เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 605: การฝึกฝนกองทัพพันธมิตรต้านมาร

บทที่ 605: การฝึกฝนกองทัพพันธมิตรต้านมาร

บทที่ 605: การฝึกฝนกองทัพพันธมิตรต้านมาร


“ทหารทั้งกองทัพฟังคำสั่ง! เริ่มการฝึกฝนได้!”

สิ้นเสียงคำสั่งของผู้อาวุโสใหญ่ ขบวนทัพที่จัดแบ่งไว้ก็เริ่มการฝึกซ้อมประจำวันทันที

ในครั้งนี้ แผนผังค่ายกลที่หลี่ไท่สิงมอบให้พวกเขานั้นมีด้วยกันทั้งหมดห้าชนิด

ได้แก่ 'ค่ายกลทำลายล้าง' ที่เน้นพลังโจมตีอันมหาศาล, 'ค่ายกลเกราะพิทักษ์' ที่เน้นการป้องกันเพื่อต้านทานศัตรูที่แข็งแกร่ง, 'ค่ายกลเรียกจิต' ที่เน้นการสนับสนุน ฟื้นฟู และรักษาอาการบาดเจ็บ, 'ค่ายกลพญาหมี' ที่เน้นการผสานทั้งรุกและรับเป็นหนึ่งเดียว และสุดท้าย 'ค่ายกลเหินสังหาร' ที่เน้นการลอบโจมตีอย่างฉับพลัน

ทว่าหากต้องการฝึกฝนค่ายกลทั้งห้าชนิดนี้ให้เชี่ยวชาญ พวกเขาจำเป็นต้องฝึกฝนไปตามลำดับทีละขั้นตอน

ดังนั้น ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปีให้หลัง พวกเขาจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการฝึกฝนค่ายกลเหล่านี้

ระหว่างการฝึกฝนกองทัพพันธมิตรต้านมาร ลู่ฮ่าวเทียนได้เรียกประชุมเหล่าเจ้าสำนักหลายครั้ง ทั้งยังนำพาพวกเขาเดินทางไปยังเขตแดนผนึกมารเพื่อสังเกตการณ์ด้วยตนเอง

ลู่ฮ่าวเทียนทอดสายตามองเหล่าเผ่ามารในหุบเขาลึก เวลานี้ช่องทางมิติที่ส่งพวกมันข้ามมาได้ขยายใหญ่ขึ้นไม่น้อย

ณ เขตแดนผนึกมาร

หลี่ซินหลิงพาเสี่ยวเซียนลอบเข้ามายังที่แห่งนี้ เมื่อเห็นจำนวนเผ่ามารภายในเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงเอ่ยถามหลี่ไท่สิงว่า “ท่านปู่ทวดเจ้าคะ ศึกครั้งนี้พวกเราจะชนะหรือไม่”

“เจ้ากังวลสิ่งใดรึ”

“เสี่ยวเซียนบอกว่าเผ่ามารที่ปรากฏกายครานี้แข็งแกร่งยิ่งนัก แม้พวกเราจะเก่งกาจขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า แต่ก็อาจยังไม่ใช่คู่ต่อกรของพวกมันเจ้าค่ะ”

“หึๆ เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย”

หลี่ไท่สิงย่อมตระหนักถึงเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ทั้งยังเตรียมการรับมือไว้พร้อมสรรพ

“แล้วเจ้าได้แจ้งสถานการณ์ให้เจ้าสำนักลู่และคนอื่นๆ ทราบแล้วหรือไม่”

“เจ้าค่ะ ข้าแจ้งพวกเขาแล้ว”

แม้ลู่ฮ่าวเทียนและคนอื่นๆ จะมองไม่ออกถึงความตื้นลึกหนาบางของเผ่ามาร แต่หลี่ซินหลิงและมังกรเซียนเพลิงโลกันตร์กลับสามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เมื่อมองจากภายนอก เผ่ามารเหล่านี้ดูไม่ต่างจากเผ่ามารทั่วไป

ทว่าแท้จริงแล้ว พลังของพวกมันล้วนแข็งแกร่งยิ่งนัก ถึงขั้นที่พวกนางสัมผัสได้ถึงตัวตนระดับขอบเขตเซียนพเนจรที่ปะปนอยู่ด้วย

“ไม่เป็นไร ยังมีพวกเจ้าอยู่มิใช่รึ” หลี่ไท่สิงกล่าว “หากถึงคราวคับขันจริงๆ ปู่ทวดของเจ้าผู้นี้ก็ย่อมต้องลงมือเอง”

“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านปู่ทวด”

หากมีหลี่ไท่สิงคอยหนุนหลัง นางก็เชื่อมั่นว่าจะต้องไม่มีปัญหาใดๆ อย่างแน่นอน

หลี่ไท่สิงทอดสายตามองลงไปยังเหล่าเผ่ามารเบื้องล่าง

เวลานี้พวกมันได้ตั้งกระโจมที่พักภายในค่ายแล้ว เผ่ามารบางตนที่บินได้ต่างทะยานขึ้นฟ้า พยายามทำลายเขตแดนผนึกมาร แต่ก็ต้องร่วงหล่นกลับไปในสภาพหัวร้างข้างแตกทุกรายไป

“ท่านปู่ทวดเจ้าคะ ดูเหมือนพวกมันจะมองไม่เห็นพวกเรานะเจ้าคะ”

“อืม เขตแดนผนึกมารนี้มีความพิเศษอยู่บ้าง คือภายนอกสามารถมองเห็นภายในได้ แต่ภายในกลับมองไม่เห็นภายนอก”

“หากพวกมันออกมาแล้วพบว่าพวกเราเตรียมการกำจัดพวกมันไว้นานแล้ว ไม่รู้ว่าพวกมันจะเจ็บใจเพียงใดกันนะเจ้าคะ”

“ปู่ทวดคิดว่าพวกมันต้องเจ็บใจเป็นแน่ หากพวกเจ้าแสดงฝีมือเต็มที่ พวกมันอาจไม่มีโอกาสได้ข้ามมายังฝั่งนี้อีกเลยชั่วกาลนาน”

จากนั้นทั้งสองก็ผละออกจากเขตแดนผนึกมาร

ภายในเมือง เสียงการฝึกซ้อมของกองทัพพันธมิตรต้านมารดังแว่วมาจากหลายพื้นที่

กองกำลังเหล่านี้ล้วนจัดตั้งขึ้นจากศิษย์ของสำนักต่างๆ โดยแยกกันฝึกฝนค่ายกลที่เหมาะสมตามจุดเด่นและความถนัดของแต่ละกลุ่ม

ด้วยวิธีนี้ ประสิทธิภาพของค่ายกลจึงจะถูกดึงออกมาใช้ได้สูงสุด

“อีกไม่กี่เดือน คนเหล่านี้ก็จะบรรลุความเข้าใจในค่ายกลจนเชี่ยวชาญ ถึงเวลานั้น การเอาชนะเผ่ามารก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป”

สาเหตุที่หลี่ไท่สิงมอบค่ายกลเหล่านี้รวมถึงมหาค่ายกลเทียนเหิงให้ ก็เพราะเล็งเห็นถึงความอ่อนแอของเผ่ามนุษย์

แม้ว่าในยามนี้พวกเขาจะมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่างหลี่ซินหลิงและมังกรเซียนเพลิงโลกันตร์ รวมถึงกองทัพนับล้านนาย

ทว่าก็ยังมิอาจเทียบชั้นกับเผ่ามารได้

ต้องรู้ไว้ว่าเผ่ามารในครั้งนี้หมายมั่นปั้นมืออย่างเต็มที่ และตัดสินใจก่อการใหญ่

ดังนั้นหากหลี่ไท่สิงไม่ยื่นมือเข้าช่วย พวกเขาย่อมไม่มีทางชนะได้อย่างแน่นอน

“เอาล่ะ เรื่องอื่นข้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนสักหน่อยดีกว่า”

ร่างของหลี่ไท่สิงพลันเลือนหายไปจากเมือง

ส่วนหลี่ซินหลิงก็นำมังกรเซียนเพลิงโลกันตร์แยกย้ายไปทำธุระอื่น

วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกหลายเดือนอย่างรวดเร็ว

บัดนี้ กองทัพพันธมิตรต้านมารที่ผ่านการฝึกฝนมานานกว่าหนึ่งปี ก็ได้กลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งเกรียงไกรอย่างยิ่ง

เมื่อได้เห็นความสง่างามและเข้มแข็งของกองทัพ ทุกคนต่างก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

“เจ้าสำนักลู่ ถึงเวลานั้นต่อให้เผ่ามารบุกมา พวกเราก็จะทำให้พวกมันได้มาแต่ไม่ได้กลับอย่างแน่นอน!”

“ถูกต้อง ตอนนี้กองทัพพันธมิตรต้านมารของเราไม่เพียงมีอุปกรณ์ชั้นเลิศ แต่ยังมีค่ายกลหนุนเสริม บวกกับกำลังพลนับล้าน การกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากนับว่าเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก”

เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างคิดว่าเผ่ามารไม่ใช่คู่ต่อกรของตนอีกต่อไปแล้ว

ทว่าลู่ฮ่าวเทียนที่ได้สนทนากับหลี่ซินหลิงมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าขุมกำลังของพวกเขาในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าเผ่ามารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อีกทั้งเขายังล่วงรู้มาว่า ทางฝั่งเผ่ามารจะมียอดฝีมือระดับขอบเขตเซียนพเนจรปรากฏกายขึ้นด้วย

ถึงเวลานั้น มังกรเซียนเพลิงโลกันตร์และหลี่ซินหลิงคงทำได้เพียงต้านทานยอดฝีมือระดับสูงเหล่านี้ไว้

แต่หากต้องการชัยชนะในสงคราม ท้ายที่สุดก็ยังต้องพึ่งพากองทัพพันธมิตรต้านมารอยู่ดี

“ทุกท่านทำได้ดีมาก แต่จงอย่าคิดว่ามีกองทัพที่แข็งแกร่งเพียงนี้แล้วจะประมาทเลินเล่อได้ ศัตรูของเราคือเผ่ามาร พลังของพวกมันเหนือจินตนาการของพวกท่านไปไกลนัก”

“ขอเจ้าสำนักลู่โปรดวางใจ พวกเราจะระมัดระวังขอรับ”

แม้ลู่ฮ่าวเทียนจะกล่าวเตือนเช่นนั้น แต่ในหมู่คนเหล่านี้ยังมีบางส่วนที่ไม่ปักใจเชื่อ

ลู่ฮ่าวเทียนรู้ดีว่าต่อให้พูดเตือนไปก็คงไม่มีประโยชน์อันใด

‘เอาเถอะ ถึงเวลาให้พวกเขาได้เห็นกับตาตนเองสักครั้ง ก็คงจะรู้ซึ้งและไม่กล้าประมาทไปเอง’

หลังจากลู่ฮ่าวเทียนตรวจตรากองทัพเสร็จสิ้น เขาก็เห็นหลี่ซินหลิงขี่มังกรเซียนเพลิงโลกันตร์เหินกลับมา

เขาส่งสัญญาณทางสายตาให้หลี่ซินหลิง ก่อนจะนำคนกลับไปยังจวนเจ้าเมืองแห่งเมืองต้านมาร

ณ ห้องโถงใหญ่ หลี่ซินหลิงเข้าพบลู่ฮ่าวเทียน

“ธิดาศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”

“เขตแดนผนึกมารอาจจะต้านไว้ไม่อยู่แล้วเจ้าค่ะ”

หลี่ซินหลิงถ่ายทอดสถานการณ์ที่นางไปสืบเสาะมาให้ลู่ฮ่าวเทียนรับทราบอย่างละเอียด

เมื่อลู่ฮ่าวเทียนได้ฟัง หัวใจของเขาก็พลันบีบรัดด้วยความกังวล

“ดูท่าพวกมันใกล้จะออกมาแล้วสินะ”

“เจ้าค่ะ หากไม่มีอะไรผิดพลาด อย่างเร็วที่สุดคือหนึ่งเดือน อย่างช้าที่สุดคือครึ่งปี”

ตอนที่ไปดูลาดเลา นางพบเห็นยอดฝีมือเผ่ามารจำนวนมากกำลังรวมพลังกันพยายามทำลายเขตแดนผนึกมาร

เพียงแต่เขตแดนผนึกมารนั้นแข็งแกร่งเกินไป ท้ายที่สุดพวกมันจึงต้องยอมรามือไปก่อน

ทว่าพวกมันก็ได้เริ่มเตรียมการระลอกใหม่แล้วเช่นกัน

หลี่ซินหลิงตระหนักดีว่า หลังจากการหยั่งเชิงในครั้งนี้ พวกมันน่าจะรู้วิธีทำลายเขตแดนผนึกมารแล้วเป็นแน่

“อืม ยังดีที่ฝั่งเราเองก็เตรียมการไว้เกือบพร้อมแล้ว” ลู่ฮ่าวเทียนกล่าวจบก็เอ่ยต่ออย่างเสียดาย “น่าเสียดายที่เราไม่สามารถซ่อมแซมเขตแดนผนึกมารได้ มิเช่นนั้นคงกักขังพวกมันไว้ได้ตลอดไป”

“ท่านเจ้าสำนัก ขอเพียงศึกครั้งนี้เราเอาชนะพวกมันได้ นี่ก็จะเป็นศึกครั้งสุดท้ายแล้วเจ้าค่ะ”

ลู่ฮ่าวเทียนย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่หลี่ซินหลิงหมายถึง ก็คือท่านปู่ทวดของนางนั่นเอง

จะว่าไปแล้ว แม้จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของท่านปู่ทวดของหลี่ซินหลิง แต่เขากลับไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้าเลยสักครั้ง

“ซินหลิง เจ้าคิดว่าข้าพอจะมีโอกาสได้เข้าพบท่านปู่ทวดของเจ้าสักครั้งหรือไม่”

“ท่านเจ้าสำนัก หากท่านคว้าชัยในศึกครั้งนี้ได้ ย่อมได้พบท่านปู่ทวดของข้าแน่นอนเจ้าค่ะ” หลี่ซินหลิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“ฮ่าๆๆ ประเสริฐ!” ลู่ฮ่าวเทียนหัวเราะร่าอย่างยินดี

จบบทที่ บทที่ 605: การฝึกฝนกองทัพพันธมิตรต้านมาร

คัดลอกลิงก์แล้ว