- หน้าแรก
- ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากให้ใครเดิน
- บทที่ 31 - คำสั่งเด็ดขาดต้องมาให้ได้
บทที่ 31 - คำสั่งเด็ดขาดต้องมาให้ได้
บทที่ 31 - คำสั่งเด็ดขาดต้องมาให้ได้
บทที่ 31 - คำสั่งเด็ดขาดต้องมาให้ได้
★★★★★
ท่านเจ้าเมืองสวีมอบเงินให้มาเกือบสองร้อยตำลึงเงิน
สำหรับเซินหานแล้ว นี่คือเงินก้อนโตมหาศาล
ในเมื่อท่านเจ้าเมืองมีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือ เซินหานก็ไม่บิดพลิ้ว รับน้ำใจนั้นไว้และจดจำบุญคุณใส่ใจ
เงินสองร้อยตำลึง อย่างน้อยสำหรับระดับพลังระดับแปดในตอนนี้ ก็เพียงพอที่จะซื้อยาบำรุงได้จำนวนหนึ่ง
เขาระแวะตลาดบูรพาซื้อยาบำรุงระหว่างทางกลับ ก่อนจะกลับเข้าสู่เรือนพักของตน
ตอนนี้เขาเข้าสู่ระดับแปดขั้นต้นแล้ว กระแสปราณก่อกำเนิดสมบูรณ์
เซินหานหยิบกิ่งไม้ในลานบ้านขึ้นมา ลองร่ายรำฝึกซ้อม
เพลงกระบี่อัสดงเมื่อผสานเข้ากับกระแสปราณ อานุภาพของกระบวนท่าก็เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ขอเพียงทำให้ระดับพลังมั่นคงขึ้นอีกนิด ด้วยความสามารถในตอนนี้ เขาก็น่าจะเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันหลายคนแล้ว
คุณชายสาม คุณชายสี่ของตระกูลเซิน หลายปีมานี้ทั้งจ้างครูฝึก ทั้งอัดยาบำรุง ก็ยังอยู่แค่ระดับแปด
จะว่าไปแล้ว รุ่นเยาว์ที่มีความสามารถโดดเด่นของตระกูลเซินก็มีไม่มากนัก
เขาไม่ปล่อยให้เรื่องจุกจิกมารบกวนจิตใจ นอกจากฝึกฝน "เคล็ดวิชากายาภูผานที" เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายแล้ว เวลาส่วนใหญ่เซินหานทุ่มเทไปกับการเพ่งจิตพิจารณา "เจตจำนงกระบี่วิถีสวรรค์"
ท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่ ตัวเขาถือกระบี่ยาว ผสานเพลงกระบี่อัสดงเข้ากับเจตจำนงกระบี่ล่องลอย
ฟาดฟันกระบี่ใส่เจตจำนงแห่งกระบี่นั้น
กระบี่บินทะยานสู่ฟ้า ท่ามกลางเวิ้งฟ้ากว้าง เงากระบี่นับพันเล่มพุ่งทะยานเข้ามาดุจฝูงปลาข้ามแม่น้ำ
เซินหานได้ต่อสู้กับเจตจำนงกระบี่ในจินตภาพหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยากจะเข้าถึงแก่นแท้ของมัน
นี่เป็นเพียงกระบวนท่าเดียว หากเจตจำนงกระบี่สำแดงอานุภาพพร้อมกัน เขาคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ลงมือ
พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เซินหานกลับสัมผัสได้ว่าพลังจิตและฝีมือกระบี่ของตนกำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไม่รู้ว่าเมื่อรวมแก่นแท้แห่งวิชากระบี่เข้าด้วยกันแล้ว เขาจะสามารถใช้พลังระดับแปด ต่อกรกับระดับเจ็ดได้หรือไม่
ณ ห้องอาหารจวนตระกูลเซิน
"เสี่ยวเอ้าทำไมไม่กินข้าวล่ะลูก กลับมาบ้านแล้ว กับข้าวพวกนี้ไม่ถูกปากหรือ?"
ท่านย่ามีสีหน้าเมตตา น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
ท่าทางใจดีเช่นนี้ของนาง คงมีเพียงเซินเย่และเซินเอ้า สองพี่น้องคู่นี้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับ
ลูกหลานคนอื่นของตระกูลเซิน เกรงว่าคงไม่ได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้
แน่นอนว่าสำหรับเซินหาน ไม่ต้องพูดถึงเลย แค่ไม่ถูกดุด่าว่ากล่าวก็ถือว่าดีถมไปแล้ว
เมื่อเผชิญกับความเมตตาของท่านย่า เซินเอ้ากลับไม่ไว้หน้าเลยสักนิด
สองมือผลักชามข้าวตรงหน้าออกไป ปากเล็กๆ เบะขึ้นสูง แสดงอาการเอาแต่ใจ
"เสี่ยวเอ้าไม่พอใจเรื่องอะไร บอกท่านย่ามาสิ ท่านย่าจะจัดการให้"
ฮูหยินใหญ่เหอรีบรับลูกทันที พูดกันตามตรง ใครบ้างจะไม่รู้ว่าทำไมเซินเอ้าถึงได้งอนตุ๊บป่องแบบนี้
"ท่านย่าต้องรู้อยู่แล้ว ก็เพราะไอ้คนน่ารังเกียจคนนั้น วันนี้มันตีข้าขนาดนี้ พวกท่านยังไม่ลงโทษมันอีก..."
เซินเอ้าทำหน้าบึ้งตึง ตอนนี้เขาดูเหมือนเด็กน้อยขี้ฟ้องที่เที่ยวหาคนช่วย
ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ทำตัวกร่างราวกับอันธพาลน้อย
ท่านย่าได้ยินดังนั้น ก็วางตะเกียบในมือลงทันที
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปสั่งสาวใช้ข้างกาย "ไปบอกเซินหาน พรุ่งนี้เย็นให้ไปทานข้าวที่เรือนเสวี่ยอวิ๋น น้องชายของเขาเซินเอ้าต้องการจะขอขมาเขาต่อหน้า
กำชับว่าเขาต้องไปให้ได้ มิเช่นนั้นจะถือว่าอกตัญญูขัดคำสั่งข้า"
พูดจบ ท่านย่าก็ไม่อยู่ทานข้าวต่อ
นางใช้ไม้เท้าพยุงตัว ให้สาวใช้ประคองกลับไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซินเอ้ากลับยิ่งโวยวายหนักกว่าเดิม
"ข้าไม่ขอโทษมัน ไอ้ขยะน่ารังเกียจพรรค์นั้น ไม่ใช่พี่ชายข้า..."
เด็กก็คือเด็ก ย่อมขาดการยั้งคิด เซินเอ้าดูไม่ออกถึงแผนการก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ฮูหยินใหญ่เหอที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วเข้าใจความหมายทันที
นางไม่รอช้า รีบดึงตัวเซินเอ้าออกจากห้องอาหาร
เมื่อกลับถึงเรือนของเซินเอ้า นางถึงเริ่มปลอบโยนลูกชาย
"เอ้าเอ๋อร์ เดี๋ยวลูกต้องไปหาท่านย่า ไปพูดจาออดอ้อนเอาใจนางเสียหน่อย
นางรักลูกมาก คำพูดของนางเมื่อครู่ เท่ากับเป็นการบีบให้เซินหานต้องออกจากจวนตระกูลเซิน
เรือนเสวี่ยอวิ๋นนั้น แต่ละคืนรับแขกเพียงโต๊ะเดียว เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว จะจัดการกับเซินหาน เจ้ากลัวจะทำไม่สำเร็จรึ?"
คำอธิบายของฮูหยินใหญ่เหอ ในที่สุดก็ทำให้เด็กอย่างเซินเอ้าเข้าใจเสียที
ในเขตจวนตระกูลเซิน การลงมือทำร้ายเซินหานเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก
เซินหานสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากตระกูลได้ ผู้ใหญ่ในตระกูลใครจะกล้ายืนดูหลานตัวเองถูกรังแกโดยไม่ทำอะไร?
หากเรื่องหลุดรอดออกไป ฎีกาฟ้องร้องจากขุนนางในราชสำนักคงกองเต็มโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้
แต่ถ้าออกจากจวนตระกูลเซินไปแล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก
ในเมื่อท่านย่าออกหน้าช่วยปูทางให้แล้ว ความกังวลในใจของฮูหยินใหญ่ก็ลดน้อยลง
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งสาวใช้นำจดหมายฉบับหนึ่ง ไปส่งที่ริมแม่น้ำทางทิศตะวันตกของเมือง
ณ เรือนพักฝั่งตะวันออก
สาวใช้ของท่านย่ามาถ่ายทอดคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
หลายปีมานี้ เซินหานถูกท่านย่าดุด่ามานับครั้งไม่ถ้วน ยามที่เขาไม่ได้รับความยุติธรรม นางก็เลือกที่จะเมินเฉย
แต่ก่อนหน้านี้ อย่างมากก็นางแค่ไม่เข้าข้างเขา
ทว่าวันนี้ ในฐานะฮูหยินผู้เฒ่า ผู้กุมอำนาจดูแลบ้านแทนประมุขตระกูล นางกลับเริ่มลงมือจัดการเขาด้วยตัวเองแล้ว
เรือนเสวี่ยอวิ๋น เป็นสถานที่รับรองแขกที่หรูหราอย่างยิ่ง
รับลูกค้าเพียงวันละกลุ่มเท่านั้น คนอื่นไม่ว่าเป็นใครก็ห้ามเข้า
ลือกันว่าเจ้าของเรือนเสวี่ยอวิ๋น เป็นยอดฝีมือระดับเซียน
มิเช่นนั้นเปิดมาหลายปี คงมีคนกล้าบุกรุกไปนานแล้ว
ตระกูลเซินนี้ กำลังจะกลายเป็นศัตรูกับเขาอย่างเต็มตัว
โดยเฉพาะการกระทำของท่านย่าในวันนี้ ทำให้เซินหานตัดสินใจเด็ดขาด
ระหว่างเขากับจวนตระกูลเซินแห่งนี้ ความแค้นมีมากกว่าความผูกพันทางสายเลือดเสียแล้ว
"คุณชายหาน ท่านได้ยินที่ไฉ่เสวี่ยพูดหรือไม่เจ้าคะ
อาหารค่ำวันพรุ่งนี้ ขอให้คุณชายไปที่เรือนเสวี่ยอวิ๋นให้ได้นะเจ้าคะ"
ไฉ่เสวี่ยย้ำอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบตามองเซินหานอย่างพินิจพิเคราะห์ นางอยากจดจำสีหน้าของเซินหานไว้ เพื่อจะได้กลับไปรายงานท่านย่า
แต่เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของเซินหานกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาเพียงแค่พยักหน้ารับทราบเบาๆ
เมื่อไฉ่เสวี่ยสาวใช้คนสนิทของท่านย่ากลับไปแล้ว เซินหานก็ไม่เสียเวลาอีกต่อไป
เขาสวมเกราะอ่อนไว้ข้างใน นำกระบี่อ่อนที่ตีค้างไว้ครึ่งหนึ่งออกมาเร่งตีให้เสร็จอย่างรีบเร่ง
เมื่อเพ่งจิตมอง ครู่หนึ่งก็มีตัวอักษรสีขาวแถวหนึ่งลอยขึ้นมาบนตัวกระบี่ [กระบี่อ่อนคุณภาพต่ำมาก]
คำนำหน้านี้ ถึงกับใช้คำว่า 'ต่ำมาก' เลยเชียวหรือ...
ยังดี อย่างน้อยสิ่งที่เขาสร้างออกมา ก็ยังเรียกว่าเป็นกระบี่อ่อน
หลังจากดึงคุณสมบัติสีเทาออก รอยร้าวบนตัวกระบี่ก็หายไปในพริบตา
เซินหานเดินสำรวจไปรอบๆ ลานจวนตระกูลเซิน จนไปเจอกับหอกเล่มหนึ่งวางอยู่ที่หน้าคลังอาวุธ
เมื่อเพ่งมอง ตัวอักษรสีม่วงก็ปรากฏขึ้น [หอกเนื้อวัสดุเหนียวแน่นทนทาน]
เนื้อวัสดุเหนียวแน่นทนทาน คุณสมบัตินี้ช่างเหมาะกับกระบี่อ่อนนัก
จิตรวมเป็นหนึ่ง ใช้เวลาครึ่งชั่วนยาม (1 ชั่วโมง) คุณสมบัติสีม่วงก็หลุดร่วงลงมา
หอกคุณภาพเยี่ยมเล่มเดิม พลันกลายเป็นหอกธรรมดา แสงแวววาวบนตัวหอกหม่นหมองลงไปถนัดตา
เขารีบกลับมาที่เรือน แล้วนำคุณสมบัติสีม่วงใส่ลงในกระบี่อ่อนของตนทันที
กระบี่อ่อนที่เดิมทีแค่พอใช้ได้ เริ่มเปล่งประกายเรืองรองออกมา
เซินหานลองพับงอกระบี่ดู มันมีความคมกริบแต่ก็ไม่สูญเสียความยืดหยุ่น นับว่าเป็นกระบี่ชั้นดีเล่มหนึ่งอย่างแท้จริง
เขานำกระบี่อ่อนพันรอบเอวซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้า เช่นนี้ก็จะไม่เผยให้ใครรู้ว่าพกอาวุธ
หากเกิดอันตราย นี่จะเป็นไม้ตายในการตอบโต้ของเขา
[จบแล้ว]