เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี

บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี

บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี


ภายในโบราณสถาน หลี่ไท่สิงค้นพบแม่มดภูตผีในห้องโถงกว้างขวางแห่งหนึ่ง

ในเวลานั้น แม่มดภูตผีกำลังสื่อสารบางอย่างกับกลุ่มหมอกสีดำอยู่

“นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้า หากล้มเหลวอีก ก็มิต้องกลับมาอีกตลอดกาล”

“เจ้าค่ะ นายท่าน ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยอย่างแน่นอน”

เสียงเย็นชาดังแค่นออกมาจากกลุ่มหมอกสีดำ

จากนั้น กลุ่มหมอกสีดำก็เลือนหายไปต่อหน้าแม่มดภูตผี

‘นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของข้าแล้วจริงๆ... หากทำให้นายท่านไม่พอใจ เกรงว่าข้าคงไม่มีวันได้กลับไปอยู่ข้างกายท่านอีก’

‘แต่ยังนับว่าโชคดีที่การทดลองใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลายส่วนก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี’

‘บัดนี้เหลือเพียงแพร่เชื้อใส่ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มสุดท้าย หากแน่ใจว่าไม่มีปัญหา ก็สามารถแพร่เชื้อไปทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรได้ เมื่อถึงเวลานั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวงก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดของนายท่าน’

เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม่มดภูตผีก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับที่ซ่อนตัวที่นางค้นพบในตอนนี้ นางมั่นใจว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถมาขัดขวางแผนการของนางได้อีก

ทว่า หลี่ไท่สิงกลับปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของนางในเวลานี้

พลันแม่มดภูตผีก็ตระหนักว่าร่างกายของตนนิ่งค้างขยับไม่ได้ แม้นางพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ก็ไร้ผล

นางเงยหน้ามองผู้มาเยือน ก็พบว่าเป็นหลี่ไท่สิงนั่นเอง

“เป็นเจ้าอีกแล้ว!”

แม่มดภูตผีตกตะลึงจนตาค้าง

‘คนผู้นี้ช่างตามราวีไม่เลิกราจริงๆ!’

‘ที่เมืองชิงซานก็ทำลายแผนการของข้า ที่ภูเขาอิ้งเทียนก็ทำลายแผนการของข้า ตอนนี้ข้าหนีมาถึงแดนโยวหมิงแล้ว เจ้าบ้านี่ยังตามมาขัดขวางอีก!’

แม่มดภูตผีอยากจะตะโกนถามออกไปเหลือเกินว่า “ข้ากับเจ้ามีความแค้นลึกซึ้งปานทะเลโลหิตหรืออย่างไร? ถึงได้ตามล่าข้าไม่ลดละเช่นนี้?”

“เจ้าเป็นใครกันแน่?” แม่มดภูตผีถามด้วยใบหน้าทะมึน

“โอรสศักดิ์สิทธิ์นิกายเสวียนอู่ หลี่ไท่สิง”

“เป็นไปไม่ได้!”

ทว่า แม่มดภูตผีกลับปฏิเสธทันควัน

ความจริงแล้ว นางเคยสืบเรื่องราวเกี่ยวกับหลี่ไท่สิงมาก่อน และยังเคยส่งคนไปลอบสังหารเขาด้วย

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่านิกายเสวียนอู่ในปัจจุบันหาใช่สำนักเดิมในอดีตอีกต่อไป นักฆ่าที่นางส่งไปล้วนหายสาบสูญไร้ร่องรอย

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ นางจึงทำได้เพียงเลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากนิกายเสวียนอู่ และหนีมายังเขตอิทธิพลของนิกายเฟิงอวิ๋น

และการที่นางเลือกมาขยายอิทธิพลที่นี่ก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

นิกายเฟิงอวิ๋นก็ไม่ต่างจากนิกายเสวียนอู่ในตอนแรกที่ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา ทำให้นางมีโอกาสขยายอิทธิพลของตนเอง

กว่านิกายเฟิงอวิ๋นจะตระหนักถึงภัยคุกคามและคิดจะจัดการนาง นางก็ค้นพบทางเข้าแดนโยวหมิง และย้ายฐานที่มั่นของตนเข้ามาในแดนโยวหมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เวลานี้ ต่อให้นิกายเฟิงอวิ๋นคิดจะจัดการนางก็สายไปเสียแล้ว

นางจึงสามารถรายงานความคืบหน้าต่อนายท่านได้อย่างสบายใจ แต่คาดไม่ถึงว่าทันทีที่รายงานจบ ก็กลับถูกหลี่ไท่สิงจับตัวไว้เสียแล้ว

เรื่องเช่นนี้จะไม่ทำให้นางทั้งตกใจทั้งขุ่นแค้นได้อย่างไร?

“เหตุใดถึงเป็นไปไม่ได้?”

“เหอะ เจ้าไม่มีทางเป็นเพียงโอรสศักดิ์สิทธิ์ของสำนักธรรมดาๆ แน่” แม้พลังของแม่มดภูตผีจะไม่สูงส่งนัก แต่นางกลับมองออกว่าความแข็งแกร่งของหลี่ไท่สิงนั้นเหนือธรรมดา

เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เมืองชิงซาน นางก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของหลี่ไท่สิงแล้ว

และตอนอยู่ที่ภูเขาอิ้งเทียน หลี่ไท่สิงยังสังหารลูกสมุนของนางไปมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงอินทรีทมิฬ นั่นยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่ธรรมดาของเขา

ดังนั้น นางจึงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหลี่ไท่สิงจะเป็นแค่โอรสศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาๆ

“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”

“หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าต้องเป็นยอดฝีมือทรงอิทธิฤทธิ์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นแน่”

“เอ๊ะ เจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยรึ”

หลี่ไท่สิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“เหอะ เรื่องที่ข้ารู้มีมากกว่าที่เจ้าคิดนัก”

“หึๆ เอาเถอะ ข้าไม่อยากพูดไร้สาระกับเจ้าอีกแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!”

หลี่ไท่สิงสะกดร่างแม่มดภูตผีไว้ ทำให้นางไม่อาจหลุดพ้นจากการควบคุมของเขาได้แม้แต่น้อย อย่าว่าแต่จะเปิดประตูมิติเพื่อหลบหนี

และนางเองก็ตระหนักถึงข้อนี้ดี

“เจ้าอยากถามอะไร?”

“นายท่านของเจ้าคือใคร? เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเรื่องเหล่านี้?” หลี่ไท่สิงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง พลังของแม่มดภูตผีผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่สูงนัก แต่นางกลับสามารถหลบหนีได้ทุกครั้ง

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงตอนนี้ ลูกสมุนรอบกายนางกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแค่ในโบราณสถานแห่งนี้ เขาก็พบยอดฝีมือขอบเขตทารกแรกกำเนิดหลายคนแล้ว

ความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลัวเซินหรือซุนไห่เลย

ดังนั้น จึงมีบางเรื่องที่เขาต้องเค้นความจริงจากแม่มดภูตผีให้ได้ ในเมื่อตอนนี้มีพลังของเขาคอยกดดันอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่านางจะไม่ยอมปริปาก

“เจ้าคิดว่าข้าจะบอกเจ้าหรือ?”

แม่มดภูตผีมองหลี่ไท่สิงด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังมองคนโง่เขลา

หลี่ไท่สิงย่อมรู้ดีว่าด้วยนิสัยของนาง เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมเปิดปากง่ายๆ

ทว่า เขาก็ไม่ได้มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียว

หลี่ไท่สิงเพียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่ยอมบอก แต่ทว่า...”

“เดี๋ยวก็ไม่แน่แล้ว”

พลันหลี่ไท่สิงโคจรพลังปราชญ์เทวะ ยื่นมือข้างหนึ่งไปยังแม่มดภูตผีแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าถาม เจ้าตอบ”

พลังปราชญ์เทวะสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสำนึกของแม่มดภูตผีเพื่อควบคุมนางไว้

ทันใดนั้น ดวงตาของแม่มดภูตผีก็พลันเหม่อลอย ร่างกายของนางคล้ายคนไร้วิญญาณ

หลี่ไท่สิงตรวจพบว่าภายในจิตสำนึกของนางมีกลไกป้องกันอยู่ จึงลงมือทำลายมันเสีย

ด้วยเหตุนี้ ต่อให้แม่มดภูตผีเอ่ยคำต้องห้ามออกมา ก็จะไม่ไปกระตุ้นกลไกป้องกันดังกล่าว

มิฉะนั้น ก่อนที่แม่มดภูตผีจะได้เอ่ยปาก นางคงถูกกลไกนั้นสังหารไปก่อนแล้ว

หลังจากหลี่ไท่สิงเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็สร้างม่านพลังกั้นเสียงขึ้นรอบบริเวณ เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารยามด้านนอกล่วงรู้

จากนั้น เขาจึงชักมือกลับ และเริ่มซักถามแม่มดภูตผี “เจ้าเป็นใคร?”

“ข้าชื่ออูซาลิ ฉายาในโลกบำเพ็ญเพียรคือแม่มดภูตผี ข้าคือทาสรับใช้ของจักรพรรดิโลหิต ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อจักรพรรดิโลหิต”

ครั้งนี้ แม่มดภูตผีตอบคำถามของหลี่ไท่สิงออกมาจนหมดเปลือกโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

หลี่ไท่สิงฟังจบก็ถามต่อ “จักรพรรดิโลหิตคือใคร?”

“จักรพรรดิโลหิตคือเจ้าแห่งแดนโลหิต”

“เหตุใดเจ้าจึงต้องทำการทดลองเหล่านี้?”

“เพราะจักรพรรดิโลหิตต้องการโลหิตสดใหม่จำนวนมหาศาล และโลหิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็คือยาบำรุงชั้นเลิศ”

“จักรพรรดิโลหิตข้ามมาที่นี่ได้หรือไม่?”

“ไม่ได้ แต่ทว่า ตราบใดที่พวกเราสร้างเผ่าโลหิตได้มากพอและทำการสังเวย จักรพรรดิโลหิตก็จะสามารถข้ามมาได้”

“พวกเจ้าข้ามมาได้อย่างไร?”

“จักรพรรดิโลหิตค้นพบโบราณสถานแห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ เขาพบว่ามันเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ ดังนั้นจักรพรรดิโลหิตจึงส่งข้ามาที่นี่ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมิตินั้น”

“ข้ามมากันกี่คน?”

“มีเพียงข้าคนเดียว”

“ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติยังใช้ได้อีกหรือไม่?”

“ใช้ส่งกลับไปได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ส่งมาได้อีก”

“เพราะเหตุใด?”

“เพราะการเคลื่อนย้ายแต่ละครั้ง ต้องใช้พลังโลหิตของจักรพรรดิโลหิตจำนวนมหาศาล เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกในระยะเวลาสั้นๆ”

บทสนทนาดำเนินไปเช่นนี้

หลี่ไท่สิงได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแดนโลหิตและจักรพรรดิโลหิตจากปากของนางมาไม่น้อย เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนแล้ว เขาก็ฟาดสกัดจุดทำให้นางสลบไป

‘ถึงเวลาค่อยส่งมอบเจ้าให้คนของนิกายเฟิงอวิ๋น’

หลี่ไท่สิงวางร่างของนางไว้ด้านข้าง จากนั้นก็เตรียมแจ้งคนของนิกายเฟิงอวิ๋นให้บุกเข้ามา

เขาหยิบหินส่งกระแสเสียงออกมา แล้วกล่าวกับปลายสายว่า “พวกเจ้าบุกเข้ามาได้เลย”

จบบทที่ บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี

คัดลอกลิงก์แล้ว