- หน้าแรก
- อาจารย์ครับ ผมไม่อยากเป็นแค่ลูกศิษย์
- บทที่ 4 ไม่มีงานที่ยากลำบาก มีแต่เบ๊ที่กล้าหาญ
บทที่ 4 ไม่มีงานที่ยากลำบาก มีแต่เบ๊ที่กล้าหาญ
บทที่ 4 ไม่มีงานที่ยากลำบาก มีแต่เบ๊ที่กล้าหาญ
บทที่ 4 ไม่มีงานที่ยากลำบาก มีแต่เบ๊ที่กล้าหาญ
อาจารย์อา?
ไม่ใช่แค่จางซุ่นที่ตกตะลึง เซียวหรานเองก็ทำหน้าเหวอไปเหมือนกัน
เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ถึงความรู้ทฤษฎีที่เคยสืบเสาะ รวบรวมอย่างจริงจัง และคิดว่าคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกแล้ว
เรื่องลำดับอาวุโส
โลกบำเพ็ญเพียรมีการแบ่งชนชั้นอย่างเคร่งครัด พลังฝีมือคือราชัน หากคนแปลกหน้ามาพบกัน มักจะแบ่งอาวุโสตามความแข็งแกร่ง
แต่ภายในสำนักเดียวกัน ลำดับอาวุโสไม่ได้วัดกันที่ระดับตบะสูงต่ำ แต่ขึ้นอยู่กับสถานะ
โดยทั่วไป หนึ่งสำนักจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่น
รุ่นเจ้าสำนักและผู้อาวุโส คือระดับสูงสุดของสำนัก
รุ่นศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก ผู้อาวุโส และอาจารย์ทั่วไป คือระดับกลางของสำนัก
ศิษย์ฝ่ายใน ศิษย์ฝ่ายนอก รวมไปถึงอาจารย์ฝ่ายนอก ล้วนเป็นระดับล่างสุดของสำนัก
นั่นหมายความว่า เซียวหรานที่เป็นศิษย์สืบทอดของผู้อาวุโส คือ...
ผู้อาวุโสของจางซุ่นที่เป็นศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไป ไปจนถึงหลินอวิ๋นจื่อที่เป็นอาจารย์ฝ่ายนอก
สิ่งที่เรียกว่าศิษย์ฝ่ายนอก พูดง่ายๆ ก็คือเบ๊ทำงานจิปาถะ ชั่วชีวิตจะมีสักกี่คนกันที่เข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้
แม้แต่หลินอวิ๋นจื่อที่เพิ่งมาสำเร็จขั้นกลั่นลมปราณตอนแก่เฒ่า จนได้ตำแหน่งอาจารย์ฝ่ายนอกมาประดับบารมี ก็ยังไม่มีคุณสมบัติเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายในด้วยซ้ำ
เซียวหรานได้รับเลือกเป็นศิษย์สืบทอด แต่ยังไม่เริ่มกลั่นลมปราณ ย่อมต้องมีเวลาคลุกคลีกับฝ่ายนอกอีกมาก
หลินอวิ๋นจื่อมีหรือจะปล่อยโอกาสทองพันปีนี้ให้หลุดลอยไป?
เพียะ!
แขนที่ลีบแห้งราวกับกิ่งไม้ฟาดลงกลางกบาลจางซุ่นฉาดใหญ่ การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว ไม่เหมือนคนแก่เลยสักนิด
"เจ้ายืนบื้อทำซากอะไร รีบคารวะท่านอาจารย์อาเซียวเสียสิ!"
ฝ่ามือเดียวปลุกตื่นจากภวังค์...
จางซุ่นได้สติกลับมาจากความมึนงง พลันตระหนักได้ว่า ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ศิษย์พี่ แต่ดันเป็นท่านอาจารย์อาซะงั้น!
ขนาดอาจารย์อาวุโสยังเรียกอาจารย์อา แล้วเขาจะทำอะไรได้?
"อะ... อาจารย์อา"
หลินอวิ๋นจื่อตบซ้ำอีกฉาด
"บอกชื่อแซ่ด้วย!"
จางซุ่นหน้าซีดเผือด เอ่ยเสียงสั่นเครืออย่างคนเสียขวัญ
"ศิ... ศิษย์จางซุ่น... คารวะท่านอาจารย์อาเซียว"
เซียวหรานพยักหน้าเล็กน้อย ไม่มีเจตนาจะตบหน้าซ้ำเติมแต่อย่างใด
เขาย่อมรู้ดีว่าเหตุใดจางซุ่นถึงกล้าแข็งข้อไม่ยอมก้มหัวให้เขาในตอนแรก ไม่ใช่แค่เพราะกฎสำนักที่ให้อิสระหรอก
แต่เพราะจางซุ่นรู้ว่าสถานะของตนต่ำต้อยกว่ามาก เซียวหรานคงไม่ลดตัวลงมาถือสาหาความ
เจ้าเป็นถึงศิษย์สืบทอดผู้สูงส่ง หากมาถือสากับศิษย์รับใช้ จะไม่กลายเป็นตัวตลกของคนทั้งสำนักหรือ?
ก็เหมือนกับศิษย์หลายคนที่ในใจคิดว่า ข้าคือยอดกระบี่เหนือหล้า มีข้าเซียนกระบี่จึงมีฟ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเรา ไม่เกรงกลัวภูตผี ไม่คุกเข่าต่อสวรรค์...
แต่พออยู่ต่อหน้าอาจารย์ผู้บังคับบัญชา ก็ยอมสยบในนาทีเดียว
เพราะสวรรค์อาจจะไม่เอาเรื่องเจ้า แต่อาจารย์ทำให้เจ้าคุกเข่าได้จริงๆ
เจ้าบริจาคเงินให้ประเทศล้านหนึ่งได้ แต่ไม่ยอมบริจาคควายหนึ่งตัว เพราะเจ้ามีควายอยู่จริงๆ
ตอนนี้ หลินอวิ๋นจื่อ อาจารย์ฝ่ายนอกที่ทำให้จางซุ่นยอมสยบได้ในนาทีเดียว กลับยอมสยบต่อหน้าเซียวหรานในวินาทีเดียว
ชีวิตที่เคยคิดว่าแข็ง ตอนนี้อ่อนยวบยาบไปหมดแล้ว
แน่นอน เซียวหรานดูออกว่าหลินอวิ๋นจื่อจงใจปกป้องและเตือนสติลูกน้อง ให้รีบขอโทษเสีย จะได้ไม่กระทบต่ออนาคต
ถ้าเป็นคนอื่น ไอ้คนโง่ที่ไปล่วงเกินศิษย์สืบทอดแบบนี้ เขาคงรีบถีบหัวส่งไปให้พ้นตัวแทบไม่ทัน
"ท่านอาจารย์อาลดตัวลงมาถึงที่นี่ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดให้รับใช้ขอรับ?"
เซียวหรานมองชายชราร่างผอมสูงที่ดูแข็งแรงผู้นี้
"ไม่ถึงกับรับใช้อะไรหรอก ข้าอยากจะสร้างเรือนพักศิษย์บนยอดเขากระบี่ อยากได้ไม้ไผ่และไม้คุณภาพดีสักหน่อย..."
ยังพูดไม่ทันจบ หลินอวิ๋นจื่อก็รีบรับคำ
"เข้าใจแล้วขอรับ ศิษย์จะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้ ประเดี๋ยวจะให้คนขนไม้และไผ่ขึ้นไปบนยอดเขากระบี่ แล้วให้พวกศิษย์รับใช้จัดการสร้างให้เสร็จสรรพ"
เซียวหรานส่ายหน้า
"ไม่ต้อง ท่านอาจารย์กำลังพักผ่อน ข้าอยากจะประกอบเรือนที่นี่ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยขนย้ายขึ้นไปวางรากฐานบนยอดเขา"
หลินอวิ๋นจื่อเยินยอทันที
"ท่านอาจารย์อากตัญญูถึงเพียงนี้ ท่านผู้เฒ่าต้องเอ็นดูท่านมากเป็นแน่"
เซียวหรานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่เพ่งสมาธิเปิดร้านค้าในระบบ ค้นหาทักษะการก่อสร้างขั้นสูง
[ทักษะการดำรงชีพ: การก่อสร้างขั้นสูง — ทักษะนี้จะใช้แต้มความกตัญญู 3 แต้ม ยืนยันการซื้อหรือไม่?]
"ยืนยัน"
[ยินดีด้วย โฮสต์เรียนรู้ทักษะการดำรงชีพ: การก่อสร้างขั้นสูงสำเร็จ!]
สมองของเซียวหรานส่งเสียงวูบวาบ เกิดการยกระดับขึ้นในชั่วพริบตา
ในหัวเต็มไปด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมระดับมืออาชีพ ทั้งฮวงจุ้ยชีพจรวิญญาณ วัสดุหินไม้ โครงสร้างรับน้ำหนัก... ทุกอย่างหลอมรวมจนแตกฉาน ถึงขั้นสุดยอด
ทะเลความรู้ของเขาแจ่มชัดราวกับท้องฟ้าพร่างดาว
เขาหันไปมองตึกหินที่มีเถาวัลย์ปกคลุมโดยสัญชาตญาณ
แม้ที่นี่จะตั้งอยู่ปลายสุดของชีพจรวิญญาณสำนักจงจื้อ และใช้วัสดุหินชั้นดี แต่โครงสร้างการออกแบบกลับแย่มาก ทำให้ดึงดูดพลังวิญญาณได้น้อยนิด
ส่วนกระท่อมมุงจากของอาจารย์ แม้จะดูซอมซ่อ แต่ทำเลที่ตั้งกลับยอดเยี่ยม บวกกับค่ายกลพิเศษ จึงถือว่าเป็นของชั้นเลิศ...
ทว่า ยังมีจุดที่ปรับปรุงได้อีก โดยเฉพาะเรื่องความสะดวกสบายและการใช้สอย
และนี่ก็เป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่ทำให้เซียวหรานอยากสร้างเรือนพักศิษย์
อีกด้านหนึ่ง
หลินอวิ๋นจื่อรวบรวมเบ๊ที่แข็งแกร่งที่สุด 12 คนอย่างรวดเร็ว แจกจ่ายภารกิจตัดไม้ กำชับให้ทุกคนเตรียมวัสดุก่อสร้างให้ครบภายใน 1 ชั่วยาม
จางซุ่นก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
แม้ในใจจะไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเซียวหรานไม่ได้วางก้ามข่มเหง และไม่ได้คิดจะแก้แค้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้สาระสิ้นดี
จึงรีบรับคำสั่ง แล้วพาพรรคพวกมุ่งหน้าเข้าป่าลึก...
เซียวหรานเข้ามาในโถงใหญ่ของสำนักงานจัดการฝ่ายนอก
ให้หลินอวิ๋นจื่อเตรียมกระดาษพู่กัน แล้วเริ่มวาดแปลนเรือนพักศิษย์
โครงสร้างสองชั้น สองห้องนอน สองห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำ เพิ่มเฟอร์นิเจอร์อีกนิดหน่อย...
เขาตวัดพู่กันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ราวกับเขียนหวัดๆ แต่ออกมากลับประณีตและชัดเจนเหมือนแปลนพิมพ์เขียว
การออกแบบดูเหมือนซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยความเรียบง่ายแห่งวิถีธรรมชาติบางอย่าง
หลินอวิ๋นจื่อยื่นมองอยู่ข้างๆ เดี๋ยวหยุดดู เดี๋ยวเดินครุ่นคิด
เขามีความรู้เรื่องการก่อสร้างอยู่บ้าง สิ่งก่อสร้างในสำนักไม่น้อยก็เป็นฝีมือที่เขานำพวกศิษย์รับใช้สร้างขึ้น
เมื่อพิจารณาแบบของเซียวหรานอย่างละเอียด โครงสร้างหลักทำเอาเขาทึ่งจนต้องเดาะลิ้น แต่รายละเอียดปลีกย่อยกลับดูไม่ออกว่าคืออะไร
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จู่ๆ ก็เหมือนบรรลุธรรม เข้าใจแจ้งแทงตลอด
เขาตกตะลึงจนลืมกระทั่งเรื่องสำคัญอย่างการประจบสอพลอไปเลยทีเดียว
จ้องมองเซียวหรานอยู่นาน จนได้ข้อสรุปว่า—
การที่ผู้เฒ่าคุมกฎกระบี่เลือกเขาเป็นศิษย์สืบทอด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน!
ไม่นานนัก
ต้องบอกว่ายังไม่ถึง 1 ชั่วยามด้วยซ้ำ
ทีมตัดไม้ก็กลับมาพร้อมผลงานเต็มมือ
ลานกว้างหน้าตึกหินเต็มไปด้วยไม้พะยูง ไม้ดำ ไม้เอล์มม่วง และไผ่ฟ้าของขึ้นชื่อแห่งสำนักจงจื้อ ขนาดมหึมากองพะเนิน
วัสดุเหล่านี้แม้จะเป็นของธรรมดาที่ไม่ได้จัดระดับวิเศษ แต่ก็เป็นพันธุ์ไม้หายากมูลค่าสูงลิ่ว
แถมยังมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์เดียวกันในโลกมนุษย์ เนื้อไม้ก็ดีกว่า หากเป็นโลกเดิมคงต้องใช้เงินหลายล้านถึงจะหาได้
เซียวหรานประสานมือคารวะ
"ขอบคุณทุกท่านมาก"
ต่อไปคือขั้นตอนการก่อสร้าง
เซียวหรานใช้แรงไปกับอาจารย์จนหมดก๊อก ไม่มีแรงจะสร้างเอง จึงต้องวานศิษย์รับใช้เหล่านี้
เขาหยิบแปลนก่อสร้างที่วาดเสร็จแล้วออกมา
"นี่คือแบบแปลนเรือนพักศิษย์ รายละเอียดทั้งหมดระบุไว้แล้ว ช่วยประกอบตัวเรือนให้เสร็จที่นี่ แล้วขนย้ายขึ้นไปบนเขาให้ทันก่อนค่ำ ทุกคนทำได้หรือไม่?"
จางซุ่นได้ยินดังนั้นก็ฮึกเหิม นำทีมศิษย์รับใช้ขานรับเสียงดัง
"น้อมรับคำสั่งท่านอาจารย์อา!"
ภายใต้การบัญชาการของหลินอวิ๋นจื่อ ทุกคนช่วยกันริดกิ่ง ปอกเปลือก เลื่อยไม้ ไสไม้ เจาะรู... ทำงานรวดเร็ว เป็นระบบระเบียบ ดูเป็นมืออาชีพมาก
ก็แน่ล่ะ สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ในสำนักก็ฝีมือพวกเขาทั้งนั้น
เซียวหรานอดชื่นชมไม่ได้ ศิษย์รับใช้พวกนี้หนุ่มแน่นแข็งแรง ขยันขันแข็งจริงๆ
ไม่มีงานที่ยากลำบาก มีแต่เบ๊ที่กล้าหาญ!
ยามพลบค่ำ
แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ย้อมขุนเขาเป็นสีแดงฉาน
เรือนพักศิษย์สองชั้นอันงดงามตั้งตระหง่านขึ้นกลางลานกว้าง
แม้จะเป็นโครงสร้างไม้ล้วนที่ยังไม่ลงสี แต่กลับให้ความรู้สึกวิจิตรบรรจงราวกับศาลาลอยฟ้าที่สลักเสลาอย่างประณีต
ขณะเดียวกันก็ดูโอ่อ่า สง่าผ่าเผย ราวกับเป็นผลงานที่สวรรค์สร้างสรรค์ เทพยดาแกะสลัก ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างน่าประหลาด!
ยิ่งเมื่อหลังคาต้องแสงอาทิตย์อัสดง...
ช่างงดงามเหลือเกิน
เหล่าศิษย์รับใช้ต่างยืนอ้าปากค้าง นี่คือผลงานที่พวกข้าสร้างกับมือจริงๆ หรือ?
พอมองกลับไปที่เซียวหราน แววตาของทุกคนก็เปลี่ยนไป
ศิษย์สืบทอด ไม่เคยมีคำว่าบังเอิญ!
เซียวหรานไม่ได้คิดจะใช้แรงงานศิษย์รับใช้ฟรีๆ จึงหยิบหินปราณก้อนหนึ่งออกมาจากช่องเก็บของในระบบ
ตอนทำเรื่องเข้าสำนัก เขาขอให้ศิษย์พี่ที่มารับช่วยเอาหินปราณออกจากแหวนมิติมาพกติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉิน
พอระบบตื่นขึ้น เขาก็ย้ายหินปราณและแหวนมิติเข้าไปเก็บไว้ในช่องเก็บของระบบแทน
เขาโยนหินปราณให้จางซุ่น แล้วกล่าวกับทุกคนว่า
"ขอบคุณทุกคนมาก หินปราณก้อนนี้คือค่าเหนื่อยของทุกคน"
ในยุคปลายธรรม หินปราณมีค่าดั่งทองคำ
สำนักใหญ่โตอย่างจงจื้อ ศิษย์ฝ่ายในยังได้เบี้ยหวัดแค่เดือนละก้อน ส่วนศิษย์รับใช้ได้แค่เงินธรรมดาเท่านั้น
นานทีปีหนจะได้เห็นหินปราณเต็มก้อน ตาของเหล่าศิษย์รับใช้ลุกวาว ในใจคิดแต่ว่าจะแบ่งกันยังไง ไม่มีใครคิดจะปฏิเสธสักนิด
"ขอบคุณท่านอาจารย์อา!"
หลินอวิ๋นจื่อทนดูไม่ได้ รีบตวาด
"เหลวไหล!"
แต่เซียวหรานห้ามไว้ เพราะผลประโยชน์ต่างตอบแทนคือรากฐานของความร่วมมือที่ยั่งยืน
จากนั้นเขาก็หยิบหินปราณออกมาจากช่องเก็บของระบบอีกสองก้อน
"สองก้อนนี้ สำหรับท่าน"
ไม่มีผลงานย่อมไม่กล้ารับรางวัล หลินอวิ๋นจื่อไม่กล้ารับ
"ศิษย์มีความดีความชอบอันใด..."
เซียวหรานยิ้ม
"ข้ายังต้องให้ท่านช่วยขนเรือนขึ้นไปบนยอดเขากระบี่อีก"
"แค่นั้นไม่สมควรได้รับของกำนัลล้ำค่าขนาดนี้หรอกขอรับ"
"ข้าต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลั่นลมปราณได้ ขึ้นลงเขาไม่สะดวก เพราะฉะนั้น..."
เซียวหรานยังพูดไม่ทันจบ หลินอวิ๋นจื่อก็หยิบกระดาษสีเหลือง 10 แผ่นที่สลักลวดลายวิญญาณซับซ้อน มีแสงสีเขียวจางๆ ออกมาจากแหวนมิติ
"นี่คือยันต์เหินเวหา 10 แผ่น แม้จะเป็นระดับต่ำ แต่มีพลังวิญญาณในตัว เพียงหยดเลือดก็ใช้งานได้ ท่านอาจารย์อาวางใจใช้ได้เลยขอรับ"
ยันต์ระดับพลเรือน?
เซียวหรานพยักหน้า
เขาดูออกว่ายันต์เหินเวหา 10 แผ่นนี้มีมูลค่าสูงกว่าหินปราณ 2 ก้อนอย่างเห็นได้ชัด
แสดงว่าตาแก่คนนี้ 'รู้เรื่อง'
ยังไม่ทันที่เซียวหรานจะตอบรับ หลินอวิ๋นจื่อก็หยิบห่วงเหล็กสีดำออกมาอีกอัน
"ท่านอาจารย์อาอาจจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ด้วย"
เซียวหรานชะงักไปเล็กน้อย เหมือนเคยเห็นห่วงคล้ายๆ แบบนี้ในหนังโป๊ฝรั่ง
"นี่คืออะไร?"
หลินอวิ๋นจื่ออธิบาย
"นี่คือห่วงโลหิตสำหรับเปิดแหวนมิติ ใช้ได้ไม่กี่ครั้งพลังวิญญาณก็จะหมด ท่านอาจารย์อาต้องใช้อย่างประหยัดนะขอรับ"
เซียวหรานประหลาดใจ พลางคิดในใจว่า คราวนี้จะได้เอากระบี่วิญญาณและของอื่นๆ ในแหวนมิติออกมาใส่ช่องเก็บของระบบ จะได้หยิบใช้ได้ตลอดเวลาเสียที
"ใส่ใจมาก"
หลินอวิ๋นจื่อหรี่ตายิ้ม
"เป็นหน้าที่ของศิษย์ขอรับ"
ทำตามวิธีที่หลินอวิ๋นจื่อสอน เซียวหรานหยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง กัดปลายนิ้ว หยดเลือดลงไปในลวดลายวิญญาณ
ชั่วพริบตา ยันต์สัมผัสเลือดก็พองขยาย ปะทะลมแล้วใหญ่ขึ้น กลายเป็นว่าวขนาดยักษ์สีเหลืองสดใส
จากนั้น ศิษย์รับใช้ระดับกายา 12 คนที่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ก็ช่วยกันยกเรือนขึ้นไปวางบนว่าวอย่างพร้อมเพรียง
พลังของหินปราณช่วยเพิ่มพลังให้ศิษย์รับใช้ได้มหาศาลจริงๆ
หลินอวิ๋นจื่อประสานมือส่งแขก
"ในเมื่อท่านผู้เฒ่าหลิงโจวพักผ่อนอยู่ ศิษย์ก็ไม่รบกวนแล้วขอรับ"
"..."
ไม่ไปส่งข้าเหรอ?
เซียวหรานเริ่มใจเสียนิดๆ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จำใจก้าวขึ้นไปบนว่าว นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าตัวเรือน เริ่มใช้สายเลือดเชื่อมจิตควบคุมว่าวให้บินขึ้น
เอี๊ยดอ๊าด...
ว่าวทะยานขึ้นฟ้าอย่างทุลักทุเล บินโซซัดโซเซมุ่งหน้าสู่ยอดเขากระบี่ ท่ามกลางขุนเขาและแสงตะวันยามเย็น