำกัดทางเพศ หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์!"
เด็กสาวฟังจนเคลิ้ม
จ้องมองเซียวหรานตาค้าง ดวงตาใสซื่อมีน้ำตาคลอเบ้า
ผู้รู้ใจ!
หลายปีมานี้ นางไม่เคยได้รับความเข้าใจ มีแต่คนรังเกียจรำคาญ หรือไม่ก็นินทาว่าร้ายลับหลัง...
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เจอคนที่เข้าใจนางจริงๆ
แถมยังเป็นผู้ชายอีกต่างหาก!
"ส่งจอบมา"