เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 192 การล่มสลายของแคว้นฉี

บทที่ 192 การล่มสลายของแคว้นฉี

บทที่ 192 การล่มสลายของแคว้นฉี


###

และแล้ว สิบสองราชันย์ฟ้าก็ถูกกำจัดจนหมดสิ้น

พวกเขาคงไม่เคยนึกฝันว่า ที่ออกมาจัดการปัญหาเล็ก ๆ จากเมื่อสามร้อยปีก่อน กลับต้องจบชีวิตกันทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม

เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าสตรีในมิติลับ เจียงหลี่ถอนหายใจเบา ๆ “เวรกรรมโดยแท้”

“ให้เงินทองพวกนางไปบ้าง ให้บางคนได้มีวาสนาแต่งงานกับคนดี ๆ หรือบางคนก็ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเดียวดายไปตลอด” อวี้อินแสดงความเห็นอย่างมีประสบการณ์ ก่อนหน้านี้หลังจากที่นางสังหารจักรพรรดิองค์ก่อนของราชวงศ์เทียนหยวน นางก็ต้องจัดการกับสตรีในวังหลวงนับพันคน ทำให้ต้องปวดหัวอยู่พักหนึ่ง

จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้ จะปล่อยไว้ก็ไม่เหมาะ นางจึงแจกจ่ายหินวิญญาณให้พวกนางเพื่อให้หาทางเลี้ยงชีพด้วยตนเอง

หญิงสาวเหล่านี้ที่ถูกสิบสองราชันย์ฟ้าทิ้งไว้ก็เช่นกัน

พวกนางล้วนถูกทำลายศักดิ์ศรีไปหมดแล้ว ชื่อเสียงของสิบสองราชันย์ฟ้าก็ย่อยยับลงนับแต่นี้

หากคิดจะดำรงชีวิตต่อไป ก็ต้องซ่อนอดีตทั้งหมดไว้ให้มิดชิด

“แต่งให้คนดี ก็คือหาใครโง่ ๆ มาแต่งด้วยน่ะสิ” น้ำเต้าอธิษฐานออกความเห็นเข้าใจเองเออเองทันที

อวี้อินฟาดใส่เจ้าน้ำเต้าอย่างไม่ออมแรง

“เงียบไปเลย ไม่มีใครอยากฟังเจ้า!”

“โอ๋…”

“มอบคนเหล่านี้ให้ปู้จิ้งดูแลเถอะ” ไป๋หงถูเสนอขึ้น เพื่อให้เขาจัดการเรื่องนี้แทน

“ได้” เจียงหลี่ตอบรับโดยไม่ลังเล

หญิงสาวเหล่านี้ยังไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก และยังไม่รู้ธาตุแท้ของราชันย์ฟ้า พอเห็นหกราชันย์ฟ้าในมิติลับตายลง พวกนางยังคงหวาดระแวงเจียงหลี่กับอีกสองคน และบางคนถึงกับแสดงความเกลียดชังออกมาด้วยซ้ำ

นั่นเพราะสายตาของพวกนางยังไม่ไกลพอ เจียงหลี่จึงไม่คิดจะถือสา

ไม่ใช่แค่พวกนางเท่านั้น แม้แต่ผู้คนทั้งโลกหวนอวี้เอง ก็เพิ่งจะเริ่มระแวงสงสัยในตัวราชันย์ฟ้า ผู้คนส่วนมากยังคงหลงคิดว่าราชันย์ฟ้าเป็นผู้กอบกู้โลกอยู่

ไม่เช่นนั้น พลังแห่งศรัทธาที่ราชันย์ฟ้าได้รับจะมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?

เมื่อราชันย์ฟ้าตาย ผู้คนก็คงคิดว่าเจียงหลี่เป็นผู้รุกราน

ทั้งที่เจียงหลี่ก็ระวังตัวสุด ๆ ไม่ให้พลังของตนสร้างความกดดันแก่ผู้ใดเลยก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของราชสำนักแคว้นฉีว่าจะจัดการอย่างไร จะโปรโมตวิชายุทธ์เก่าแก่ให้ได้ผลสูงสุดอย่างไร

การล่มสลายของสิบสองราชันย์ฟ้า คือจุดจบของยุคสมัยเดิม และการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยความโกลาหล

“แต่เรื่องพวกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเราหรอก เป็นหน้าที่ของปู้จิ้งแล้ว” เจียงหลี่พูดแบบไม่ใส่ใจนัก

เจียงหลี่เองก็ไม่ได้มีวิธีแก้ไขอะไร เพราะสิ่งที่ทำให้เขาได้เป็นจักรพรรดิแห่งมนุษย์ ไม่ใช่เพราะเขาเก่งเรื่องการบริหาร แต่เป็นเพราะเขาห่วงใยเก้าแดนและมีพลังแข็งแกร่งพอ

ดั่งเช่นที่เขาไม่ถนัดในวิถีแห่งกาลเวลา เขาก็ไม่ถนัดเรื่องการปกครองเช่นกัน

ทั้งสามพาหญิงสาวออกจากมิติลับ กลับมาถึงเมืองปู้หวู่

ในตอนนี้ ราชันย์ฟ้ายามราตรีเหลือเพียงโครงกระดูก โครงนั้นไร้เนื้อหนังแม้แต่น้อย แต่ใต้กระดูกกลับมีเนื้อบางเบากองเป็นภูเขาขนาดย่อม

เขาถูกลงโทษด้วยวิธี 'หลิงฉือ'(แล่เนื้อ)

ปู้จิ้งยืนถือดาบอยู่ข้างกาย ไม่กล่าวสิ่งใด สีหน้าไร้ความรู้สึก

แม้จะถึงระดับเปลี่ยนจิตแล้ว ร่างกายของราชันย์ฟ้ายามราตรีก็ยังคงมีชีวิตชีวา เนื้อเหล่านั้นยังคงกระตุกและพยายามจะรวมตัวกันอีกครั้ง

แต่กระนั้น ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะฟื้นคืนชีพได้ การกระตุกเหล่านั้นจึงไร้ประโยชน์ ไม่ช้าก็จะหมดพลังชีวิตไปในที่สุด

ราชันย์ฟ้ายามราตรี ตายสนิทแล้ว

สีหน้าของปู้จิ้งจึงเริ่มเปลี่ยนไป

ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มบาง ๆ แต่จมูกกลับสั่นสะอื้น น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจห้ามได้

ปู้ต้งก็เช่นกัน

สองพี่น้องคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้ทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม โดยไม่แยแสภาพลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ท้ายที่สุด พวกเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วโขกศีรษะสามครั้ง แด่ดวงวิญญาณของบิดามารดา

เมื่อทั้งสองระบายความรู้สึกจนหมดสิ้นแล้ว เจียงหลี่จึงลงสู่จวนสกุลปู้

เขาเล่าความเป็นมาของหญิงสาวเหล่านั้นให้ปู้จิ้งฟัง ซึ่งปู้จิ้งก็พยักหน้าเบา ๆ บอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้

เมื่อเห็นปู้จิ้งมีท่าทีมั่นคงเยือกเย็นเช่นนี้ เจียงหลี่ก็พลันเข้าใจว่า ปู้จิ้งคือคนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกหวนอวี้แล้ว เป็นคนละยุคสมัยกับผู้คนในตอนนี้หลายสิบรุ่น

เขาเปรียบได้กับบรรพจารย์ฉางชุน

หากไม่พูดถึงเซียนแห่งโลกีย์ บรรพจารย์ฉางชุนก็นับเป็นบุคคลที่น่าอุ่นใจยิ่งนัก

"ข้าทั้งหลายไม่เชี่ยวชาญในวิถีแห่งยุทธ์ ยากจะชี้แนะแก่เจ้า เส้นทางจากนี้ เจ้าจำต้องก้าวเดินด้วยตัวเอง อีกทั้งพวกเรามิใช่คนของโลกนี้ จึงไม่อาจพำนักอยู่ที่นี่ได้ โลกหวนอวี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว" เจียงหลี่กล่าวก่อนจากลา

ปู้จิ้งและปู้ต้งต่างแสดงความขอบคุณต่อเจียงหลี่และสหายอย่างสุดซึ้ง

ความเมตตาของทั้งสาม เปรียบได้ดั่งการชุบชีวิตใหม่ให้กับสองพี่น้อง จะกล่าวคำขอบคุณกี่พันครั้งก็ไม่อาจพอเพียง

"จงเร่งสร้างระบบวิชายุทธ์ให้สมบูรณ์ วันหน้าเราจะได้พบกันอีก"

"ขอรับ!"

...

เมื่อปู้จิ้งกลับถึงจวนสกุลปู้ สิ่งแรกที่เขาประกาศคือ เปลี่ยนแซ่จาก "สกุลปู้ (步)" กลับคืนเป็น "สกุลปู้ (布)" อันเป็นแซ่เดิมของตระกูล

"ราชาแคว้นฉี..." ปู้จิ้งจ้องมองไปยังทิศทางเมืองหลวงของแคว้นฉีที่ห่างออกไปร่วมหลายร้อยลี้ แววตาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น

การเผยความจริงแก่ประชาชน การเผยแพร่วิชายุทธ์โบราณ—อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือสิบสองราชันย์ฟ้า และรองลงมาคือราชสำนักแคว้นฉี

ประวัติศาสตร์ของแคว้นฉี ควรถึงจุดจบเสียที

ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับทัศนียภาพภายนอกเพียงหนึ่งเดียวในยุคนี้ ปู้จิ้งไร้ผู้ทัดทาน แม้จะมีผู้บรรลุระดับเดียวกันภายหลัง ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเขา

เพียงตัวเขาผู้เดียว ก็สามารถเปลี่ยนแผ่นดินทั้งแคว้นได้โดยไม่ต้องพึ่งทัพนับหมื่น

แตกต่างจากการศึกของคนธรรมดาที่คร่าชีวิตนับไม่ถ้วน ผู้ฝึกยุทธ์ระดับทัศนียภาพภายนอกสามารถลดความสูญเสียจนถึงขีดสุด ปู้จิ้งทะลวงแนวป้องกันของราชสำนัก ฝ่ากองกำลังและองครักษ์ จับกุมราชาแคว้นฉีได้โดยง่าย

หลังจากนั้น ปู้จิ้งประกาศต่อทั้งโลกหวนอวี้ว่า:

"สี่ระดับแรกของวิชายุทธ์นับเป็นขอบเขตภายใน ส่วนระดับที่ห้าคือขอบเขตภายนอก ทั้งสืบสานจากวิชายุทธ์เดิม และเป็นจุดเริ่มต้นใหม่"

"ภายใน ภายนอก เมื่อรวมเป็นหนึ่ง ขอใช้คำว่า ‘景’ (จิ่ง) เป็นนามแคว้น"

"แคว้นใหม่ จะชื่อว่าแคว้นจิ่ง!"

"ปู้ต้ง จะเป็นราชาแห่งแคว้นจิ่ง!"

หัวหน้าตระกูลปู้ หรือควรจะกล่าวว่า หัวหน้าตระกูลปู้(布) เมื่อได้รับข่าวก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปนาน

เพียงหนึ่งเดือนก่อน ตระกูลปู้ ยังเป็นเพียงสกุลต้องห้ามที่ไร้แสงสว่างอยู่เลย

แต่บัดนี้กลับกลายเป็นราชวงศ์ผู้ครองแผ่นดิน!

"เช่นนั้นข้าก็กลายเป็นผู้นำราชวงศ์แล้วสินะ?"

เขานั่งครุ่นคิด ตามคำร่ำลือว่า ผู้มีอำนาจเมื่อยามชรามักชอบเขียนบันทึกความทรงจำ แล้วบันทึกของเขาควรเริ่มต้นเช่นไรดี?

วันที่ X เดือน X ปี X ตระกูลประสบปัญหาการเงิน สามตระกูลใหญ่ในเมืองปู้หวู่รุมกดดันจนเกือบพัง

หนึ่งเดือนต่อมา ตระกูลปู้ กลายเป็นราชวงศ์ ครองแผ่นดิน

"อืม...เขียนแบบนี้ดูจะสั้นไปหน่อยแฮะ" เขาเกาศีรษะ

...

เจียงหลี่เดินทางกลับสู่เก้าแดนด้วยระบบ จากนั้นใช้เจดีย์พุทธะสร้างช่องทางชั่วคราวเพื่อนำไป๋หงถูและอวี้อินกลับมาด้วย

เขาหยิบเศษบันไดสวรรค์ที่เพิ่งได้มา วางรวมกับเศษที่แยกออกมาจากร่างของหลัวอิ่ง ทั้งสองชิ้นแม้มีรูปร่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันทันทีโดยไม่ต้องใช้วิธีพิเศษใด

กลายเป็นเศษบันไดสวรรค์ชิ้นที่ใหญ่ขึ้น

สิ่งนี้เกินความคาดหมายของเจียงหลี่ เขาคิดว่าเมื่อรวบรวมครบ จะต้องหาเคล็ดวิธีในการหลอมรวมเสียอีก ไม่นึกว่าพวกมันจะรวมตัวกันได้เองโดยธรรมชาติ

"ถ้าเป็นเช่นนี้ แสดงว่าเศษบันไดสวรรค์มีสองแหล่งกำเนิด หนึ่งคือระบบมอบให้โดยตรง อีกหนึ่งคือดึงออกมาจากตัวบุคคล" เจียงหลี่สรุป

"เจ้าได้เศษบันไดสวรรค์มาจากไหนน่ะ?" ไป๋หงถูถึงกับตกตะลึง ทุกคนก็ทำภารกิจเหมือนกัน ทำไมเขาถึงได้ของสำคัญเช่นนี้?

"ได้จากภารกิจน่ะ"

"ภารกิจอะไร?"

"ภารกิจพลิกชะตา"

ไป๋หงถูหลุดหัวเราะเบา ๆ พลิกชะตาอย่างนั้นหรือ ใครจะไปเชื่อ? ก็เจ้าเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นสูงสุด จะพลิกชะตากับใครได้อีกกัน?

จบบทที่ บทที่ 192 การล่มสลายของแคว้นฉี

คัดลอกลิงก์แล้ว