- หน้าแรก
- ระบบเพิ่มพูนหมื่นล้านเท่า ข้าไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี
บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี
บทที่ 670: ควบคุมแม่มดภูตผี
ภายในโบราณสถาน หลี่ไท่สิงค้นพบแม่มดภูตผีในห้องโถงกว้างขวางแห่งหนึ่ง
ในเวลานั้น แม่มดภูตผีกำลังสื่อสารบางอย่างกับกลุ่มหมอกสีดำอยู่
“นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้า หากล้มเหลวอีก ก็มิต้องกลับมาอีกตลอดกาล”
“เจ้าค่ะ นายท่าน ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยอย่างแน่นอน”
เสียงเย็นชาดังแค่นออกมาจากกลุ่มหมอกสีดำ
จากนั้น กลุ่มหมอกสีดำก็เลือนหายไปต่อหน้าแม่มดภูตผี
‘นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของข้าแล้วจริงๆ... หากทำให้นายท่านไม่พอใจ เกรงว่าข้าคงไม่มีวันได้กลับไปอยู่ข้างกายท่านอีก’
‘แต่ยังนับว่าโชคดีที่การทดลองใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลายส่วนก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี’
‘บัดนี้เหลือเพียงแพร่เชื้อใส่ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มสุดท้าย หากแน่ใจว่าไม่มีปัญหา ก็สามารถแพร่เชื้อไปทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรได้ เมื่อถึงเวลานั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวงก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดของนายท่าน’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม่มดภูตผีก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับที่ซ่อนตัวที่นางค้นพบในตอนนี้ นางมั่นใจว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถมาขัดขวางแผนการของนางได้อีก
ทว่า หลี่ไท่สิงกลับปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของนางในเวลานี้
พลันแม่มดภูตผีก็ตระหนักว่าร่างกายของตนนิ่งค้างขยับไม่ได้ แม้นางพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ก็ไร้ผล
นางเงยหน้ามองผู้มาเยือน ก็พบว่าเป็นหลี่ไท่สิงนั่นเอง
“เป็นเจ้าอีกแล้ว!”
แม่มดภูตผีตกตะลึงจนตาค้าง
‘คนผู้นี้ช่างตามราวีไม่เลิกราจริงๆ!’
‘ที่เมืองชิงซานก็ทำลายแผนการของข้า ที่ภูเขาอิ้งเทียนก็ทำลายแผนการของข้า ตอนนี้ข้าหนีมาถึงแดนโยวหมิงแล้ว เจ้าบ้านี่ยังตามมาขัดขวางอีก!’
แม่มดภูตผีอยากจะตะโกนถามออกไปเหลือเกินว่า “ข้ากับเจ้ามีความแค้นลึกซึ้งปานทะเลโลหิตหรืออย่างไร? ถึงได้ตามล่าข้าไม่ลดละเช่นนี้?”
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” แม่มดภูตผีถามด้วยใบหน้าทะมึน
“โอรสศักดิ์สิทธิ์นิกายเสวียนอู่ หลี่ไท่สิง”
“เป็นไปไม่ได้!”
ทว่า แม่มดภูตผีกลับปฏิเสธทันควัน
ความจริงแล้ว นางเคยสืบเรื่องราวเกี่ยวกับหลี่ไท่สิงมาก่อน และยังเคยส่งคนไปลอบสังหารเขาด้วย
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่านิกายเสวียนอู่ในปัจจุบันหาใช่สำนักเดิมในอดีตอีกต่อไป นักฆ่าที่นางส่งไปล้วนหายสาบสูญไร้ร่องรอย
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ นางจึงทำได้เพียงเลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากนิกายเสวียนอู่ และหนีมายังเขตอิทธิพลของนิกายเฟิงอวิ๋น
และการที่นางเลือกมาขยายอิทธิพลที่นี่ก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
นิกายเฟิงอวิ๋นก็ไม่ต่างจากนิกายเสวียนอู่ในตอนแรกที่ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา ทำให้นางมีโอกาสขยายอิทธิพลของตนเอง
กว่านิกายเฟิงอวิ๋นจะตระหนักถึงภัยคุกคามและคิดจะจัดการนาง นางก็ค้นพบทางเข้าแดนโยวหมิง และย้ายฐานที่มั่นของตนเข้ามาในแดนโยวหมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เวลานี้ ต่อให้นิกายเฟิงอวิ๋นคิดจะจัดการนางก็สายไปเสียแล้ว
นางจึงสามารถรายงานความคืบหน้าต่อนายท่านได้อย่างสบายใจ แต่คาดไม่ถึงว่าทันทีที่รายงานจบ ก็กลับถูกหลี่ไท่สิงจับตัวไว้เสียแล้ว
เรื่องเช่นนี้จะไม่ทำให้นางทั้งตกใจทั้งขุ่นแค้นได้อย่างไร?
“เหตุใดถึงเป็นไปไม่ได้?”
“เหอะ เจ้าไม่มีทางเป็นเพียงโอรสศักดิ์สิทธิ์ของสำนักธรรมดาๆ แน่” แม้พลังของแม่มดภูตผีจะไม่สูงส่งนัก แต่นางกลับมองออกว่าความแข็งแกร่งของหลี่ไท่สิงนั้นเหนือธรรมดา
เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เมืองชิงซาน นางก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของหลี่ไท่สิงแล้ว
และตอนอยู่ที่ภูเขาอิ้งเทียน หลี่ไท่สิงยังสังหารลูกสมุนของนางไปมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงอินทรีทมิฬ นั่นยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่ธรรมดาของเขา
ดังนั้น นางจึงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหลี่ไท่สิงจะเป็นแค่โอรสศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาๆ
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าต้องเป็นยอดฝีมือทรงอิทธิฤทธิ์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นแน่”
“เอ๊ะ เจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยรึ”
หลี่ไท่สิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“เหอะ เรื่องที่ข้ารู้มีมากกว่าที่เจ้าคิดนัก”
“หึๆ เอาเถอะ ข้าไม่อยากพูดไร้สาระกับเจ้าอีกแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!”
หลี่ไท่สิงสะกดร่างแม่มดภูตผีไว้ ทำให้นางไม่อาจหลุดพ้นจากการควบคุมของเขาได้แม้แต่น้อย อย่าว่าแต่จะเปิดประตูมิติเพื่อหลบหนี
และนางเองก็ตระหนักถึงข้อนี้ดี
“เจ้าอยากถามอะไร?”
“นายท่านของเจ้าคือใคร? เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเรื่องเหล่านี้?” หลี่ไท่สิงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง พลังของแม่มดภูตผีผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่สูงนัก แต่นางกลับสามารถหลบหนีได้ทุกครั้ง
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงตอนนี้ ลูกสมุนรอบกายนางกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแค่ในโบราณสถานแห่งนี้ เขาก็พบยอดฝีมือขอบเขตทารกแรกกำเนิดหลายคนแล้ว
ความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลัวเซินหรือซุนไห่เลย
ดังนั้น จึงมีบางเรื่องที่เขาต้องเค้นความจริงจากแม่มดภูตผีให้ได้ ในเมื่อตอนนี้มีพลังของเขาคอยกดดันอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่านางจะไม่ยอมปริปาก
“เจ้าคิดว่าข้าจะบอกเจ้าหรือ?”
แม่มดภูตผีมองหลี่ไท่สิงด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังมองคนโง่เขลา
หลี่ไท่สิงย่อมรู้ดีว่าด้วยนิสัยของนาง เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมเปิดปากง่ายๆ
ทว่า เขาก็ไม่ได้มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียว
หลี่ไท่สิงเพียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่ยอมบอก แต่ทว่า...”
“เดี๋ยวก็ไม่แน่แล้ว”
พลันหลี่ไท่สิงโคจรพลังปราชญ์เทวะ ยื่นมือข้างหนึ่งไปยังแม่มดภูตผีแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าถาม เจ้าตอบ”
พลังปราชญ์เทวะสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสำนึกของแม่มดภูตผีเพื่อควบคุมนางไว้
ทันใดนั้น ดวงตาของแม่มดภูตผีก็พลันเหม่อลอย ร่างกายของนางคล้ายคนไร้วิญญาณ
หลี่ไท่สิงตรวจพบว่าภายในจิตสำนึกของนางมีกลไกป้องกันอยู่ จึงลงมือทำลายมันเสีย
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้แม่มดภูตผีเอ่ยคำต้องห้ามออกมา ก็จะไม่ไปกระตุ้นกลไกป้องกันดังกล่าว
มิฉะนั้น ก่อนที่แม่มดภูตผีจะได้เอ่ยปาก นางคงถูกกลไกนั้นสังหารไปก่อนแล้ว
หลังจากหลี่ไท่สิงเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็สร้างม่านพลังกั้นเสียงขึ้นรอบบริเวณ เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารยามด้านนอกล่วงรู้
จากนั้น เขาจึงชักมือกลับ และเริ่มซักถามแม่มดภูตผี “เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าชื่ออูซาลิ ฉายาในโลกบำเพ็ญเพียรคือแม่มดภูตผี ข้าคือทาสรับใช้ของจักรพรรดิโลหิต ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อจักรพรรดิโลหิต”
ครั้งนี้ แม่มดภูตผีตอบคำถามของหลี่ไท่สิงออกมาจนหมดเปลือกโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
หลี่ไท่สิงฟังจบก็ถามต่อ “จักรพรรดิโลหิตคือใคร?”
“จักรพรรดิโลหิตคือเจ้าแห่งแดนโลหิต”
“เหตุใดเจ้าจึงต้องทำการทดลองเหล่านี้?”
“เพราะจักรพรรดิโลหิตต้องการโลหิตสดใหม่จำนวนมหาศาล และโลหิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็คือยาบำรุงชั้นเลิศ”
“จักรพรรดิโลหิตข้ามมาที่นี่ได้หรือไม่?”
“ไม่ได้ แต่ทว่า ตราบใดที่พวกเราสร้างเผ่าโลหิตได้มากพอและทำการสังเวย จักรพรรดิโลหิตก็จะสามารถข้ามมาได้”
“พวกเจ้าข้ามมาได้อย่างไร?”
“จักรพรรดิโลหิตค้นพบโบราณสถานแห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ เขาพบว่ามันเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ ดังนั้นจักรพรรดิโลหิตจึงส่งข้ามาที่นี่ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมิตินั้น”
“ข้ามมากันกี่คน?”
“มีเพียงข้าคนเดียว”
“ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติยังใช้ได้อีกหรือไม่?”
“ใช้ส่งกลับไปได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ส่งมาได้อีก”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะการเคลื่อนย้ายแต่ละครั้ง ต้องใช้พลังโลหิตของจักรพรรดิโลหิตจำนวนมหาศาล เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกในระยะเวลาสั้นๆ”
บทสนทนาดำเนินไปเช่นนี้
หลี่ไท่สิงได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแดนโลหิตและจักรพรรดิโลหิตจากปากของนางมาไม่น้อย เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนแล้ว เขาก็ฟาดสกัดจุดทำให้นางสลบไป
‘ถึงเวลาค่อยส่งมอบเจ้าให้คนของนิกายเฟิงอวิ๋น’
หลี่ไท่สิงวางร่างของนางไว้ด้านข้าง จากนั้นก็เตรียมแจ้งคนของนิกายเฟิงอวิ๋นให้บุกเข้ามา
เขาหยิบหินส่งกระแสเสียงออกมา แล้วกล่าวกับปลายสายว่า “พวกเจ้าบุกเข้ามาได้เลย”