เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 - ความในใจของคุณหนูเฟิง

บทที่ 28 - ความในใจของคุณหนูเฟิง

บทที่ 28 - ความในใจของคุณหนูเฟิง


บทที่ 28 - ความในใจของคุณหนูเฟิง

ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์จากเฉินเล่อเต้า ใบหน้าของเฟิงเฉิงเฉิงก็ปรากฏรอยยิ้มที่สดใสขึ้นมาทันที ความหงุดหงิดใจที่สะสมมาหลายวันมลายหายไปจนสิ้น หล่อนรู้ใจตัวเองดีว่าตอนนี้หล่อนได้ตกหลุมรักเฉินเล่อเต้าเข้าเต็มเปาแล้ว หลายวันที่ผ่านมาหล่อนไม่ได้เจอเขาเลย แถมเฉินเล่อเต้าก็ไม่มีท่าทีจะโทรหาหรือชวนหล่อนออกไปไหนเลย นั่นทำให้เฟิงเฉิงเฉิงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย

หล่อนเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่าเฉินเล่อเต้ารู้สึกยังไงกับหล่อนกันแน่

"เขาช่วยฉันไว้ตั้งหลายครั้ง แถมยังเคยไปดูหนังด้วยกันตั้งรอบหนึ่ง เขาควรจะมีความรู้สึกดีๆ ให้ฉันบ้างสิ"

"แต่ทำไมตั้งหลายวันแล้วถึงไม่มีข่าวคราวเลยล่ะ ไม่มาหา ไม่โทรหา หรือว่าเขาจะไม่ชอบฉันกันนะ"

ความคิดที่วนเวียนไปมาแบบนี้ทำให้เฟิงเฉิงเฉิงช่วงนี้ดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความไม่สบอารมณ์ของคุณหนูใหญ่แห่งบ้านตระกูลเฟิงนั้นถูกแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน

คุณหนูเฟิงที่ไม่ค่อยจะโกรธเคืองใครช่วงนี้กลับเริ่มจะแผลงฤทธิ์ใส่คนรับใช้ในบ้านบ้างเป็นบางครั้ง แต่คนที่ต้องรับกรรมหนักที่สุดไม่ใช่พวกคนรับใช้หรอกนะแต่คือเจ้าพ่อเฟิงนั่นเอง

เฟิงจิ้งเหยาเป็นพวกระแวงไปหมด นับตั้งแต่ผ่านงานวันเกิดครบรอบหกสิบปีมา เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องจะเล่นงานเขาอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยเขาเลยสั่งห้ามไม่ให้เฟิงเฉิงเฉิงออกไปเที่ยวเตร่ข้างนอกสุ่มสี่สุ่มห้า

ผลที่ตามมาคือคุณหนูเฟิงที่กำลังมีความรักก็เลยคอยกวนใจพ่อของหล่อนอยู่เป็นระยะ เพราะหล่อนอยากจะออกไปหาเฉินเล่อเต้าแต่พ่อกลับสั่งห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน

เฟิงเฉิงเฉิงเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องทำงานของพ่อด้วยใบหน้าบูดบึ้งโดยไม่สนใจเสียงบ่นพึมพำของเฟิงจิ้งเหยาที่กำลังนวดขมับตัวเองอยู่ข้างหลัง โดยมีน้าเก้าแอบกลั้นยิ้มอยู่ข้างๆ หล่อนเอาแต่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาให้ทุกคนเห็น จนสาวใช้ที่เดินสวนกันต้องรีบก้มหน้าก้มตาเพราะกลัวจะโดนคุณหนูตำหนิเอา

"คุณหนูคะ คุณหนู! คุณเฉินโทรมาหาค่ะ เขาบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย" ขณะที่เฟิงเฉิงเฉิงกำลังกระทืบเท้าด้วยความขัดใจอยู่บนระเบียง สาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งขึ้นมาบอกตั้งแต่อยู่ไกลๆ

พอได้ยินแบบนั้นเฟิงเฉิงเฉิงก็หยุดชะงักทันที บรรยากาศรอบตัวหล่อนเหมือนมีดอกไม้บานสะพรั่งขึ้นมาในพริบตาพร้อมกับรอยยิ้มที่งดงามประดับบนใบหน้า หล่อนไม่สนใจพ่อกับน้าเก้าที่แอบมองอยู่ข้างหลังอีกต่อไป หล่อนรีบใช้มือรวบกระโปรงแล้วซอยเท้าวิ่งลงบันไดไปที่โทรศัพท์ทันที

"ท่านครับ ดูเหมือนว่าคุณหนูจะให้ความสำคัญกับเฉินเล่อเต้ามากเป็นพิเศษเลยนะครับ" น้าเก้ามองตามแผ่นหลังที่ร่าเริงของเฟิงเฉิงเฉิงแล้วกระซิบกับเฟิงจิ้งเหยาเบาๆ

ท่าทีของเฟิงเฉิงเฉิงที่มีต่อเฉินเล่อเต้านั้นต่อให้เป็นคนตาบอดก็มองออก น้าเก้าในฐานะพ่อบ้านใหญ่ที่คอยดูแลความเรียบร้อยในบ้านตระกูลเฟิงย่อมต้องคอยรายงานเรื่องนี้ให้ท่านเจ้าพ่อทราบ

เพราะเฟิงเฉิงเฉิงนั่นแหละ เฟิงจิ้งเหยาเลยสั่งให้คนคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเฉินเล่อเต้าในเซี่ยงไฮ้อยู่ตลอด ข่าวคราวของชายหนุ่มจึงถูกส่งถึงมือน้าเก้าไม่ขาดสาย

สำหรับเฉินเล่อเต้า น้าเก้าค่อนข้างจะมองในแง่ดี ถ้าเอาไปเทียบกับสวี่เหวินเฉียงที่ทำงานอยู่โรงงิ้วเมยฮวา สวี่เหวินเฉียงทำงานสุขุมและมองการณ์ไกลซึ่งเป็นส่วนที่เขานิยมชมชอบ แต่เขาก็มีข้อเสียคือเป็นพวกยึดมั่นในอุดมการณ์มากเกินไปเหมือนพวกนักศึกษาทั่วไป

เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากตอนที่สวี่เหวินเฉียงจัดการเรื่องโรงงานทอผ้าเหลียนซาน (น้าเก้ามองออกหมด)

ขอเสริมนิดหนึ่งว่าเพราะสวี่เหวินเฉียงทำผลงานโดดเด่นตอนคุมโรงงิ้วเหมยฮวา เลยทำให้เฟิงจิ้งเหยาซึ่งเป็นบอสใหญ่เริ่มสนใจในตัวเขา ประกอบกับเรื่องที่เขาช่วยเฟิงเฉิงเฉิงตอนถูกลักพาตัว เฟิงจิ้งเหยาเลยส่งงานโรงงานทอผ้าเหลียนซานไปให้สวี่เหวินเฉียงทำเพื่อเป็นการทดสอบฝีมือ ถ้าทำได้ดีเขาก็ตั้งใจจะชุบเลี้ยงพี่เฉียงอย่างจริงจัง

กลับมาที่เรื่องเดิม เมื่อเทียบกับสวี่เหวินเฉียงแล้ว ในสายตาของน้าเก้านั้นเฉินเล่อเต้าทำงานได้เด็ดขาดและเฉียบคมกว่ามาก เรื่องของเหิงซานน่ะนอกจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้ว น้าเก้าก็สืบจนรู้ความจริงเกือบหมดและรู้ว่าเฉินเล่อเต้าเป็นกุญแจสำคัญในเรื่องนี้

เหิงซานยังไม่ทันจะได้ลงมือทำอะไรเฉินเล่อเต้าเลย ชายหนุ่มกลับรู้สึกถึงภัยคุกคามและชิงลงมือก่อนเพื่อกำจัดจุดอ่อนทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม นั่นแหละคือสิ่งที่น้าเก้าชอบใจนักหนา

ถึงใครๆ จะเรียกเขาว่าน้าเก้าที่ฟังดูใจดีแต่การทำงานของเขานั้นไม่เคยปรานีใคร

"ลูกสาวโตแล้วก็แบบนี้แหละ เฉินเล่อเต้านั่นมันมีดีตรงไหนนะถึงทำให้ลูกสาวข้าพร่ำเพ้อได้ขนาดนี้ ข้าที่เป็นพ่อแท้ๆ ยังไม่เคยได้รับการต้อนรับที่กระตือรือร้นขนาดนี้เลยนะเนี่ย" เฟิงจิ้งเหยาพึมพำพลางส่ายหัวด้วยความจนใจแต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกน้อยใจนิดๆ ตามประสาพ่อหวงลูกสาว

"ท่านครับ ท่านมีความเห็นยังไงกับเฉินเล่อเต้าคนนี้ครับ"

เฟิงจิ้งเหยามีลูกสาวเพียงคนเดียวคือเฟิงเฉิงเฉิง ดังนั้นสามีในอนาคตของหล่อนย่อมต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการทั้งหมดของเขา ท่าทางของเฟิงเฉิงเฉิงในตอนนี้ทำให้พวกเขาต้องเริ่มคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว

"ฮะๆ ไอ้หนู่นั่นน่ะเหรอ ความสามารถก็มีอยู่นะ ส่วนเรื่องอื่นน่ะระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน คงต้องรอดูกันต่อไป" เฟิงจิ้งเหยาโบกมือปัด เขารู้ดีว่าน้าเก้าต้องการอะไร ก็แค่อยากรู้ว่าเขาควรจะวางตัวกับเฉินเล่อเต้ายังไงดี

น้าเก้าเองก็รู้จักเฟิงจิ้งเหยาดีพอๆ กับที่เฟิงจิ้งเหยารู้จักเขา ถึงภายนอกจะดูเป็นคนซื่อๆ แต่ความจริงแล้วเขาก็คือเสือซ่อนเล็บตัวจริง

เฟิงจิ้งเหยายิ้มพลางโบกมือไม่ยอมให้คำตอบที่ชัดเจน แต่น้าเก้าก็พอจะมองออกว่าท่านเจ้าพ่อดูจะพอใจในตัวเฉินเล่อเต้าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

"ฮัลโหล คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ" เมื่อครู่ยังตื่นเต้นจนเนื้อเต้นแต่พอคุณหนูใหญ่รับหูโทรศัพท์ปุ๊บ หล่อนก็ปรับท่าทีให้ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

"เฉิงเฉิง คุณพอจะมีเวลาว่างไหมครับ ผมอยากจะขอให้คุณช่วยไปเลือกซื้อของกับผมหน่อย" เสียงของเฉินเล่อเต้าดังมาจากปลายสาย พอได้ยินแบบนั้นใบหน้าของเฟิงเฉิงเฉิงก็ยิ้มแก้มปริเหมือนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน

"อ๊ะ... ประจวบเหมาะจังเลยค่ะ วันนี้เยี่ยนฉี ชวนฉันไปดูหนังพอดีเลย"

"อ้อ งั้นเหรอครับ งั้นไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปคนเดียวก็ได้" เมื่อได้ยินเสียงเฉินเล่อเต้าตอบกลับมาแบบนั้น เฟิงเฉิงเฉิงก็เริ่มลนลานขึ้นมาทันที ทำไมยอมแพ้ง่ายแบบนี้ล่ะเนี่ย ไม่คิดจะอ้อนวอนต่ออีกสักหน่อยเหรอ คุณหนูเฟิงแทบจะขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ

"เอ่อ! ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปกับคุณดีกว่า เดี๋ยวไปดูหนังกับเยี่ยนฉีช้าหน่อยก็ได้ค่ะ" พอเริ่มลนลาน เพื่อนสนิทอย่างเยี่ยนฉีก็กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นขึ้นมาทันที

หล่อนรีบชิงแขวนสายก่อนที่เฉินเล่อเต้าจะได้พูดอะไรต่อ เฟิงเฉิงเฉิงย่นจมูกพลางกระทืบเท้าเบาๆ จากนั้นก็วิ่งกระโดดโลดเต้นขึ้นไปบนห้องนอนด้วยท่าทางร่าเริง สาวใช้ที่เห็นอาการของคุณหนูถึงกับทำหน้าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

โลกของคุณหนูน่ะสาวใช้อย่างพวกเธอไม่เข้าใจหรอก พอได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากข้างบน สาวใช้ก็รีบวิ่งตามขึ้นไปพลางถอนหายใจกับความสดใสเหมือนเด็กไม่ยอมโตของคุณหนู

หลังจากเปลี่ยนชุดไปไม่รู้กี่ชุดต่อกี่ชุด ในที่สุดเฟิงเฉิงเฉิงก็พอใจ หล่อนเดินตรงไปที่ห้องทำงานของพ่ออีกครั้ง และครั้งนี้หล่อนตั้งใจว่าจะไม่ยอมถอยเด็ดขาด

หลังจากเจรจาต่อรองกันไปมา ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ยอมถอยคนละก้าว ผลสรุปคือคุณหนูเฟิงเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลเฟิงด้วยท่าทางเหมือนนกยูงที่เพิ่งชนะการประกวด โดยมีบอดี้การ์ดสี่คนในชุดสีดำเดินตามหลังเป็นพรวน ดูแล้วเหมือนหมีแพนด้าสี่ตัวที่ไม่มีรอยคล้ำใต้ตายังไงยังงั้น

"คุณอยากจะซื้ออะไรเหรอคะ" ทั้งคู่เดินไปตามถนนโดยมีบอดี้การ์ดเดินตามหลังห่างๆ เฟิงเฉิงเฉิงเอ่ยถามเฉินเล่อเต้า

ในใจหล่อนแอบลุ้นว่าจะซื้อของขวัญให้หล่อนหรือเปล่านะ

"ผมอยากจะได้นาฬิกาข้อมือผู้ชายสักเรือน แล้วก็พวกภาพวาดตัวอักษรจีนสวยๆ สักภาพน่ะครับ จะเอาไปมอบเป็นของขวัญให้คนอื่น" เฉินเล่อเต้าตอบ

วันนี้เขาตั้งใจจะไปหาซื้อของขวัญให้ซาร์ลี เพราะตาซาร์ลีนี่แหละคือขาสิทธิพิเศษที่เขาต้องเกาะไว้ให้แน่นที่สุดในตอนนี้ เขาต้องดูแลขานี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งตาฝรั่งนี่อาจจะไม่ยอมให้เขาเกาะอีกก็ได้

ริมฝีปากสีแดงระเรื่อของเฟิงเฉิงเฉิงเม้มเข้าหากันเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคยสดใสลดลงไปนิดหนึ่งแต่ก็ยังคงความร่าเริงไว้อยู่

"อืม... ถ้าเป็นนาฬิกา ฉันว่าควรจะเป็นยี่ห้อโอเมก้า (Omega) หรือลองจินส์ (Longines) ไม่ก็ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) ไปเลยค่ะ ยี่ห้อพวกนี้เป็นของนำเข้าที่กำลังฮิตมากในเมืองไทย... เอ้ย ในเมืองจีน"

"ส่วนภาพวาด ฉันรู้จักร้านหนึ่งที่แทบจะไม่มีของปลอมเลย เดี๋ยวพวกเราลองไปดูที่นั่นกันนะคะ" เฟิงเฉิงเฉิงพยายามใช้สมองคิดอย่างตั้งใจแม้จะไม่ค่อยมั่นใจนัก

เรื่องนาฬิกาน่ะหล่อนพอจะคุ้นเคยอยู่บ้างเพราะเห็นคนใส่บ่อย แต่เรื่องภาพวาดนี่หล่อนไม่ค่อยสันทัดเท่าไหร่ ร้านที่หล่อนพูดถึงน่ะก็จำมาจากน้าเก้าอีกที เพราะพ่อของหล่อนชอบสะสมภาพวาดเพื่อประดับบารมีให้ดูเป็นผู้ดีมีวัฒนธรรมกับเขาบ้าง

"คุณจะซื้อของพวกนี้ไปให้ใครเหรอคะ คุณเพิ่งมาเซี่ยงไฮ้ไม่ใช่เหรอ ไม่น่าจะมีเพื่อนเยอะขนาดนี้" เฟิงเฉิงเฉิงถามด้วยความอยากรู้

"เพิ่งรู้จักเพื่อนใหม่คนหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะครับ เขาเป็นคนฝรั่งเศสที่ช่วยผมหางานในกรมตำรวจ เลยตั้งใจจะซื้อของไปขอบคุณเขาเสียหน่อย" เฉินเล่อเต้าอธิบายสั้นๆ

"กรมตำรวจเหรอคะ งั้นต่อไปคุณก็ต้องใส่ชุดตำรวจทุกวันเลยสิคะ" เฟิงเฉิงเฉิงดูจะไม่สนใจเพื่อนใหม่ของเขาเท่าไหร่ หล่อนอยากเห็นเฉินเล่อเต้าในชุดเครื่องแบบตำรวจมากกว่า

"ใครบอกคุณล่ะครับว่าทำงานกรมตำรวจต้องใส่เครื่องแบบเสมอไป ผมทำหน้าที่เป็นล่ามน่ะครับ" เฉินเล่อเต้าขำกับความคิดของหล่อน

กรมตำรวจกับสถานีตำรวจน่ะมันมีความแตกต่างกันอยู่ แต่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกเหมารวมกันไปหมดว่ากรมตำรวจ

ทั้งคู่เดินคุยเดินเที่ยวกันไปเรื่อยๆ จนเฉินเล่อเต้าเริ่มจะเมื่อยขาแต่เฟิงเฉิงเฉิงดูจะยังสนุกไม่เลิก

"เฉิงเฉิง วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่บ้าน ตอนเย็นคุณยังมีนัดดูหนังกับคุณหนูวางอยู่นะ" เมื่อได้นาฬิกากับภาพวาดครบแล้ว เฉินเล่อเต้าก็เริ่มหาทางชิ่ง เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมชีวิตสองข้อแล้วล่ะ

หนึ่ง อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน และสอง อย่าไปเดินช้อปปิ้งกับผู้หญิง

ต่อให้เป็นสาวสวยยุคเก่าก็สามารถเดินจนขาคุณลากได้เหมือนกันนั่นแหละ

"อ๊ะ!" เฟิงเฉิงเฉิงร้องออกมาอย่างงงๆ เหมือนยังปรับตัวไม่ทัน

"ก็คุณต้องไปดูหนังกับคุณหนูวางไม่ใช่เหรอครับ" เฉินเล่อเต้าเตือน

"อ้อ... ใช่ค่ะ ฉันต้องไปดูหนังกับเยี่ยนฉี" เฟิงเฉิงเฉิงยิ้มเจื่อนๆ หล่อนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองสร้างเรื่องโกหกไว้เองนี่นา งานนี้ต้องจำใจทำตามแผนที่ตัวเองวางไว้ทั้งน้ำตา

"พรุ่งนี้คุณว่างไหมคะ" เฟิงเฉิงเฉิงมองเฉินเล่อเต้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

"มีอะไรเหรอครับ" งานของเฉินเล่อเต้าจะว่าว่างก็ว่าง จะว่าไม่ว่างก็นัดเวลาแน่นอนไม่ได้

"พรุ่งนี้จะมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเดินทางกลับมาที่เซี่ยงไฮ้ค่ะ เยี่ยนฉีตื๊อให้ฉันไปรับเขาด้วยกัน ฉันเลยอยากจะให้คุณไปเป็นเพื่อนหน่อย"

เพื่อนกลับมาเซี่ยงไฮ้งั้นเหรอ เฉินเล่อเต้าฉุกคิดในใจ หรือจะเป็นเฉินฮั่นหลินนะ นี่เขาต้องไปทำหน้าที่เป็นไม้กันหมาหรือเปล่าเนี่ย

"ได้ครับ ไม่มีปัญหา" เขาตอบตกลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินเล่อเต้าก็ยังนั่งนึกถึงเรื่องเพื่อนของเฟิงเฉิงเฉิงอยู่ ถ้าจำไม่ผิด คนที่เฟิงเฉิงเฉิงพูดถึงน่าจะเป็นเฉินฮั่นหลินจริงๆ

"แล้วมันจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ" เขาพยายามนวดขมับตัวเองแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก

ความรู้สึกมันเหมือนนักเรียนตอนเข้าห้องสอบแล้วรู้ว่าครูเคยสอนโจทย์ข้อนี้มาแล้วแต่นึกให้ออกยังไงก็นึกไม่ได้ มันช่างน่าเจ็บใจจริงๆ

ตอนค่ำ เฉินเล่อเต้าก็เดินทางไปบ้านของซาร์ลีตามเวลานัด

คนฝรั่งเศสน่ะให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามาก ไม่ชอบให้ใครมาสาย แต่พวกเขามีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งคือชอบไปสายเสียเอง

เมื่อเฉินเล่อเต้าไปถึงบ้านของตาซาร์ลี ภาพตรงหน้าก็ทำเอาเขาถึงกับงุนงง ในห้องรับแขก เวิ่นม่านหรู นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาเหมือนแขกคนหนึ่ง ส่วนซาร์ลีกลับกำลังวุ่นวายอยู่ในครัว

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ซาร์ลีทำอาหารเป็นด้วยเหรอ

เอ๊ะ... หรือว่าเวิ่นม่านหรูทำอาหารไม่เป็น

แต่พอดูไปดูมา มันก็น่าสงสัยจริงๆ นั่นแหละ

ทำไมกลายเป็นซาร์ลีที่เป็นคนลงมือทำอาหารเองล่ะเนี่ย!!!

เฉินเล่อเต้าเริ่มรู้สึกว่ามุมมองต่อโลกในยุคนี้ของเขาที่เพิ่งจะเริ่มเข้าที่เข้าทางเริ่มจะสั่นคลอนอีกครั้ง

เขามองดูคนประหลาดทั้งสองคนแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมาเพราะความรู้สึกมันบอกว่ามีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

"คุณนายซาร์ลีครับ นี่คือของขวัญสำหรับคุณครับ" ขณะที่ซาร์ลีกำลังยุ่งอยู่ในครัว เฉินเล่อเต้าในฐานะลูกน้องก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปช่วย แต่กลับหาเรื่องชวนภรรยาเจ้านายคุยแทน

แหม ช่างกล้าบ้าบิ่นจริงๆ เลยนะเรา

"ความจริงคุณเรียกฉันว่าคุณหนูเวิ่นจะเหมาะกว่านะคะ" เมื่อได้ยินเฉินเล่อเต้าเรียกแบบนั้น เวิ่นม่านหรูยิ้มบางๆ พลางวางหนังสือลงแล้วเอ่ยขึ้น

"คะ... ครับ?" เฉินเล่อเต้าถึงกับสะอึก นึกว่าตัวเองหูฝาดไป

"ความจริงฉันกับโรลองด์ (Roland - ชื่อของซาร์ลี) ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ หรอกค่ะ" เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของเฉินเล่อเต้า เวิ่นม่านหรูก็เลยช่วยไขข้อข้องใจให้ในที่สุด

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 28 - ความในใจของคุณหนูเฟิง

คัดลอกลิงก์แล้ว