- หน้าแรก
- เทพพุทธเซียนเต๋าคือข้าเอง
- บทที่ 400 คำสัตย์แห่งเขาเถาฉาน (ต้น-ปลาย)
บทที่ 400 คำสัตย์แห่งเขาเถาฉาน (ต้น-ปลาย)
บทที่ 400 คำสัตย์แห่งเขาเถาฉาน (ต้น-ปลาย)
ถุงอาคมใบที่สี่?
จางจิ่วหยางนิ่งเงียบ สมองสับสนไปหมด
เดิมทีเขาเกือบมั่นใจเต็มร้อยว่า เทียนจุนก็คือจูเก่อชีชิง ยิ่งสืบก็ยิ่งมั่นใจถึงเจ็ดแปดส่วน
แต่ตอนนี้แม่ทัพเยวี่ยกลับบอกว่า เทียนจุนสังหารหมู่จวนกั๋วกง เพื่อชิงถุงอาคมใบที่สี่ที่จูเก่อชีชิงทิ้งไว้?
ข้อสันนิษฐานที่เคยแน่นแฟ้น เริ่มสั่นคลอนขึ้นอีกครั้ง
ถ้าเทียนจุนคือจูเก่อชีชิงจริง ๆ เขาย่อมไม่จำเป็นต้องมาแย่งถุงอาคมไป เพราะเนื้อหาในถุงอาคมก็เป็นสิ่งที่เขาเขียนเอง แล้วจะทำเช่นนั้นไปทำไม?
เว้นแต่ว่า ถุงอาคมใบนี้มีความพิเศษยิ่งกว่าสามใบก่อนหน้า และไม่ได้เป็นเพียงแค่คำทำนาย
"เมื่อครั้งอดีต จูเก่อกั๋วซือได้ทิ้งถุงอาคมไว้ทั้งหมดสี่ใบ แต่ถุงใบที่สี่นั้นกลับถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด โดยกั๋วซือได้เรียกบรรพบุรุษของข้า ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของแม่ทัพเยวี่ยจิ้งจง ให้มาสาบานด้วยชีวิตว่าจะเก็บรักษาถุงอาคมใบนี้อย่างดี และห้ามเปิดดูเป็นอันขาด"
"จากนั้น ถุงอาคมใบนี้ก็กลายเป็นความลับของตระกูลเยวี่ย มีเพียงผู้นำตระกูลในแต่ละรุ่นเท่านั้นที่รับรู้ และสถานที่เก็บก็คือในศาลบรรพชน วางไว้ในช่องลับใต้ป้ายวิญญาณของบรรพชน"
จางจิ่วหยางขมวดคิ้ว
"แม่ทัพเยวี่ย แล้วจูเก่อกั๋วซือไม่เคยบอกเลยหรือ ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเปิดถุงอาคมใบนี้ได้?"
แม่ทัพเยวี่ยส่ายหน้า
"นั่นล่ะคือความประหลาดของถุงอาคมใบที่สี่ เพราะสามใบแรก ต่างระบุเวลาหรือเงื่อนไขในการเปิดอย่างชัดเจน แต่สำหรับใบที่สี่ กลับไม่มีการบอกกล่าวใด ๆ เลย"
"มีเพียงคำสั่งให้ตระกูลเยวี่ยเก็บรักษาไว้ และห้ามเปิดดูโดยพลการ"
จางจิ่วหยางนิ่งคิด ก่อนจะมีแสงสว่างวาบขึ้นในหัว แต่ลังเลที่จะพูดออกมา
"ความลับของศาลบรรพชน ข้าได้บอกเจ้าหมดแล้ว เจ้าฉลาดล้ำ และยังรู้เรื่องหวงเฉวียนไม่น้อย ถ้ามีอะไรในใจ ก็พูดออกมาเถอะ"
แม่ทัพเยวี่ยกล่าวขึ้น เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าสิ่งที่ตระกูลเยวี่ยปกป้องมายาวนานถึงหกร้อยปี และเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมแห่งจวนกั๋วกงนั้น จริง ๆ แล้วมันคืออะไร
จางจิ่วหยางลังเลชั่วครู่ ก่อนเอ่ยว่า
"ข้ากำลังคิดว่า ด้วยปัญญาของจูเก่อกั๋วซือ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ถุงอาคมใบนี้ ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ให้ตระกูลเยวี่ย แต่ถูกทิ้งไว้...เพื่อเทียนจุน"
ดวงตาแม่ทัพเยวี่ยเบิกกว้าง
"จูเก่อกั๋วซือย่อมรู้ดีว่า ตระกูลเยวี่ยเป็นตระกูลที่จงรักภักดี และมีสายเลือดนักรบที่ซื่อสัตย์ ทุกคนล้วนหนักแน่นในคำสัตย์สาบาน วางถุงอาคมไว้กับพวกเจ้า ต่อให้ผ่านไปหกร้อยปี ก็ไม่มีใครเปิดดูแน่นอน เก็บไว้ที่ตระกูลเยวี่ยจึงปลอดภัยที่สุด"
"และที่ไม่บอกว่าเมื่อไหร่จะเปิดได้ ก็เพราะคนที่จะมาเปิด มาถึงเมื่อไหร่ ก็เปิดได้เองโดยอัตโนมัติ"
แม่ทัพเยวี่ยนิ่งเงียบไปนาน กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดด้วยเสียงแหบพร่า
"ข้าเชื่อมั่นในตัวกั๋วซือ"
แม้เขาจะยอมรับว่าคำพูดของจางจิ่วหยางมีเหตุผล แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวจูเก่อชีชิง
เพราะหากสิ่งที่จางจิ่วหยางพูดเป็นความจริง นั่นหมายความว่า หกร้อยปีแห่งการปกป้องของตระกูลเยวี่ย เป็นเพียงการรอคอยปีศาจมาเอาของไป
และผู้คนที่ตายในเหตุการณ์จวนกั๋วกง รวมถึงลูกสาวสุดที่รัก และลูกชายสามคนที่เขาฝากความหวังไว้ ล้วนตายอย่างไร้ความหมาย
ตลอดเวลาหลายปี ทุกครั้งที่ตื่นจากฝันร้าย เขามักจะถามตัวเองเสมอ ถ้าวันนั้นเขาเลือกไปช่วยลูก ๆ ก่อน พวกเขาจะรอดหรือไม่?
แต่สุดท้าย เขาก็ได้แต่ตอบตัวเองว่า แม้จะเจ็บปวด แต่เขาไม่เสียใจเลย
เพราะชายตระกูลเยวี่ย ถือคำสัตย์สำคัญเหนือชีวิต และเมื่อจูเก๋อกั๋วซือฝากฝัง นั่นย่อมหมายถึงเรื่องนี้เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของแผ่นดิน สำคัญกว่าชีวิตของคนในตระกูล
แต่ถ้าหากความจริงแล้ว จูเก๋อชีชิงล่วงรู้ถึงเคราะห์ภัยของจวนกั๋วกงล่วงหน้า แต่กลับไม่เอ่ยเตือน และเพียงใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือส่งถุงอาคมให้กับปีศาจ นั่นคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินจะรับได้
แม่ทัพเยวี่ยไม่อยากเชื่อ และเชื่อไม่ได้
ไม่เช่นนั้น ความเสียสละและความจงรักภักดีของพวกเขา คงกลายเป็นเรื่องน่าขันไป
จางจิ่วหยางเห็นเช่นนั้น จึงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยถามอีกข้อ
"แม่ทัพเยวี่ย นอกจากตระกูลเยวี่ยแล้ว ยังมีใครรู้อีกหรือไม่ ว่ามีถุงอาคมใบที่สี่?"
การที่เทียนจุนมุ่งหน้ามายังจวนกั๋วกงอย่างเจาะจง แสดงว่าฝ่ายนั้นรู้เรื่องถุงอาคม และการสังหารหมู่ก็เป็นเพียงการเก็บกวาดตามทาง นั่นหมายความว่าฝ่ายนั้นต้องมีข้อมูลบางอย่าง
การสาวไล่ตามเบาะแสนี้ อาจช่วยเผยตัวตนของเทียนจุนได้
"ไม่มีแล้ว แม้แต่ตระกูลจูเก๋อเองก็ไม่รู้ เพราะเมื่อจูเก๋ออวิ๋นหู่ได้ยินเรื่องถุงอาคมใบที่สี่ครั้งแรก เขาเองก็ตกใจไม่น้อย"
จางจิ่วหยางพยักหน้า แต่มีบางสิ่งที่เขาเก็บไว้ในใจ ไม่ได้พูดออกไป
ที่จริง ยังมีอีกคนหนึ่งที่รู้เรื่องถุงอาคมใบที่สี่ นั่นก็คือจูเก๋อชีชิงเอง แต่การพูดเช่นนี้ เท่ากับบอกตรง ๆ ว่าเทียนจุนคือจูเก๋อชีชิง
นั่นไม่เพียงจะโหดร้ายเกินไป แต่ยังฟังดูเหลือเชื่อจนไม่มีใครกล้าเชื่อ
"เรื่องทั้งหมดนี้ ข้าไม่เคยบอกหลิงเอ๋อร์ เพราะนิสัยนางซื่อตรงเกินไป อารมณ์ร้อน ข้ากลัวนางจะคิดเตลิดไปเอง"
"ขอบคุณแม่ทัพเยวี่ย ที่ไว้ใจข้า และเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง"
แม่ทัพเยวี่ยตบบ่าจางจิ่วหยาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หลิงเอ๋อร์เป็นดั่งดาบคมกริบ แต่ดาบเล่มนี้แหลมคมเกินไป หากไม่ระวัง อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ เสี่ยวจิ่ว ข้าขอฝากเจ้าดูแลนางด้วย"
"มีเพียงเจ้าเท่านั้น ที่เป็นปลอกดาบที่เหมาะสม สามารถช่วยขัดเกลาให้นางรู้จักซ่อนคมไว้"
"โดยเฉพาะเมื่อต้องสู้กับหวงเฉวียน อย่าห้าวเกินไป ต้องวางแผนให้รอบคอบ ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงไม่กล้าปล่อยนางไปสืบคดีนี้คนเดียว"
จางจิ่วหยางเข้าใจดี ว่าการที่แม่ทัพเยวี่ยเปิดเผยความลับหกร้อยปีของตระกูลเยวี่ยให้ฟัง ก็เพราะความรักและห่วงใยที่มีต่อลูกสาว
"วางใจเถอะขอรับ ข้าจะปกป้องนางอย่างสุดความสามารถ"
แม่ทัพเยวี่ยนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะเสียงดังด้วยความพอใจ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งเคยได้ยินผู้ชายคนหนึ่งกล้าพูดว่าจะปกป้องเยวี่ยหลิง โดยเฉพาะตอนนี้ที่เยวี่ยหลิงเติบโตจนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
แต่ก่อนเขาเคยหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เยวี่ยหลิงอยู่หลายคน แต่ทุกคน พอเจอสายตาดุ ๆ ของเยวี่ยหลิงเข้า ก็หน้าซีดตัวสั่นไปหมด
สำหรับแม่ทัพเยวี่ยแล้ว ลูกผู้ชาย ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องมีใจกล้าพอจะปกป้องคนที่ตนรัก ทำได้หรือไม่คืออีกเรื่อง แต่กล้าหรือไม่สำคัญกว่า
"ฮ่า ๆ ดี! งั้นถือว่าเจ้าตอบตกลงแล้ว ดี ดีจริง ๆ!"
แม่ทัพเยวี่ยสะบัดมือเต็มแรง เปี่ยมด้วยพลังแห่งผู้นำ
"ไหน ๆ แม่ทัพใหญ่ก็ถูกจับไว้แล้ว พวกเจ้าก็รีบแต่งงานกันเสียเลย วันไหนดีล่ะ เอาวันสิ้นเดือนนี่แหละ เหมาะกับฤกษ์งามยามดีพอดี!"
จางจิ่วหยางชะงัก แต่งงาน?
เดี๋ยวนะ ข้าตอบตกลงตั้งแต่เมื่อไหร่?
ดูเหมือนข้ากับท่านจะเข้าใจ 'ตกลง' คนละแบบนะ!
"แต่งเดือนนี้ แล้วปลายปีก็มีลูกเลย พวกเจ้าก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ไหนจะต้องสืบคดีเสี่ยงตายอีก ควรรีบมีทายาทไว้ก่อน"
แม่ทัพเยวี่ยเอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทีร่าเริงสุด ๆ แตกต่างจากมาดแม่ทัพใหญ่ก่อนหน้านี้ลิบลับ
จางจิ่วหยางลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่งงานปลายเดือน ลูกปลายปี นี่มันใช้งานข้าเหมือนลากวัวไถนาเลยหรือ?
"แม่ทัพเยวี่ย ข้า..."
"เรียกข้าว่าอะไรนะ?"
จางจิ่วหยางสะอึกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
แม่ทัพเยวี่ยถลึงตาใส่ แสร้งทำเป็นโกรธ
"จะเกรงใจกันทำไม ในเมื่อข้าเป็นพ่อของหลิงเอ๋อร์ เจ้าก็เรียกข้าว่า 'พ่อตา' สิ"
จางจิ่วหยาง: "......"
เขารู้สึกเหมือนถูกวางกับดักอย่างจัง
แม่ทัพเยวี่ยไม่เคยคิดเลือกระหว่างองค์ชายหยงกับเขา เพราะในใจแม่ทัพเยวี่ยเลือกข้างเขาอยู่แล้ว การจัดงานเลี้ยงวันนี้ก็เป็นแค่ฉากบังหน้า ความจริงคืออยากจับลูกสาวใส่มือเขาให้เร็วที่สุด กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
"แต่แม่ทัพเยวี่ย ข้าว่า...ข้ายังไม่พร้อม..."
"เหอะ ตอนนั้นข้าถามเจ้าแล้ว ว่าคิดดีแล้วหรือยังที่จะรู้ความลับของศาลบรรพชน เจ้าก็บอกว่าพร้อม"
"ถึงตอนนี้ถุงอาคมจะหายไปแล้ว แต่ความลับของศาลบรรพชน ก็ยังเป็นสิ่งที่คนนอกไม่ควรรู้ เจ้าบอกว่าพร้อม ก็เท่ากับยอมรับว่าจะเป็นลูกเขยตระกูลเยวี่ยแล้ว"
"ลูกผู้ชายพูดแล้วคืนคำได้ด้วยหรือ?"
จางจิ่วหยางแทบกระอักเลือด ถึงบางอ้อทันที ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ แม่ทัพเยวี่ยวางกับดักเขาไว้ทุกขั้นตอน
เจ้าเล่ห์นัก! สมเป็นจิ้งจอกเฒ่า!
"เฮ้อ ข้าก็รู้นะว่าหลิงเอ๋อร์นิสัยแรง อาจจะลำบากเจ้าหน่อย แต่คิดดูสิ หลิงเอ๋อร์ถึงนิสัยแรง แต่รูปร่างหน้าตาก็ใช่ย่อย เอาทั้งจีโจวมานั่งนับ มีสักกี่คนสวยเท่านาง?"
จางจิ่วหยาง: "???"
“ไม่ใช่ ๆ ข้าพูดผิดไป ที่จริงนางแค่ใจร้อน แต่เรื่องความงาม ข้าขอท้าเลยว่าในทั้งจีโจว ไม่มีใครงดงามเท่านางอีกแล้ว”
"นิสัยแรงก็ช่างมัน อย่างน้อยนางก็ไม่มีวันยอมให้ใครรังแก ผู้หญิงตระกูลเยวี่ย มีแต่ปกป้องคนของตัวเอง"
"เหมือนตอนข้ากับเสิ่นหงเซี่ย เมื่อก่อนนางก็พริกขี้หนูตัวแม่ ตอนเจอข้าครั้งแรก คิดว่าข้าเป็นโจรราคะ แถมยังเล่นงานข้าเสียอ่วม ดาบของนาง...งามจริง ๆ!"
จางจิ่วหยางฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าอดีตแม่ทัพใหญ่กับฮูหยินจะมีอดีตสุดมันเช่นนี้
แม่ทัพเยวี่ยดูจะมีอารมณ์ร่วมเป็นพิเศษ ดึงจางจิ่วหยางให้นั่งลง แล้วหยิบโอ่งเหล้าขนาดใหญ่ที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะในศาลออกมา เป็นเหล้าเก่าเก็บห้าสิบปี
"ช่วงนี้สุขภาพข้าไม่ค่อยดี ฮูหยินก็ไม่ชอบให้ข้าดื่ม ถ้าข้าแตะเหล้าเมื่อไร นางจะซ้อมดาบโชว์ทันที คิดไปคิดมา ข้าเลยเอาเหล้ามาซ่อนไว้ในศาลนี่แหละ แอบดื่มคนเดียว"
แม่ทัพเยวี่ยเปิดโอ่ง ตักเหล้าให้จางจิ่วหยางถ้วยหนึ่ง พร้อมหัวเราะ
"อย่าแปลกใจเลย ต่อไปเจ้าก็จะเข้าใจเอง"
จางจิ่วหยาง: "......"
"มา วันนี้พ่อตากับลูกเขย ขอเมาให้สุด ไม่เมาไม่กลับ!"
จางจิ่วหยางลอบหัวเราะ รู้ทันทีว่าแม่ทัพเยวี่ยแค่อยากหาข้ออ้างดื่มเหล้า แต่กลัวเมีย เลยจับเขามานั่งเป็นเพื่อนร่วมดื่ม
เหล้าแรงจัด แต่ก็สะใจดี
จางจิ่วหยางไม่ได้ใช้พลังลมปราณช่วยขับเหล้า อาศัยเพียงร่างกายแข็งแกร่งดื่มเอา ๆ หน้าตาไม่เปลี่ยนสี ทำเอาแม่ทัพเยวี่ยชมไม่ขาดปาก
พอเหล้าเข้าถึงรอบสาม แม่ทัพเยวี่ยก็เริ่มหน้าแดงเล็กน้อย
"ลูกเขย เจ้าจงจำไว้ ไม่ว่าเจ้าจะสงสัยว่าเทียนจุนคือใครก็ตาม จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจน หรือแม้แต่ถ้ามีหลักฐานแล้ว ก็อย่าได้ปริปากพูดออกไป"
"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้หลิงเอ๋อร์รู้ นางเป็นคนซื่อตรง รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้แน่"
จางจิ่วหยางใจสั่น ดูเหมือนแม่ทัพเยวี่ยที่ชวนดื่มวันนี้ ไม่ได้เพราะดีใจ แต่เพราะในใจเองก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
ปากบอกว่าไม่เชื่อ แต่ลึก ๆ ในใจ กลับหวั่นไหว
"ลูกเขย จากนี้เจ้าจะวางแผนอย่างไรต่อ?"
จางจิ่วหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
"พระสองหน้า"
ถึงแม้เยวี่ยหลิงจะพยายามปกปิดเรื่องตัวตนของพระสองหน้า แต่เหตุการณ์คืนนั้นเสียงดังเกินไป อีกทั้งการระดมพลทหารยี่สิบหมื่นของจีโจว ย่อมทำไม่ได้ถ้าไม่มีการอนุญาตจากแม่ทัพเยวี่ย
และเป็นอย่างที่คิด แม่ทัพเยวี่ยไม่ได้เอ่ยว่าพระสองหน้าคือใคร แต่บนใบหน้าที่เริ่มเมา กลับปรากฏความเคร่งขรึม
"พระสองหน้าถือเป็นเป้าหมายที่ดี เขาเป็นคนของหวงเฉวียน อาจรู้อะไรมากกว่าที่เราคิด"
"แต่เขาไม่ใช่คนที่จะเค้นข้อมูลได้ง่าย ๆ เจ้าคิดว่ามีทางไหม?"
จางจิ่วหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยความมั่นใจ
"ข้ามีทาง"
"กี่ส่วน?"
"เจ็ดส่วน"
"ดี!"
แม่ทัพเยวี่ยยกถ้วยเหล้าขึ้น พร้อมหัวเราะเสียงดัง
"งั้นข้าขอดูฝีมือลูกเขยคนนี้สักหน่อย ว่าจะง้างปากพระสองหน้าได้ยังไง?"
เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคนอย่างพระสองหน้าที่แม้แต่เขายังจนปัญญา จางจิ่วหยางจะใช้วิธีไหน
ทั้งสองดื่มกันต่อไม่หยุด จากโอ่งแรก สู่โอ่งที่สอง และต่อด้วยโอ่งที่สาม...
จางจิ่วหยางดื่มต่อเพราะดูออกว่า แม่ทัพเยวี่ยมีเรื่องค้างคาในใจ และอยากใช้เหล้าระบายความทุกข์
"ไม่ว่าเทียนจุนจะเป็นใคร แต่ความแค้นของตระกูลเยวี่ย...จะต้องถูกชำระ!"
“แม้กระทั่ง...”
เหล้าลงถึงท้องได้สักพัก แม่ทัพเยวี่ยก็เริ่มเมามาย ใบหน้าแดงก่ำ พร่ำพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ
"ขจัดศัตรูต่างแดน กวาดล้างปีศาจร้าย ขับไล่เสือหมาป่าจากผืนแผ่นดิน เปิดยุคสมัยเก้าแคว้นแห่งความสงบสุข!"
"คำสัตย์แห่งเขาเถาฉาน คำสัตย์แห่งเขาเถาฉาน..."
จางจิ่วหยางนิ่งเงียบ แต่เขารู้ดีว่า คำสัตย์แห่งเขาเถาฉานคืออะไร
เมื่อหกร้อยปีก่อน มีชายหนุ่มสามคนที่ได้เห็นความวุ่นวายของเก้าแคว้น เห็นประชาชนลำบากยากเข็ญ พวกเขาจึงไปตั้งสัตย์ร่วมกันที่เขาเถาฉาน ว่าจะร่วมกันสร้างยุคสมัยแห่งความสงบสุขให้ได้
จากวันนั้น ทั้งสามร่วมเป็นร่วมตาย ฟันฝ่าอุปสรรคนับไม่ถ้วน ต่อให้ลำบากเพียงใด ก็ไม่เคยละทิ้งคำสัตย์นั้น
มันคือเรื่องเล่าที่ผู้คนรุ่นหลังต่างเล่าขาน
คำสัตย์แห่งเขาเถาฉาน คือคำสัตย์แห่งความสงบสุข และเป็นคำสัตย์ที่ดังก้องอยู่เหนือฟ้าดินแห่งต้าเชียนมากว่าหกร้อยปี
ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ บรรพชนสามยอดแห่งต้าเชียน ต่างทุ่มเทชีวิตทั้งหมดเพื่อคำสัตย์นี้ แม่ทัพเยวี่ยเองก็เคยเคารพยกย่องคำสัตย์นี้อย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ หัวใจเขากลับสั่นคลอน
เหล้าย้อมใจ แต่กลับยิ่งเศร้า
ไม่นาน แม่ทัพเยวี่ยก็เมาจนหลับไป
...
นอกศาลบรรพชน
เยวี่ยหลิงเดินมาพร้อมกับมารดา
ฟ้ามืดแล้ว แต่จางจิ่วหยางกับแม่ทัพเยวี่ยก็ยังไม่กลับ ข้ารับใช้บอกว่าทั้งคู่เข้าไปในศาลบรรพชน
หลังจากทำธุระเสร็จ เยวี่ยหลิงจึงพาแม่มาดู
กลิ่นเหล้าหอมฉุนโชยมาแต่ไกล
ใบหน้าเสิ่นฮูหยินเข้มทันที
นางไม่ได้ห้ามสามีดื่มเสียทีเดียว แต่รู้ดีว่าสามีได้รับบาดเจ็บลึกจากศึกมากมาย การดื่มต้องจำกัดปริมาณ ถ้ามากไปจะกระทบสุขภาพ
คนอย่างแม่ทัพเยวี่ย แอบซดเหล้าในศาลบรรพชนก็ว่าแย่แล้ว นี่ถึงขั้นลากจางจิ่วหยางมาดื่มด้วย?
"เอาดาบข้ามา"
เสิ่นฮูหยินเลิกคิ้ว สลัดคราบสตรีเรียบร้อย ท่าทางพร้อมซ้อมสามีเต็มที่
"ท่านแม่ ไม่ขนาดนั้นหรอก ท่านพ่อแค่ดีใจ ดื่มสักหน่อยคงไม่เป็นไร..."
เยวี่ยหลิงยังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงพ่อดังลั่นออกมาจากศาล เต็มไปด้วยกลิ่นเหล้า
"ลูกเขยเอ๋ย ข้าจะบอกความลับให้ ตอนเด็ก ๆ หลิงเอ๋อร์ดื้อสุด ๆ คนเรียกกันว่าเสือสาว เจอใครก็ขย้ำ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขย้ำพลาด ไปงับเหล็กเข้า ฟันหลุดสามซี่ พูดแล้วลมรั่ว ฮ่า ๆๆ..."
"ยังมีอีก ตอนสามขวบ นางเอาหัวโขกหินจนหินแตกเอง แต่ตัวนางสลบไปสามวันเต็ม เป็นเสือหัวเหล็กตัวจริง ฮ่า ๆๆ..."
ใบหน้าเยวี่ยหลิงดำคล้ำลงทันที หอกพยัคฆ์ครองแผ่นดินปรากฏในมือ ปลายหอกกรีดพื้นจนเกิดรอยแยก
"ไม่เอาน่า หลิงเอ๋อร์ เก็บหอกก่อน..."
"ลูกเขย ข้ารู้ว่ามันลำบาก แต่งเมียดุ ๆ แบบนี้ ใครก็อยากได้เมียเรียบร้อยอ่อนหวานใช่ไหม? หลิงเอ๋อร์นี่ ได้แม่มาเต็ม ๆ!"
เสิ่นฮูหยินดีดนิ้วเบา ๆ เข็มเงินลายปักผ้าเปล่งแสงวาววับ พุ่งทะลุประตูศาลเข้าไปทันที
เสียงร้องลั่นดังออกมา
"บังอาจ ใครกล้าโจมตีแม่ทัพอย่างข้า!"
เสิ่นฮูหยินรับดาบจากสาวใช้ ยิ้มเย็น
"หลิงเอ๋อร์ ไปกันเถอะ"
เยวี่ยหลิง: "..."