- หน้าแรก
- อาจารย์ครับ ผมไม่อยากเป็นแค่ลูกศิษย์
- บทที่ 1 ถุงค่าประสบการณ์อันอวบอัด
บทที่ 1 ถุงค่าประสบการณ์อันอวบอัด
บทที่ 1 ถุงค่าประสบการณ์อันอวบอัด
บทที่ 1 ถุงค่าประสบการณ์อันอวบอัด
ขุนเขาตั้งตระหง่านดุจกระบี่ เสียดแทงทะลุหมู่เมฆาขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ไอเซียนลอยล่อง นกกระเรียนโบยบินโฉบเฉี่ยว ล้วนเป็นทิวทัศน์งดงามแห่งดินแดนเซียน
ทว่ามีเพียงยอดเขาหนึ่งที่โล้นเลี่ยน เต็มไปด้วยหญ้าแห้งและพงหนาม
บนยอดเขามีกระท่อมมุงจากหลังหนึ่ง หินรูปร่างประหลาดริมหน้าผาหน้าบ้านมีต้นสนสันโดษขึ้นเอียงๆ ส่วนลานหญ้ารกชันหลังบ้านมีกระบี่หักปักระเกะระกะอยู่หลายเล่ม
หากจะเรียกว่าเป็นที่พำนักของเซียนผู้บำเพ็ญเพียร มิสู้เรียกว่าเป็นซ่องโจรภูเขายังจะดูเข้าเค้าเสียกว่า
...
ณ ริมหน้าผาด้านทิศตะวันออก รากของต้นสนเก่าแก่แผ่ขยายพันเกี่ยว
สตรีในชุดคลุมยาวสีเขียวผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนรากสน นางจิบเหล้าจากกระบอกไม้ไผ่ ก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่มที่ยืนสำรวมกิริยาอยู่ใต้ต้นสนว่า
"อาจารย์บำเพ็ญเพียรมานับพันปี ดำรงตำแหน่งผู้เฒ่าคุมกฎกระบี่ของสำนักมาก็กว่าห้าร้อยปี จนถึงบัดนี้ไม่เคยรับศิษย์มาก่อน เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าเหตุใดจู่ๆ อาจารย์จึงเลือกเจ้าเป็นศิษย์สืบทอด?"
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่า เซียวหราน
เขามาจากโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อสามปีก่อนโชคดีทันกระแสคลื่นแห่งการข้ามภพ จึงได้มาโผล่ยังโลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้
ทว่ามาแล้วก็เหมือนเสียเที่ยวเปล่า ด้วยพรสวรรค์อันแสนจะธรรมดา นอกจาความหล่อเหลาแล้ว เขาก็ไม่มีดีอะไรเลย
แต่ในเมื่อข้ามมิติมายังโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว จะไม่ฝึกเซียนก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
ตลอดสามปีมานี้ เขาเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักต่างๆ นับสิบแห่ง แต่ก็ต้องตกรอบแรกไปเสียทุกครั้ง
แต่วันนี้... โชคใหญ่กลับหล่นทับเข้าอย่างจัง!
ในการทดสอบเข้าสำนักจงจื้ออันเลื่องชื่อ เขาถูก หลิงโจวเยว่ ผู้เฒ่าคุมกฎกระบี่ รับเลือกเป็นศิษย์สืบทอดเป็นกรณีพิเศษ สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งสำนัก
สำนักชื่อดัง!
ศิษย์สืบทอด!
ความสุขนี้ช่างถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน
แม้กระทั่งในขณะนี้ ที่เขาได้อาบไล้ด้วยปราณวิญญาณอันเข้มข้นของสำนักจงจื้อ เปลี่ยนมาสวมชุดศิษย์สีเขียวอ่อน ถือป้ายประจำตัวศิษย์สืบทอด เก็บแหวนมิติระดับสูงและกระบี่ประจำกายเข้าที่ หรือแม้กระทั่งได้รับเบี้ยหวัดล่วงหน้าเป็นหินปราณสิบก้อน... เขาก็ยังคงทำหน้ามึนงงไม่หาย
ผู้เฒ่าหญิงคนนี้คงไม่ได้สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรอกนะ!
ด้วยความรู้สึกละอายใจลึกๆ ผสมกับความดีใจจนเกินเหตุ เซียวหรานจึงได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาผู้เป็นอาจารย์ แม้แต่คำถามของนางเมื่อครู่ เขาก็ไม่ได้ยิน...
เมื่อดื่มเหล้าจนหมดกา หลิงโจวเยว่จึงเพิ่งตระหนักว่าลูกศิษย์หมาดๆ ของนางยังไม่ได้ตอบคำถาม ทำให้นางเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย
"ถามเจ้าอยู่นะ!"
เซียวหรานสะดุ้งเล็กน้อย รีบขานรับทันที
"เชิญท่านอาจารย์ถามได้เลยขอรับ"
หางตาของหลิงโจวเยว่กระตุก นางพยายามข่มอารมณ์ แล้วถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดกว่าเดิม
"รู้หรือไม่ว่าทำไมอาจารย์ถึงเลือกเจ้าเป็นศิษย์สืบทอด?"
เซียวหรานไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย
"ศิษย์ไม่ทราบขอรับ"
เมื่อเห็นเซียวหรานเอาแต่ก้มหน้า หลิงโจวเยว่จึงตวาดเสียงดัง
"เจ้ารังเกียจว่าอาจารย์ขี้ริ้วขี้เหร่นักหรือไง? เงยหน้าขึ้นมา!"
เซียวหรานสงบสติอารมณ์ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นอาจารย์
ภาพที่ปรากฏคือหญิงสาวในชุดคลุมยาวสีเขียว ในมือถือกระบอกเหล้าไม้ไผ่ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย และมีกลิ่นอายสุราไม่ห่างกาย
ใบหน้าสดไร้เครื่องสำอาง มีเพียงสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุราที่แต่งแต้มพวงแก้ม ทว่าไม่อาจกลบความงดงามของคิ้วดั่งกระบี่และดวงตาดุจดารา ซึ่งเป็นความงามระดับเทพธิดาได้เลย
การแต่งกายยิ่งดูตามใจฉัน ผมยาวหยาบถูกมัดรวบเป็นหางม้าสั้นๆ ไว้ด้านหลัง ชุดคลุมสีเขียวตัวโคร่งที่ดูขาดๆ เกินๆ สวมทับร่างอันเพรียวระหงนั้นไว้อย่างลวกๆ
ยามสายลมพัดผ่าน ชายเสื้อสะบัดพลิ้วไหว เผยให้เห็นผิวขาวนวลเนียนวับๆ แวมๆ
สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความขาวนวลนั้น คือความอวบอัดดุจหยกงามที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอก
นั่นทำให้เซียวหรานรู้สึกว่า ชุดคลุมสีเขียวตัวโคร่งนี้ มีไว้เพื่อปกปิดรูปร่างอันยั่วยวนจนดู 'ลามก' นี้ไว้แท้ๆ
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เซียวหรานข้ามภพมายังโลกบำเพ็ญเพียร ที่เขาได้พบกับคนที่ดูดีมีสง่าราศียิ่งกว่าตนเอง
ใบหน้าสดที่งดงามหยดย้อย ท่วงท่าในชุดคลุมหลวมโพรก ความองอาจผ่าเผย และความปล่อยเนื้อปล่อยตัว ล้วนแผ่กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งที่หลุดพ้นจากโลกีย์วิสัย
แถมยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย!
เซียวหรานตกอยู่ในห้วงความคิด
ทำไมผู้หญิงระดับนี้ ถึงได้รับคนไร้ค่าในการฝึกเซียนมาเป็นศิษย์สืบทอดกันนะ?
หน้าตาไม่มีปัญหาแน่นอน; รูปร่างอาจจะดูยั่วยวนไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา; ในฐานะผู้เฒ่าของสำนักชื่อดัง เรื่องฝีมือยิ่งไม่ต้องพูดถึง...
งั้นก็ต้องเป็นสมองแน่ๆ ที่มีปัญหา!
เซียวหรานได้ข้อสรุป จึงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"ศิษย์โง่เขลาเบาปัญญา ไม่ทราบจริงๆ ว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงรับข้าเป็นศิษย์ ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วยขอรับ"
หลิงโจวเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ไม่รู้ว่าไปคว้าเหล้ามาอีกกาตั้งแต่เมื่อไหร่ นางกระดกมันลงคออึกๆ
นางชำเลืองมองลูกศิษย์ผู้หล่อเหลาและดูซื่อบื้อแวบหนึ่ง พลันเกิดความรู้สึกเหนือกว่าทางสติปัญญาขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
เหอะ ข้าจะบอกเจ้าหรือว่า ทางสมาพันธ์เต๋าเพิ่งออกกฎหมายการถ่ายทอดวิชาในยุคปลายธรรม ถ้าแม่นางอย่างข้าไม่ยอมรับศิษย์ถ่ายทอดวิชา ก็จะถูกไล่ออกจากสำนักน่ะสิ?
ส่วนทำไมต้องเป็นเจ้า? ก็เพราะต้องหาคนหัวทึ่มมาสักคน ถึงจะพิสูจน์ได้ว่าข้าไม่มีพรสวรรค์ในการสอนจริงๆ พวกตาแก่นั่นจะได้ไม่มาบีบบังคับกันอีก
คนไร้พรสวรรค์ในใต้หล้ามีเป็นหมื่นเป็นแสน ทำไมข้าต้องเจาะจงเลือกเจ้า? ก็เพราะมีแค่ข้าที่ดูออกว่า เจ้ามันเป็นพวก 'ห้าธาตุสมดุล' ซึ่งเป็นพรสวรรค์ขยะขั้นเทพ ไม่มีทางฝึกปราณสำเร็จได้เด็ดขาด!
แถมเจ้ายังหน้าตาหล่อเหลา ต้องเจอหน้ากันทุกวี่ทุกวัน อย่างน้อยมองแล้วก็ไม่ระคายตา ดีไม่ดีถ้าเอามาช่วยปรนนิบัติพัดวีให้ข้าได้ ก็ยิ่งประเสริฐ
คิดได้ดังนั้น หลิงโจวเยว่ก็กรอกเหล้าเข้าปากอีกหลายอึก เกือบจะเผลอพูดความในใจออกมาแล้วเชียว
"ทำไมน่ะรึ? ก็เพราะเจ้ามีพรสวรรค์ 'ห้าธาตุสมดุล' ที่หาได้ยากยิ่งในตำนานน่ะสิ อาจารย์มีวิชาลับเฉพาะตัวที่คิดค้นขึ้นเองและใกล้จะสาบสูญอยู่พอดี ซึ่งมีเพียงคนที่มีธาตุทั้งห้าสมดุลอย่างเจ้าเท่านั้นที่ฝึกได้"
เชื่อก็บ้าแล้ว!
เซียวหรานประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาขอรับ"
แม้เซียวหรานจะมีพรสวรรค์ย่ำแย่ แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าสำนักต่างๆ เขาศึกษาความรู้ทฤษฎีมาไม่น้อย
'ห้าธาตุสมดุล' หมายถึงรากวิญญาณทุกธาตุราบเรียบเสมอกัน ไม่มีธาตุใดโดดเด่น ไม่สามารถรวบรวมปราณฟ้าดินได้ เป็นลักษณะของขยะโดยแท้
ต่อให้พากเพียรชั่วชีวิตก็ยากจะเข้าสู่ขั้นกลั่นลมปราณ อย่าว่าแต่จะฝึกวิชาลับอะไรเลย
แต่ก็ยังดี ไม่ว่าในน้ำเต้าของอาจารย์จะมียาอะไรขาย อย่างน้อยเขาก็ได้ก้าวเข้าสู่ประตูเซียนสำเร็จ และกำลังจะเริ่มก้าวแรกของเส้นทางบำเพ็ญเพียร
ไม่ว่าอนาคตจะยากลำบากเพียงใด อาจารย์ก็คือผู้นำทางของเขา ในเมื่อท่านเปิดโรงลิเก เขาก็ต้องเล่นตามบทบาทให้สมจริง
โอกาสมักเป็นของคนที่เตรียมพร้อมเสมอ ตั้งใจฝึกฝนให้ดี บางทีสักวันหนึ่งระบบอาจจะหล่นใส่หัวเขาก็ได้ ใครจะไปรู้?
ขนาดพรสวรรค์แค่นี้ยังได้รับเลือกเป็นศิษย์สืบทอดสำนักดัง ต่อให้โดนระบบหล่นทับ ก็คงไม่มีอะไรน่าแปลกใจแล้วล่ะมั้ง
[กำลังติดตั้งระบบยอดกตัญญู...]
เซียวหรานสะดุ้งโหยง
"ระบบอะไรนะ?"
[ติดตั้งระบบยอดกตัญญูสำเร็จ ผูกมัดถาวรกับโฮสต์เซียวหราน เพียงแค่โฮสต์แสดงความกตัญญูต่ออาจารย์ ก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้]
"แบบนี้ก็ได้เหรอ?"
[กรุณาเลือกเป้าหมายผู้เป็นอาจารย์]
เวลานี้เซียวหรานไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
"อาจารย์, หลิงโจวเยว่"
[ผูกมัดเป้าหมายอาจารย์ หลิงโจวเยว่ เรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีพ]
พลาดท่าซะแล้ว!
เซียวหรานรีบตรวจสอบหน้าต่างระบบอย่างร้อนรน
ถึงกับมีค่าความกตัญญูที่เป็นตัวเลขชี้วัด...
นี่มันไม่กลายพันธุ์ไปหน่อยเหรอ?
คนอย่างข้าเซียวหราน ให้ความสำคัญกับความกตัญญูโดยกำเนิดอยู่แล้ว!
เซียวหรานยังไม่รีบไปปั๊มค่าความกตัญญู แต่เลือกที่จะใช้จิตเปิดร้านค้าในระบบดูก่อนว่ามีของดีอะไรบ้าง
พลิกดูไปหลายหน้า พบว่าของที่ขายในร้านค้าล้วนเป็นสินค้าเสมือนจริงประเภท ตบะบารมี, เคล็ดวิชา และทักษะความสามารถ ไม่มีสิ่งของที่จับต้องได้เลย
ของที่แพงที่สุดคือ แพ็คเกจตบะ ซึ่งสามารถเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียรให้โฮสต์ได้ เช่น หากจะเลื่อนขั้นเป็นกลั่นลมปราณชั้นที่หนึ่ง ต้องใช้ค่าความกตัญญู 100 แต้ม
รองลงมาคือ เคล็ดวิชา และ แพ็คเกจฟื้นเลือด เหมาะสำหรับการฝึกฝนในขอบเขตกลั่นลมปราณ หรือใช้เติมเลือดจนเต็มระหว่างต่อสู้ โดยปกติใช้ค่าความกตัญญูเพียงไม่กี่สิบแต้ม
ส่วนที่ถูกที่สุดคือ ทักษะการดำรงชีพ ราคามักจะอยู่ที่ไม่กี่แต้มเท่านั้น เช่น ทักษะพิณขั้นสูง, ทักษะหมากล้อมขั้นสูง, ทักษะพู่กันขั้นสูง, ทักษะวาดภาพขั้นสูง, ทักษะทำอาหารขั้นสูง
กระทั่งยังมีทักษะสร้างรังขั้นสูง, ทักษะทำนาขั้นสูง, ทักษะลอกท่อขั้นสูง, หรือแม้แต่การดูแลสัตว์วิญญาณหลังคลอด...
ขอแค่คุณจินตนาการถึง มันก็มีขายให้คุณ!
ทักษะเหล่านี้มีไว้เพื่อแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์ และกอบโกยค่าความกตัญญูนั่นเอง
เซียวหรานตอนนี้ตัวเปล่าเล่าเปลือย จึงทำได้เพียงสร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์ งัดเอาความสามารถดั้งเดิมออกมาใช้
เขาเป็นคนหน้าหนา ไม่กลัวว่าจะเสียมารยาท เมื่อเห็นอาจารย์มีท่าทางเกียจคร้านง่วงซึม จึงก้าวเข้าไปหาและเอ่ยด้วยความจริงจังว่า
"ท่านอาจารย์คัดเลือกศิษย์มาทั้งวันกว่าจะถูกใจข้า ท่านคงเหนื่อยแย่ ให้ศิษย์นวดไหล่ให้ท่านนะขอรับ"
หลิงโจวเยว่ชะงักไปเล็กน้อย จ้องมองเซียวหรานเขม็ง และสัมผัสได้ถึงความจริงใจในแววตาของเขา
ยุคปลายธรรมยังมีศิษย์ที่รู้ความเช่นนี้อยู่อีกหรือ?
ช่างเถอะ ขอแค่ไม่ฝึกวิชา จะทำอะไรก็เชิญ!
"ไม่เลว เจ้ามีความกตัญญูมาก"
ว่าจบ หลิงโจวเยว่ก็หลับตาลง นั่งตัวตรง ปล่อยให้เซียวหรานทุบหลังนวดไหล่อยู่ด้านหลัง
อืม... แม้จะรู้สึกว่าฝีมือของเจ้าศิษย์คนนี้จะยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ดีตรงที่ยังหนุ่มแน่น ลงน้ำหนักได้สม่ำเสมอและมีแรง กดจุดจนนางรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย สองไหล่ผ่อนคลายอย่างยิ่ง
เคล้าคลอไปกับสายลมแห่งขุนเขาที่พัดเอื่อยๆ และกลิ่นหอมของสุรา ไม่นานนางก็ผล็อยหลับไป
ส่วนเซียวหรานยังคงตั้งหน้าตั้งตาถอนขนแกะอย่างบ้าคลั่ง
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับค่าความกตัญญู 1 แต้ม!]
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับค่าความกตัญญู 1 แต้ม!]
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับค่าความกตัญญู 1 แต้ม!]
[...]
เขานวดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค่าความกตัญญูหยุดนิ่ง เซียวหรานจึงลองเพิ่มแรงและเปลี่ยนจุดนวด เพื่อดูว่าจะยังมีค่าความกตัญญูเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
ผลปรากฏว่านวดจนมือเปรี้ยวไหล่ระบม ก็ไม่มีค่าความกตัญญูเด้งขึ้นมาอีก
"เจ้าทึ่ม เจ้าทำข้าเจ็บนะ!"
หลิงโจวเยว่ละเมอด่าออกมาอย่างสะลึมสะลือ
เซียวหรานฉวยโอกาสหยุดมือทันที
ค่าความกตัญญู 5 แต้มดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดแล้ว นวดต่อไปก็เสียแรงเปล่า
สู้รอพรุ่งนี้ค่อยลองใหม่ดีกว่า เผื่อจะถอนขนแกะได้มากกว่าเดิม
เขาชำเลืองมองเรือนร่างอันอวบอัดเย้ายวนที่ทอดตัวอยู่อย่างไม่สำรวมของอาจารย์ แล้วคิดในใจว่า
— นี่มันถุงค่าประสบการณ์อันอวบอัดชัดๆ!
แต่ใครจะคาดคิด จู่ๆ ก็มีเสียงอันเกียจคร้านถึงขีดสุด แต่กลับแฝงอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน ลอยมาจากเบื้องหน้า
"อย่าหยุด"