- หน้าแรก
- ระบบเพิ่มพูนหมื่นล้านเท่า ข้าไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 525: เมืองหลวงแคว้นเยี่ยน
บทที่ 525: เมืองหลวงแคว้นเยี่ยน
บทที่ 525: เมืองหลวงแคว้นเยี่ยน
หลี่ไท่สิงเอนกายนอนอยู่บนหลังลา ขณะที่ชิงสุ่ยกำลังเตรียมอาหารเช้าให้ผู้เป็นนาย นางล่ากระต่ายป่ามาได้ตัวหนึ่งและกำลังย่างมันอย่างขะมักเขม้น
หลี่ไท่สิงปรายตามองแวบหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าตื่นเช้าจริงนะ”
“เจ้าค่ะคุณชาย ข้าตื่นมาเตรียมอาหารเช้าให้ท่าน แต่ในป่าลึกกลางหุบเขาเช่นนี้ นอกจากสัตว์ป่าแล้วก็ไม่พบสิ่งใดเลยเจ้าค่ะ”
จากนั้นหลี่ไท่สิงก็เห็นนางหยิบเครื่องปรุงที่เขาเคยให้ไว้ออกมาโรยลงบนเนื้อกระต่าย
พลันกลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
หลี่ไท่สิงไม่ได้พิถีพิถันเรื่องการกินอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่รังเกียจที่จะทานรองท้องสักหน่อย เพียงแต่ทานได้ไม่มากนัก
ส่วนที่เหลือจึงตกเป็นของชิงสุ่ยที่จัดการมันจนเกลี้ยง
หลังทานมื้อเช้าเสร็จ พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งมาถึงเมืองหลวงของแคว้นเยี่ยน หลี่ไท่สิงจึงตัดสินใจพักค้างแรมที่นี่ชั่วคราว
ชิงสุ่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“คุณชาย พวกเราจะพักที่นี่จริงๆ หรือเจ้าคะ”
“แต่ว่า... จะไม่เป็นไรแน่หรือเจ้าคะ”
ที่นี่คือเมืองหลวงของแคว้นเยี่ยนเชียวนะ และนางก็เป็นถึงกบฏแผ่นดิน ทว่าตอนนี้นางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน จากเดิมที่ดูมอซอธรรมดา บัดนี้กลับงดงามผุดผ่องราวกับนางเซียนน้อย
ผู้ใดพบเห็นคงยากจะเชื่อมโยงนางเข้ากับกบฏผู้นั้นได้
หลี่ไท่สิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เจ้าจึงจะได้เรียนรู้เรื่องราวของที่นี่อย่างแท้จริง”
ชิงสุ่ยงุนงงสงสัยยิ่งนัก แต่หลี่ไท่สิงก็ไม่ได้อธิบายขยายความ
“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเชื่อฟังคุณชายทุกอย่าง”
“อืม เช่นนั้นพวกเราไปหาซื้อที่พักกันก่อนเถอะ”
จากนั้นชิงสุ่ยก็จูงลาโดยมีหลี่ไท่สิงนอนเอกเขนกอยู่บนหลัง มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง
พูดตามตรง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงมากเท่าไร นางก็ยิ่งตื่นเต้นหวาดหวั่นมากเท่านั้น
แต่เมื่อนึกถึงความเก่งกาจของหลี่ไท่สิงและเจ้าลา นางก็คลายความกังวลลง รวบรวมความกล้าเดินตรงไปยังประตูเมืองเบื้องหน้า
ยามนั้นที่หน้าประตูเมืองมีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย ทั้งยังมีทหารเฝ้ายามคอยเรียกเก็บภาษีเข้าเมือง ภาษีออกเมือง และภาษีการค้าจากผู้คนที่ผ่านไปมา
ทหารเหล่านี้ล้วนดูกระปรี้กระเปร่าแข็งขัน ทั้งยังส่งเสียงพูดคุยหยอกล้อกันอย่างครื้นเครง
ผิดกับชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา ซึ่งต่างมีใบหน้าซีดเซียวซูบผอม แม้จะไม่ได้ดูย่ำแย่จนน่าตกใจเหมือนที่พวกเขาเคยเห็นระหว่างทาง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
“แม้แต่ชาวบ้านในเมืองหลวงก็ยังใช้ชีวิตลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือ” ชิงสุ่ยรู้สึกเหลือเชื่อ
ที่นี่มีตระกูลมั่งคั่งและขุนนางชั้นสูงอยู่ไม่น้อย พวกเขาล้วนหน้าตาอิ่มเอิบ สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา ดูมีสง่าราศี ซึ่งแตกต่างจากชาวบ้านตาดำๆ ที่ดูไร้ชีวิตชีวาอย่างสิ้นเชิง
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าประตูเมือง ทหารนายหนึ่งก็เข้ามาขวางทางไว้
“เฮ้ พวกเจ้าเป็นคนต่างถิ่นรึ จะเข้าเมืองหลวงไปทำอะไร” ทหารนายนั้นเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าชิงสุ่ยมีรูปโฉมงดงามปานล่มเมือง ส่วนหลี่ไท่สิงก็มีรูปโฉมสง่างาม อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็ดูไม่ธรรมดา จึงไม่กล้าแสดงท่าทีหยาบคายในทันที
“ต้องจ่ายเท่าไร” หลี่ไท่สิงเอ่ยถาม
“ค่าเข้าเมือง ห้าสิบอีแปะ”
“ห้าสิบอีแปะ?” ชิงสุ่ยได้ยินก็ตกใจ “ทำไมแพงเช่นนี้”
“ชิ! จะเข้าก็จ่าย ไม่เข้าก็ไสหัวไป ข้าไม่ได้เป็นคนกำหนด เบื้องบนเป็นคนสั่งมาต่างหาก”
“หึๆ” หลี่ไท่สิงย่อมดูออกว่าทหารผู้นี้เลือกปฏิบัติ เรียกเก็บเงินตามลักษณะภายนอกของผู้คน
ทว่าเขาก็ไม่ได้ถือสาหาความ ล้วงเงินห้าสิบอีแปะส่งให้ทหาร แล้วผ่านเข้าเมืองไปได้อย่างราบรื่น
“คุณชาย พวกเขานี่หน้าเลือดชะมัด แค่เข้าเมืองก็เก็บเงินแพงขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะ” ชิงสุ่ยบ่นอุบขณะจูงลา
“อืม แต่เจ้าคิดว่าพวกเขาเก็บราคานี้กับทุกคนหรือ”
“ไม่ใช่หรือเจ้าคะ” ชิงสุ่ยเงยหน้ามองหลี่ไท่สิงบนหลังลา
“ย่อมไม่ใช่ พวกเขาดูคนแล้วค่อยเรียกเก็บ คนรวยก็เก็บมาก คนจนก็เก็บน้อย”
“อ้อ เช่นนั้นก็แสดงว่าพวกเขามองว่าเราเป็นคนรวยสินะเจ้าคะ”
หลี่ไท่สิงไม่ได้ใส่ใจ เพราะเงินที่เขาให้ไปนั้นไม่ใช่เงินธรรมดา
จากนั้นพวกเขาก็มาถึงโรงรับจำนำแห่งหนึ่ง ที่นี่มีป้ายประกาศขายบ้านอยู่ไม่น้อย ซึ่งล้วนเป็นบ้านที่ลูกหนี้นำมาจำนองไว้
แต่เพราะไม่มีเงินไถ่ถอน บ้านจึงถูกโรงรับจำนำยึดไปในที่สุด
ดังนั้นหลี่ไท่สิงจึงคิดจะมาหาซื้อบ้านที่มีลานกว้างสักหลังที่นี่
เมื่อเถ้าแก่เห็นหลี่ไท่สิงและชิงสุ่ยเดินเข้ามา ดวงตาก็เป็นประกาย รีบเดินออกมาต้อนรับทั้งสองทันที
“คุณชาย คุณหนู ยินดีต้อนรับสู่โรงรับจำนำหย่งฟาขอรับ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้”
“เถ้าแก่ ข้าอยากซื้อบ้านสักหลัง”
“มีขอรับ มีแน่นอน เชิญทั้งสองท่านทางนี้เลยขอรับ!” เถ้าแก่เชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปยังห้องรับรองด้านข้างอย่างกระตือรือร้น พร้อมกำชับให้ลูกจ้างเฝ้าหน้าร้านไว้ให้ดี
เมื่อพวกเขานั่งลงในห้องรับรอง เถ้าแก่ก็รินน้ำชาให้อย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “คุณชาย คุณหนู สวัสดีขอรับ ข้าน้อยเป็นเถ้าแก่ของโรงรับจำนำหย่งฟา แซ่หวัง เรียกข้าว่าเถ้าแก่หวังก็ได้ขอรับ ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านมีนามว่ากระไร”
ใบหน้าของเถ้าแก่หวังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
“ข้าชื่อหลี่เสวียน ส่วนนางคือน้องสาวของข้า ชื่อหลี่ชิง” หลี่ไท่สิงแนะนำตัว
“โอ้ คุณชายหลี่ช่างหล่อเหลาองอาจ บุคลิกสง่างาม ส่วนคุณหนูหลี่ก็งดงามดั่งบุปผา หาผู้ใดเปรียบได้ยากยิ่ง ข้าน้อยมีวาสนาได้พบพานทั้งสองท่าน นับเป็นโชคดีสามชาติภพจริงๆ ขอรับ!”
“ไม่ทราบว่าคุณชายหลี่ต้องการบ้านแบบไหนหรือขอรับ” หลังจากเยินยอจนพอใจ เถ้าแก่หวังก็วกกลับเข้าเรื่อง
เพราะเขาสังเกตเห็นว่าหลี่ไท่สิงดูจะไม่รู้สึกรู้สากับคำเยินยอของเขาสักนิด ผิดกับชิงสุ่ยที่ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน
“ขอแค่มีลานกว้าง มีเรือนหลัก เรือนรอง และเรือนข้างก็พอ” หลี่ไท่สิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“มีขอรับ มีแน่นอน บ้านแบบนี้เรายังมีอยู่อีกหนึ่งหลัง” ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย รีบนำเสนอทันที “หากคุณชายหลี่สนใจ ข้าจะให้คนพาไปดูเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”
“อยู่ที่ไหน”
“อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงขอรับ แถวนั้นผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน หากท่านต้องการชม ตอนนี้ก็ไปดูได้เลยขอรับ”
“อืม เช่นนั้นก็ให้คนพาพวกเราไปดูเถอะ”
“ได้ขอรับ ได้เลย”
เถ้าแก่หวังรีบลุกขึ้นพลางผายมือ “เชิญตามข้ามาทางนี้ขอรับ”
เถ้าแก่หวังพาพวกเขาเดินออกมา เมื่อเห็นลูกจ้างด้านนอกก็สั่งว่า “ไปเรียกเฒ่าหวงมาซิ มีลูกค้าจะไปดูบ้าน”
“ได้ขอรับเถ้าแก่”
ลูกจ้างรีบวิ่งเหยาะๆ ออกไป
“ทั้งสองท่านโปรดรอสักครู่ เฒ่าหวงกำลังจะมาแล้วขอรับ”
ครู่ต่อมา ลูกจ้างก็พาชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบห้าสิบปีเดินเข้ามา
ชายผู้นั้นมองทั้งสองปราดหนึ่ง ดวงตาก็พลันสว่างวาบ
“เฒ่าหวง มาแล้วรึ พาคุณชายหลี่กับคุณหนูหลี่ไปดูบ้านทางทิศตะวันออกหน่อย”
“ได้ขอรับเถ้าแก่หวัง จะให้ไปดูหลังไหนหรือขอรับ”
“หลังที่เพิ่งได้มาล่าสุดนั่นแหละ”
“รับทราบขอรับ” เฒ่าหวงตาเป็นประกาย รู้ทันทีว่าเป็นหลังใด เขารีบเดินเข้าไปหาหลี่ไท่สิงและชิงสุ่ยพร้อมทักทายอย่างกระตือรือร้น
“คุณชายหลี่ คุณหนูหลี่ ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ ข้าคือเฒ่าหวง รับหน้าที่นำทาง เชิญตามข้ามาได้เลยขอรับ”
ทั้งสองจึงจูงลาเดินตามไป มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกของเมือง
หลังจากพวกเขาจากไป ลูกจ้างคนนั้นก็กระซิบถาม “เถ้าแก่ ทำแบบนี้จะไม่เป็นไรแน่หรือขอรับ”
“มีอะไรไม่ดีตรงไหน”
ยามนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่หวังเลือนหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเคร่งขรึมขณะดีดลูกคิดเสียงดังเปาะแปะคำนวณบัญชีอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์
“ก็... ที่นั่นมัน...”
เถ้าแก่หวังเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่ “เรื่องของผู้ใหญ่ เจ้าอย่าได้สอดปาก!”
“เอ่อ... ก็ได้ขอรับ”
“เจ้าเด็กนี่ ปกติบอกให้หัดเรียนรู้อะไรไว้บ้าง ก็ไม่รู้จักจำ” เถ้าแก่หวังเริ่มมีน้ำโห
ลูกจ้างผู้นี้มีความเกี่ยวดองกับเขาอยู่บ้าง ดังนั้นปกติเขาจึงคอยดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ
“สองคนนั้นหน้าตาไม่คุ้นเลยสักนิด แม้การแต่งกายจะดูสูงศักดิ์ แต่กลับไม่ใช่ลักษณะของคนแคว้นเยี่ยนเรา”
“อีกอย่าง เจ้าดูสิ พวกเขาขี่ลามาเชียวนะ”
“เมื่อครู่เขาแนะนำตัวว่าชื่อหลี่เสวียน ส่วนแม่นางคนนั้นคือน้องสาวชื่อหลี่ชิง แต่ข้าเห็นฝ่ายหญิงเป็นคนจูงลา ส่วนฝ่ายชายนั่งสบายอยู่บนหลัง ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนพี่น้อง แต่เหมือนนายน้อยกับสาวใช้เสียมากกว่า”
“สรุปก็คือ คนพวกนี้ขอแค่ไม่ใช่คนในเมืองหลวงแคว้นเยี่ยนของเรา ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
“อีกอย่าง พวกเขายังดูหนุ่มสาวแต่กลับกล้าเดินทางกันตามลำพัง แสดงว่าต้องมีฝีมือพอตัว หรือไม่ก็มีเหตุจำเป็นบางอย่าง”
“เอาเป็นว่าเจ้าวางใจเถอะ”
เถ้าแก่หวังร่ายยาวเหยียดให้ลูกจ้างฟัง ฝ่ายลูกจ้างได้ฟังก็ร้อง ‘อ้อ’ ออกมาคำหนึ่ง
ทว่าเขาก็ยังมองตามหลังกลุ่มของหลี่ไท่สิงไปพลางถอนหายใจเบาๆ “หวังว่าพวกเขาจะปลอดภัยนะ”
“หุบปากไปเลย” เถ้าแก่หวังตวาดอย่างระอาใจ ไม้ผุยากจะแกะสลักจริงๆ
ส่วนเฒ่าหวงนั้นกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ตลอดทางเขาพยายามตีสนิทกับหลี่ไท่สิงและชิงสุ่ย ทั้งยังคอยเลียบเคียงถามถึงฐานะของหลี่ไท่สิง
คำตอบของหลี่ไท่สิงนั้นแนบเนียนไร้ที่ติ ทำให้เฒ่าหวงยากจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม
กระนั้นเฒ่าหวงก็รู้ดีว่าสิ่งที่หลี่ไท่สิงพูดมานั้นย่อมไม่ใช่ความจริง
เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจนโลก ทำอาชีพนายหน้าขายบ้านมาหลายปี ย่อมเรียนรู้วิธีดูคนมาไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าหลี่ไท่สิงไม่อยากเปิดเผยอะไรมากนัก เขาจึงไม่กล้าซักไซ้ต่อ
ทว่าในใจของเขากำลังคำนวณว่าจะปิดการขายครั้งนี้อย่างไร และจะรีดไถเงินจากหลี่ไท่สิงให้ได้มากที่สุดได้อย่างไร
เพียงแต่เขาหารู้ไม่ว่า ความคิดในใจทั้งหมดนั้นถูกหลี่ไท่สิงได้ยินจนหมดสิ้น
หลี่ไท่สิงปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วก็เลิกสนใจ
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงเขตตะวันออกของเมือง
หลี่ไท่สิงพบว่าที่นี่กลับกลายเป็นย่านสลัม ผู้ที่อาศัยอยู่ล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา แถมยังมีคนจรจัดเพ่นพ่านอยู่ไม่น้อย
บนท้องถนนเต็มไปด้วยขอทานและคนไร้บ้านที่พบเห็นได้ทั่วไป
เมื่อชิงสุ่ยเห็นคนเหล่านี้ ในใจก็บังเกิดความเวทนาสงสาร
แม้ว่าหลังจากติดตามหลี่ไท่สิง นางจะไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่อีกต่อไป แต่ยามที่ได้เห็นคนธรรมดาเหล่านี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงชีวิตในอดีต จนรู้สึกจุกอกและเห็นใจพวกเขาขึ้นมา
“เฒ่าหวง ที่นี่คือที่ไหนกัน” หลี่ไท่สิงเอ่ยถาม
ความจริงเขารู้อยู่แล้ว แต่บางครั้งก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้บ้าง
เฒ่าหวงได้ยินคำถามของหลี่ไท่สิงก็รีบตอบ “แถวนี้ผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน คึกคักเป็นพิเศษ พวกเราเรียกย่านนี้ว่าเขตที่พักอาศัยขอรับ”
ความจริงแล้วมันก็คือย่านคนจนดีๆ นี่เอง หากเทียบกับอีกสามทิศที่เหลือ ที่นี่จะเรียกว่าค่ายผู้ลี้ภัยก็คงไม่ผิดนัก
นับตั้งแต่ผู้คนมากมายใช้ชีวิตต่อไปไม่ไหว พวกเขาต่างก็เร่ร่อนมาที่นี่ ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของแถบนี้ย่ำแย่ลงทุกวัน
กลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งไปทั่ว ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยคนจรจัด ขอทาน และชาวบ้านผู้ยากไร้ มิหนำซ้ำบางคนยังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีเป็นแน่