- หน้าแรก
- อาจารย์ครับ ผมไม่อยากเป็นแค่ลูกศิษย์
- บทที่ 2 อยู่กับอาจารย์ดั่งอยู่กับเสือ
บทที่ 2 อยู่กับอาจารย์ดั่งอยู่กับเสือ
บทที่ 2 อยู่กับอาจารย์ดั่งอยู่กับเสือ
บทที่ 2 อยู่กับอาจารย์ดั่งอยู่กับเสือ
สายลมแรงแห่งขุนเขาพัดโชยมา ทำให้เหงื่อซึมที่ฝ่ามือแห้งสนิท
อย่าหยุด?
บทพูดชวนคิดลึกพรรค์นี้!
แต่เมื่อมันถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราชินีอันหนักแน่นของอาจารย์ ซึ่งแผ่รังสีความเย็นชาและอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน โดยไร้ซึ่งเจตนาล้อเล่นใดๆ
เซียวหรานจึงตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า การอยู่กับอาจารย์ก็เหมือนอยู่กับเสือ
คิดดูแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดา
ผู้แข็งแกร่งย่อมมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด เปรียบดังบูเช็กเทียน และอาจารย์ของเขาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ยังดีที่แม้เซียวหรานจะเริ่มเมื่อยมือ แต่เขาก็ยังต้องการทดลองระบบความกตัญญูต่อไป
อีกทั้งร่างกายของอาจารย์นั้นผ่อนคลาย นุ่มนิ่มมือ สัมผัสดีใช้ได้ ไม่ถึงกับลำบากยากเข็ญอะไรนัก
เซียวหรานตัดสินใจปล่อยมือ แล้วเอ่ยตามตรงว่า
"ศิษย์แรงน้อย ขอเปลี่ยนตำแหน่งนวดได้หรือไม่ขอรับ?"
หลิงโจวเยว่หลับตาพลางจิบเหล้า
"ตามใจเจ้า"
เซียวหรานขยับตัวมาอยู่ด้านหน้าของอาจารย์อย่างระมัดระวัง
เท้าซ้ายเหยียบลงบนโพรงรากไม้เพื่อทรงตัว เท้าขวาพาดไว้บนกิ่งไม้เตี้ยๆ
สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้สังเกตยอดฝีมือแห่งโลกบำเพ็ญเพียรในระยะประชิดเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายเป็นสตรี
คิ้วยาวดั่งกระบี่ของนางงอกงามตามธรรมชาติ ไร้ร่องรอยการตกแต่ง
ขนตายาวงอน แต่ขาดการดูแล จึงดูไม่เป็นระเบียบและยุ่งเหยิงไปบ้าง
หว่างคิ้วไร้ซึ่งความยั่วยวนอย่างที่สตรีพึงมี แต่กลับเปี่ยมด้วยความงดงามแบบอิสระเสรี
ผิวพรรณขาวจัด มีรอยขีดข่วนจากใบไม้สีเขียวติดอยู่บ้าง คาดว่าคงไปเปรอะเปื้อนมาตอนเหาะเหินเดินอากาศในป่า
เส้นผมดูไกลๆ เหมือนจะหยาบกระด้าง แต่เมื่อดูใกล้ๆ กลับนุ่มสลวยขีดสุด ที่เห็นว่าหยาบนั้นเป็นเพราะมีเศษกิ่งไม้ใบหญ้าติดอยู่เต็มไปหมด
ยังไงก็เป็นผู้หญิงสินะ...
เซียวหรานลอบถอนหายใจในใจ
ทันใดนั้น อาจารย์ก็เอ่ยเสียงเย็น
"เจ้ามองอะไร"
ในฐานะผู้ข้ามภพ เซียวหรานไม่ได้ถูกข่มขวัญง่ายดายขนาดนั้น
"ศิษย์เพียงอยากจดจำใบหน้าของท่านอาจารย์ขอรับ"
หลิงโจวเยว่ไม่เข้าใจ
"แล้วเจ้าหยุดมือทำไม?"
อ่า...
เซียวหรานจำต้องสารภาพตามตรง
"ศิษย์เมื่อยมือ อยากจะพักสักครู่ขอรับ"
มนุษย์ปุถุชนหนอ
หลิงโจวเยว่ถอนหายใจ ใช้นิ้วสองนิ้วขยับร่ายคาถา
"อาจารย์จะถ่ายพลังวิญญาณให้เจ้า รับรองว่านวดทั้งวันก็ไม่เมื่อย"
ท่านไม่เห็นศิษย์เป็นคนอื่นคนไกลเลยจริงๆ นะ!
เซียวหรานปฏิเสธความหวังดีนั้นทันควัน
"ไม่เป็นไรขอรับ นี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญเพียรของศิษย์"
บำเพ็ญเพียร...
หางตาของหลิงโจวเยว่กระตุกเล็กน้อย นางตรวจสอบจนแน่ใจอีกครั้งว่าเซียวหรานมีพรสวรรค์ขยะจริงๆ จึงโล่งอก แล้วแสร้งทำเป็นลึกล้ำกล่าวว่า
"ยุคปลายธรรม สรรพสัตว์ล้วนเป็นทุกข์ ทุกคนต่างมีความกดดันเป็นของตัวเอง แม้แต่อาจารย์ก็ยังมีโรคภัยรุมเร้า เจ้าห้ามบ่นว่าเมื่อยมืออีกนะ"
ว่าแล้วนางก็เหยียดขาตรงมาทางเซียวหรานด้วยท่าทีสบายๆ
การกระทำนั้นเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
นี่นะหรือคนมีโรคภัยรุมเร้า?
เซียวหรานไม่ออกความเห็น
"ขอรับ"
ต่อให้เมื่อยมือก็ต้องทำต่อไป
แม้ท่านอาจารย์จะดูหลุดพ้นจากโลกีย์วิสัยและมีนิสัยห้าวหาญคล้ายชายชาตรี แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสตรี เซียวหรานยังคงรู้จักกาละเทศะ
ประการแรก เท้าของผู้หญิงเป็นของต้องห้าม แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าเขากับอาจารย์จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งดุจเตียบ่อกี้กับเตียเมี่ยง
ขืนทำแบบนั้น ความกตัญญูคงได้เปลี่ยนรูปการณ์ แล้วจะหาค่าความกตัญญูได้อย่างไร?
ประการที่สอง ต้นขาของผู้หญิงก็แตะต้องไม่ได้เช่นกัน หากเผลอไปโดนจุดสำคัญ อาจจะชะตาขาดคาที่ อันตรายยิ่งกว่า
คิดได้ดังนั้น เซียวหรานจึงค่อยๆ ยกขาเรียวยาวภายใต้ชุดคลุมตัวโคร่งของอาจารย์ขึ้น แล้วลงมือนวดเฟ้น ทุบเบาๆ ไปมาระหว่างเหนือและใต้หัวเข่าในระยะ 1 ฟุต
จังหวะไม่ช้าไม่เร็ว แรงกดกำลังพอดี
สีหน้าที่แสร้งทำเป็นลึกล้ำของหลิงโจวเยว่ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว คิ้วตาคลี่ออก ประสานไปกับสายลมแห่งขุนเขา เกิดเป็นท่วงทำนองแห่งความรื่นรมย์
นางนึกไม่ถึงว่าลูกศิษย์ที่เก็บตกมาได้ผู้นี้จะ 'รู้งาน' ยิ่งนัก ดูภายนอกเหมือนล่วงเกินไร้มารยาท แต่แท้จริงแล้วกลับรู้จักวางตัว รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาได้อย่างลงตัว
ฝั่งเซียวหราน ระบบแจ้งเตือนดังขึ้นแล้ว
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับค่าความกตัญญู 1 แต้ม!]
นั่นปะไร ร่างกายของอาจารย์ยังมีคุณค่าให้ขุดค้นอีกเยอะ!
ทันใดนั้น เขาก็หายเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง ระเบิดพลังงานไร้ขีดจำกัดออกมา นวดได้อึด ถึก ทน ยิ่งกว่าถ่านอัลคาไลน์ ยาวนานจนน่าเหลือเชื่อ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก
นวดไปกว่า 1 ชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ระบบถึงจะดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับค่าความกตัญญู 1 แต้ม!]
หลังจากนั้น เซียวหรานก็นวดต่อไปอีก 1 ชั่วยาม
น่าเสียดายที่ระบบเงียบกริบ
ดูเหมือนว่า ค่าความกตัญญู 7 แต้ม จะเป็นขีดจำกัดของเขาในตอนนี้แล้ว
หากต้องการทะลุขีดจำกัด อาจจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับจุดยุทธศาสตร์สำคัญและพื้นที่หวงห้ามของอาจารย์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์อย่างเขาจะก้าวล่วงเข้าไปได้ในระดับนี้
เขาคาดเดาว่า ด้วยระดับความสามารถในปัจจุบัน การนวดเฟ้นให้อาจารย์จะรีดค่าความกตัญญูออกมาได้สูงสุดเพียง 10 แต้ม
เขารีดออกมาได้ 7 แต้ม ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
ต้องรอดูกันว่าพรุ่งนี้จะยังทำได้ต่อเนื่องหรือไม่...
"จบแล้วรึ?"
หลิงโจวเยว่ยังรู้สึกค้างคา
อะไรคือจบแล้ว?
เซียวหรานรู้สึกเหมือนตัวเองถูกสูบพลังจนแห้งเหือด
หลิงโจวเยว่ถอนหายใจยาว พ่นลมหายใจเจือกลิ่นเหล้าหอมฟุ้ง
"เอาเถอะ เจ้าเป็นเพียงปุถุชน ฝึกฝนมาได้ขนาดนี้ก็นับว่าไม่ง่าย นี่ถือเป็นก้าวแรกบนเส้นทางบำเพ็ญเพียรของเจ้า พรุ่งนี้พยายามต่อไป อาจารย์จะนอนแล้ว"
เซียวหรานฟังออกชัดเจนว่านางพูดขอไปที ขาดแค่เรอออกมาเป็นกลิ่นเหล้าเท่านั้น
การก้มหน้าก้มตาทำงานเจียมเนื้อเจียมตัว อาจใช้ไม่ได้ผลกับอาจารย์คนนี้
เพราะนางอาจจะไม่ได้คิดจะสอนอะไรเจ้าเลยจริงๆ...
เซียวหรานตัดสินใจลองหยั่งเชิงดู
"หากท่านอาจารย์สอนเคล็ดวิชาให้ศิษย์สักเล็กน้อย ศิษย์คงทำได้ดีกว่านี้อีกเท่าตัวขอรับ"
หลิงโจวเยว่นึกถึงคำสัญญาของตนขึ้นมาได้
"วิชาสำหรับผู้มีพรสวรรค์ห้าธาตุสมดุลสินะ... ดูความจำข้าสิ"
น่าเสียดายที่นางนึกอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังหาวิชาที่เหมาะกับปุถุชนไม่ได้
ในเมื่อเคล็ดกระบวนท่าไม่ได้ ก็ต้องหาเคล็ดวิชาจิต
ทันใดนั้น นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบล้วงเข้าไปในสาบเสื้อกว้างๆ หยิบเอาเศษคัมภีร์เคล็ดวิชาจิตปึกหนึ่งออกมา
"นี่เป็นเคล็ดวิชาจิตที่อาจารย์คิดค้นขึ้นเองสมัยยังสาว ตอนนั่งผิงไฟที่บ้าน เผลอทำไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้เหลือแค่เศษซาก เจ้าเอาไปลองอ่านแก้ขัดดูแล้วกัน"
เซียวหรานรับมาดู โอ้โฮ วัสดุหนาหนัก ตัวอักษรโบราณคร่ำครึ อายุน่าจะไม่ต่ำกว่าพันปี
ท่านคิดค้นเองก็บ้าแล้ว!
"วิชานี้ชื่อว่าอะไรหรือขอรับ"
"นี่คือเคล็ดวิชาจิต เคล็ดวิชาจิตคือรากฐานของกระบวนท่าทั้งปวง ชื่อวิชาไม่สำคัญหรอก เจ้าดูสิ ตรงนี้มีคำว่า 'สั่นพ้อง' อยู่ เจ้าก็เรียกมันว่า 'เคล็ดวิชาจิตสั่นพ้อง' ก็แล้วกัน... เหมือนว่าจะเกี่ยวกับการสัมผัสรับรู้ฟ้าดินและสรรพสิ่งอะไรทำนองนั้น"
"เหมือนว่า?"
"อะแฮ่ม อาจารย์ตบะสูงส่งเกินไป ไม่เหมาะที่จะฝึกวิชานี้ นานวันเข้าก็เลยหลงลืมไปบ้าง เจ้าเป็นคนห้าธาตุสมดุล ในทางทฤษฎีแล้วเหมาะกับเคล็ดวิชานี้มาก อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีตบะ เป็นปุถุชนก็ลองฝึกได้"
"จริงหรือขอรับ?" ข้าไม่เชื่อหรอก
เซียวหรานทำหน้าตายเหมือนพิธีกรรายการสัมภาษณ์ที่กำลังจับโกหก
หลิงโจวเยว่ขมวดคิ้วเรียวงาม
"ครั้งนี้อาจารย์ไม่ได้หลอกเจ้าจริงๆ นะ เคล็ดวิชาจิตนี้ยิ่งเริ่มฝึกตอนตบะต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งดี ไม่ต้องใช้พลังวิญญาณ ให้หลอมรวมไปกับธรรมชาติ สัมผัสรับรู้สรรพสิ่งในฟ้าดิน ต่อให้ฝึกไม่สำเร็จก็ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว"
นางย่อมไม่บอกความจริงหรอกว่า นี่คือเคล็ดวิชาจิตระดับนรกแตก!
การไม่ต้องใช้พลังวิญญาณ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องใช้ตบะ แต่กลับกัน เคล็ดวิชานี้ต้องการพรสวรรค์และสภาวะจิตใจของผู้ฝึกในระดับสูงเสียดฟ้า สูงจนกระทั่งในรอบหนึ่งพันปีมานี้ นางแทบไม่เคยเห็นใครฝึกสำเร็จเลย แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรู้แค่ผิวเผิน
พูดจบ นางก็หาวหวอด ลุกขึ้นบิดขี้เกียจจนตัวโก่ง กระโดดลงจากรากสน กระดกเหล้าเข้าปากอย่างสำราญใจ แล้วเดินตรงไปยังกระท่อมมุงจาก
แผ่นหลังที่ดูเกียจคร้านนั้น กลับแฝงไว้ด้วยท่วงท่าที่สง่างาม
เซียวหรานเหนื่อยมาก นั่งพักบนรากสนอยู่ครู่หนึ่ง
วันแรกของการเข้าสำนัก ช่างแตกต่างจากภาพที่เขาจินตนาการไว้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
สำนัก ไม่ใช่สำนักเล็กๆ อย่างที่คิด
อาจารย์ ไม่ใช่อาจารย์ที่เคร่งขรึมอย่างที่คิด
สถานที่บำเพ็ญเพียร ก็ไม่ใช่ถ้ำลึกลับหรือขุนเขาชื่อดังอย่างที่คิด เป็นแค่เขาหัวโล้นลูกหนึ่ง
ยังดีที่ภูเขาสูงพอ ไกลออกไปมีเมฆหมอกลอยล่อง นกกระเรียนบินว่อน สายลมที่พัดมาล้วนเป็นปราณวิญญาณที่สดชื่นรื่นรมย์...
ถือว่าตอบสนองความคาดหวังที่มีต่อแดนเซียนได้บ้าง
ตอนนี้ระบบจุติลงมาแล้ว ได้ปูทางสู่การเป็นยอดนักเลียแข้งเลียขาอาจารย์ให้เขาเรียบร้อย
ส่วนวิชาที่อาจารย์โยนมาให้นั้น เขาไม่ได้คาดหวังอะไรเลย
เขาลองพลิกเศษคัมภีร์เคล็ดวิชาจิตอย่างเบื่อหน่าย
เป็นไปตามคาด...
เหมือนที่คิดไว้เป๊ะ อ่านออกทุกตัวอักษร แต่พอเอามาเรียงกัน กลับไม่เข้าใจเลยสักประโยคเดียว
ทันใดนั้น เสียงระบบก็ดังขึ้น
[ตรวจพบเคล็ดวิชาจิตระดับสวรรค์ — 'หมื่นสรรพสิ่งก้องสุญตา' ฉบับไม่สมบูรณ์ แม้ว่าเคล็ดวิชานี้จะยังถูกผนึกอยู่ในร้านค้า แต่เนื่องจากโฮสต์ครอบครองต้นฉบับส่วนที่เหลืออยู่ เพียงใช้ค่าความกตัญญู 10 แต้ม ก็สามารถเรียนรู้เคล็ดวิชานี้ได้ (ระดับปุถุชน)]
เคล็ดวิชาจิตระดับสวรรค์ที่ยังถูกผนึกอยู่?
ร่างกายที่เหนื่อยล้าพลันดีดตัวลุกขึ้นนั่ง!
ท่ามกลางความตื่นตะลึงและตื่นเต้น เซียวหรานมองไปยังกระท่อมมุงจากที่อยู่ไกลออกไป
หรือว่าท่านอาจารย์จะเอ็นดูข้าจริงๆ?