- หน้าแรก
- เทพพุทธเซียนเต๋าคือข้าเอง
- บทที่ 605 สำนักโหลวกวานเต๋า เด็กเก็บดาว
บทที่ 605 สำนักโหลวกวานเต๋า เด็กเก็บดาว
บทที่ 605 สำนักโหลวกวานเต๋า เด็กเก็บดาว
###
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากที่โย่วเซิงกล่าวคำเตือนเสร็จแล้ว นางก็ขอตัวกลับไปทันที นางได้รับอนุญาตจากฟู่จวินให้มาเยือนโลกมนุษย์ เวลาจึงมีจำกัด จำเป็นต้องรีบกลับไปรายงาน
เหตุการณ์ที่ถูกลอบซุ่มโจมตีในครั้งนี้ จำต้องนำไปกราบทูลฟู่จวิน เพื่อดูว่าฟู่จวินจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็คือศิษย์ของฟู่จวิน เป็นเทพวิญญาณประจำแดนวิญญาณ
เมื่อดวงตะวันสีแดงทอแสงขึ้นจากขอบฟ้า จางจิ่วหยางที่เฝ้าอยู่ข้างภรรยาและลูกทั้งคืนก็ลุกขึ้น ในแววตาปรากฏแววคมกริบ
ได้เวลามุ่งหน้าไปร่วมพิธีหลัวเทียนต้าจ่าวแล้ว
ยามเว่ย(13.00-15.00)วันนี้ คือเวลาที่พิธีหลัวเทียนต้าจ่าวจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อคิดถึงสัญญาที่ให้ไว้กับฮ่องเต้ คิดถึงแผนชิงผิงที่จูเก๋ออวิ๋นหู่พูดถึง คิดถึงตราประทับหยกแห่งแผ่นดิน และเอกสารจูเก๋อชีชิงในสุสานเสวียนหลิง
จางจิ่วหยางรู้ดีว่า ถึงเวลาที่ทุกอย่างต้องมีบทสรุปเสียที
เขาหันไปมองภรรยาอีกครั้ง ก่อนจะส่งเสียงสื่อสารถึงอาหลี่และเส้าอวิ๋น ให้เฝ้าดูแลที่นี่ต่อไป
เมืองหลวงมีค่ายกลคุ้มครองแผ่นดิน แม้ฮ่องเต้จะไม่อยู่ชั่วคราว หากมีศัตรูร้ายปรากฏ ค่ายกลก็จะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ใต้บัญชาของเยวี่ยหลิง ยังมีคนมากมายอยู่ที่นี่ เชื่อว่าส่วนใหญ่ในฉินเทียนเจี้ยน จะปกป้องนางด้วยชีวิต
แต่ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
"ตอนนี้เวลาอะไรแล้ว?"
บนเตียง เยวี่ยหลิงลืมตาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แววตาเต็มไปด้วยความงุนงง ใบหน้าซีดเซียวแสดงความอ่อนล้าอย่างชัดเจน
แม้นางจะได้นอนเต็มคืน แต่ร่างกายที่เพิ่งคลอดบุตรก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โย่วเซิงเคยกล่าวไว้ ต้องพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งเดือนจึงจะกลับมาเป็นปกติได้
เพื่อให้นางนอนหลับอย่างสบาย จางจิ่วหยางถึงกับให้ให้อาหลี่จุดกำยานกล่อมนอน
ทว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นางกลับยังคงตื่นขึ้นมา
จางจิ่วหยางและอาหลี่สบตากันด้วยความลำบากใจ
เยวี่ยหลิงขมวดคิ้ว ถามต่อว่า "อาหลี่ ตอนนี้เวลาอะไร?"
"...ยามเฉิน"(07.00-09.00)
เยวี่ยหลิงตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง เส้นผมยาวราวสายธารไหลลงมา ดวงตาเปล่งแสงเฉียบคมทันที
"ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าปลุกข้าตอนยามเหมาหรือ?"(05.00-07.00)
นางเอ่ยถามอย่างคาดคั้น
อาหลี่รีบหันไปมองจางจิ่วหยาง ทำหน้าตาอ้อนวอนให้ช่วย
"อาหลี่ เรื่องสำคัญเช่นนี้ เจ้าไม่น่าลืมเลยนะ"
จางจิ่วหยางพูดด้วยท่าทีจริงจัง
อาหลี่: "..."
ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กสาวก็เค้นคำพูดออกมาจากปากได้ว่า
"พี่จิ่ว ข้าดูถูกท่านจริง ๆ"
เป็นถึงเทียนซือ แต่ยังหลอกแม้กระทั่งเด็ก
เยวี่ยหลิงมองสองคนตรงหน้า แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย กล่าวว่า "ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ยังไม่สายเกินไป ไปด้วยกันเถอะ"
จางจิ่วหยางขมวดคิ้ว "เจ้าสภาพแบบนี้ ยังจะไปชิงตำแหน่งหมิงหวังอีกหรือ?"
เขาส่งสัญญาณตาให้อาหลี่ นางก็เข้าใจทันที เดินไปยังลูกน้อยทั้งสองที่ยังหลับสนิท ลังเลเล็กน้อย แล้วก็บีบปลายนิ้วเรียกให้ทารกชายตื่น
เสียงร้องจ้า ดังขึ้นทันที
ทารกที่นอนหลับอยู่ตกใจตื่น ร้องไห้จ้าอย่างไม่หยุด
เยวี่ยหลิงร่างยังไม่แข็งแรงนัก อีกทั้งยังให้ความสนใจกับจางจิ่วหยาง จึงไม่ทันสังเกตว่าอาหลี่แกล้งเด็กไว้
เมื่อได้ยินเสียงร้อง นางก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
นางมองเด็กทั้งสองอย่างอ่อนโยน
ในดวงตายังมีความไม่เชื่อปะปนอยู่ เหมือนไม่อยากยอมรับว่า เด็กน้อยสองคนนี้ คือลูกของนางจริง ๆ
นางได้กลายเป็นแม่ของเด็กสองคนนี้แล้วหรือ?
"ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ?"
ความสนใจเปลี่ยนทิศทันที
"แค่ก ๆ คงจะหิวน่ะ"
"หิวหรือ?"
เยวี่ยหลิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่ง ลังเลพักหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วไปที่จุดตันเถียนบนหน้าผากเด็ก ส่งพลังเวทย์บางเบาเข้าไปอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ทำร้ายเด็ก
จางจิ่วหยางตกตะลึงไปชั่วขณะ
ทารกหิวแล้วร้องไห้หรือ? ง่ายมาก แค่ทำให้สลบก็เรียบร้อย
"อาหลี่ พาเด็กไปด้วย พวกเรามุ่งหน้าไปยังเขาอวี้หวง ที่นั่นอยู่ไม่ไกล คงยังทันเวลา"
เยวี่ยหลิงก้าวลงจากเตียง เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แสดงว่าร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
"หรือว่าเรายกเลิกนัดประลองครั้งนี้ดี? ข้าจะไปพูดกับพวกเขาแทนเจ้า เจ้าพักผ่อนให้ดีเถอะ"
จางจิ่วหยางเอ่ยเกลี้ยกล่อม
แต่เยวี่ยหลิงกลับไม่ตอบ เพียงแค่จ้องเขาเงียบ ๆ ด้วยแววตาที่แน่วแน่ ทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
ก็เพราะภรรยาของเขาเป็นคนเช่นนี้นั่นแหละ
เมื่อให้คำมั่นสัญญาแล้ว ก็ไม่มีทางผิดคำพูด ไม่มีข้อแก้ตัว มีแต่จะทำให้สำเร็จตามที่ลั่นวาจาไว้
จางจิ่วหยางมั่นใจว่า แม้เจอหน้าพระอาจารย์ทงจี้ นางก็ไม่มีทางพูดเรื่องที่เพิ่งคลอดลูกออกมาแม้แต่นิดเดียว เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ออมมือ
แม้บางครั้งจะดูไม่รู้จักยืดหยุ่น แต่ก็เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเยวี่ยหลิง
หญิงเช่นนี้ ทั่วทั้งโลก เขาพบเพียงคนเดียวเท่านั้น
"ก็ได้ งั้นไปด้วยกัน เราเป็นครอบครัว จะไปที่ไหนก็ต้องไปพร้อมกัน"
จางจิ่วหยางยิ้มกว้าง แล้วอุ้มลูกขึ้นมาเอง
อ้าวหยาแปลงร่างเป็นมังกรดำ บินโคจรอยู่กลางอากาศก่อนจะตกลงมาบนพื้น กลายเป็นรถม้าสีดำ เส้าอวิ๋นสวมหมวกปีกกว้าง ปล่อยผมด้านหน้าปรกหน้าผากเพื่อบดบังดวงตาสวรรค์ รับหน้าที่เป็นสารถี
เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อย ม้าศึกส่งเสียงคำรามราวมังกร ลมกรรโชกกระหน่ำรอบด้าน
เสียงฟ้าร้องดังลั่น รถม้าหายวับไปในทันที เหลือเพียงจุดดำเล็ก ๆ บนฟ้า ลับหายเข้าไปในทะเลเมฆ
...
หนึ่งร้อยสามสิบลี้จากเมืองหลวง เขาอวี้หวง
ที่นี่คือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋า ปกคลุมด้วยหมอกตลอดปี ยามที่แสงอาทิตย์ส่องผ่าน จะเห็นประกายทองเหนือทะเลเมฆ เป็นทิวทัศน์อันงดงามแห่งแผ่นดินเสินโจว
แต่สิ่งที่เลื่องชื่อยิ่งกว่าภูมิทัศน์ คือสำนักเต๋าอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้——สำนักไท่ผิง!
สำนักไท่ผิง ก่อตั้งโดยจ้าวสำนักไท่ผิงผู้ลึกลับ ว่ากันว่ามีรากเหง้ามาจากสำนักโหลวกวานเต๋าในยุคโบราณ
กล่าวถึงสำนักโหลวกวานเต๋า นักพรตในยุคปัจจุบันแทบไม่รู้จักแล้ว สำนักนี้แม้จะเก่าแก่ แต่มีแนวคิดปลีกวิเวก ยึดถือความสงบและการไม่ยุ่งเกี่ยว จึงไม่ค่อยมีชื่อเสียง เหล่าจ้าวสำนักในแต่ละรุ่นก็มักหายตัวลึกลับ
จนในที่สุด ก็ถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา
ทว่าเมื่อกล่าวถึงบรรพชนของสำนักนี้——เด็กเก็บดาว กลับเป็นชื่อที่ทุกคนในสายเต๋ารู้จักกันดี เหตุผลไม่มีอะไรมาก เด็กเก็บดาวคือลูกศิษย์โดยตรงของเซียนกุ่ยกู่
กล่าวกันว่า ก่อนที่เซียนกุ่ยกู่จะหายตัวไป ท่านได้ทิ้งคัมภีร์ฟ้าไร้อักษรหนึ่งชุดไว้ แล้วเรียกเหล่าศิษย์มาถามว่า ใครสามารถเข้าใจความหมายในคัมภีร์นี้ได้
เหล่าศิษย์ของเซียนกุ่ยกู่ล้วนเป็นยอดคนแห่งยุค บางคนภายหลังยังได้รับการเคารพบูชาเป็นเทพเจ้าในลัทธิเต๋า แต่กลับไม่มีใครเข้าใจแม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งเด็กเก็บดาวเดินมาช้า ๆ หยิบคัมภีร์ขึ้นมาโดยไม่พูดอะไร แล้วก็อ่านอย่างเพลิดเพลินไม่ยอมวาง
ผู้อื่นล้วนคิดว่าเขาแกล้งทำ ทว่าเซียนกุ่ยกู่กลับหัวเราะเสียงดัง มอบคัมภีร์นั้นให้เขา
ไม่มีใครรู้ว่าภายในคัมภีร์นั้นเขียนอะไรไว้ เพราะเวลาผ่านมานานเกินไป ตำนานนี้จึงกลายเป็นเพียงเรื่องเล่ากลางวงสนทนา
แต่เมื่อสำนักไท่ผิงผงาดขึ้นอีกครั้ง ก็มีคนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้อีก
พวกเขาคาดว่า จ้าวสำนักไท่ผิงน่าจะได้รับการถ่ายทอดจากคัมภีร์ฟ้าไร้อักษร จึงก้าวขึ้นมาเป็นจอมเต๋าผู้ยิ่งใหญ่
"พี่จิ่ว พวกเราไม่คิดจะห้ามพี่สะใภ้อีกหน่อยเหรอ?"
ในรถม้า อาหลี่ส่งเสียงสื่อสารเบา ๆ ขณะมองเยวี่ยหลิงที่กำลังเช็ดหอกยาวอยู่
จางจิ่วหยางกลับยิ้มออกมา ไม่แสดงท่าทีเป็นกังวลแม้แต่น้อย
"วางใจเถอะ รับมือเยวี่ยหลิงไม่ได้ ข้ายังจะรับมือกับคู่ต่อสู้ของนางไม่ได้หรือ?"
อาหลี่ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาก็สว่างไสว แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"พี่จิ่ว ข้าเข้าใจแล้ว! พวกเราไปฝังพระนั่นทั้งเป็นเสีย เขาก็ไม่มีทางประลองกับพี่สะใภ้ได้อีก"
จางจิ่วหยางกระแอมหนึ่งที "ไม่ใช่ฝังทั้งเป็น แค่ทำให้สลบก็พอแล้ว"
เขาแอบเหลือบมองเยวี่ยหลิง แล้วคิดในใจว่า เรื่องนี้ก็เรียนรู้จากเจ้านั่นแหละ
เจ้ากล้าทำลูกข้าสลบ ข้าก็ทำคู่ต่อสู้เจ้าสลบ ให้เจ้าสู้ไม่ได้เหมือนกัน!
...
บนยอดเขาอวี้หวง ภายในสำนักไท่ผิง
พระอาจารย์ทงจี้ที่กำลังสวดมนต์ภาวนาอยู่ในห้องพัก ทันใดนั้นก็ชะงักไป แววตาปรากฏความสงสัย
ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกหนาวเยือกวาบขึ้นมา ราวกับมีเงามืดบางอย่างเคลื่อนผ่านหลังต้นคอ