เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 8 เข้ามหาวิทยาลัย?

ตอนที่ 8 เข้ามหาวิทยาลัย?

ตอนที่ 8 เข้ามหาวิทยาลัย?


ตอนที่ 8 เข้ามหาวิทยาลัย?

"แค่กๆๆ..."

เจียงโหย่วอีแทบพ่นชาที่เพิ่งจิบเข้าไปออกมา

เขาไม่ได้ตกใจที่โดนสวีเซินแขวะ แต่ไม่นึกว่าปากคอเด็กนี่จะเราะร้ายปานน้ำผึ้งอาบยาพิษขนาดนี้

ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเขาหรือไง?

"พรืด... ฮ่าๆๆๆๆ..."

ทันใดนั้น เมฆาทมิฬก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนหน้าแดงก่ำ

"ไอ้หนู เอ็งรู้ได้ไงว่าตอนเด็กๆ มันเคยโดนลาเตะหัวจริงๆ? ฮ่าๆๆๆ..."

สีหน้าของคนรอบข้างเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างประหลาด

โดยเฉพาะสวีเซิน นี่เรื่องจริงเหรอวะเนี่ย?

มิน่าล่ะ ถึงได้ชอบทำตัวลึกลับซับซ้อนนัก

หลี่หลี่และหวังปิงหน้าแดงก่ำ มุมปากกระตุกเล็กน้อย พยายามกลั้นขำจนตัวเกร็ง

หน้าเจียงโหย่วอีดำทะมึน วางถ้วยชาลงเสียงดัง

"งั้นฉันขอถามตรงๆ เลยแล้วกัน"

"สวีเซิน มีดสั้นสีดำนั่น กับลวดลายธรรมของเธอ มันคืออะไรกันแน่?"

เจียงโหย่วอีถาม

ตอนนี้เขาสนใจสวีเซินมากกว่าเรื่องของหวังชิงชิงเสียอีก

ร่างต้องห้าม แต่กลับสลักลวดลายธรรมที่มีกลิ่นอายขนาดนี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

แถมมีดสั้นสีดำนั่นยังสร้างบาดแผลให้เมฆาทมิฬได้อีก

ทีแรกเขานึกว่าเมฆาทมิฬล้อเล่น แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย เขาถึงเชื่อ

ยอดฝีมือระดับสูงสุดของขอบเขตทงโยวถูกคนธรรมดาที่ยังไม่เคยสลักลวดลายธรรมหรือก้าวเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรสร้างบาดแผลได้ด้วยมีดเล่มเดียว

เรื่องนี้สมควรได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

สวีเซินเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างหวังชิงชิง เอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์

"บอกไปแล้วผมจะได้อะไร?"

สวีเซินย้อนถามด้วยรอยยิ้ม

"เธออยากได้อะไรล่ะ?" เจียงโหย่วอีมองสวีเซิน

อีกฝ่ายไม่มีท่าทีเหมือนเด็กอายุสิบแปดเลยสักนิด แต่เหมือนพวกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์มากกว่า

"น้องชายกับน้องสาวของผม ต้องได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน และต้องได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนด้วย"

สวีเซินกล่าวเรียบๆ

เจียงโหย่วอีขมวดคิ้ว "เด็กกำพร้าในเขตตะวันตกที่สูญเสียพ่อแม่ไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์ ส่วนพวกที่เหมือนเธอ ก็ได้รับเงินอุดหนุนไม่ใช่เหรอ? เธอไม่ได้ไปรับหรือไง?"

สิบปีก่อนเขายังไม่ได้มารับตำแหน่งที่นี่ แต่ก็ได้ยินมาว่าผู้ว่าคนก่อนออกกฎนี้ไว้

สวีเซินแค่นเสียง "รับกับผีน่ะสิ!"

"ช่วงแรกๆ ก็ได้นิดหน่อย ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นข้าวสารอาหารแห้ง หลังๆ คนแจกก็หายหัวไปเลย"

"นี่หรือเงินอุดหนุนของคุณ?"

คิ้วของเจียงโหย่วอีขมวดเข้าหากันจนเป็นปม เขาเหลือบมองหวังปิง

หวังปิงพยักหน้าเบาๆ

สีหน้าเมฆาทมิฬเคร่งเครียดขึ้นทันตา เขาหยิบมือถือออกมาโทรศัพท์ทันที

"ตรวจสอบเงินอุดหนุนเขตตะวันตกย้อนหลังเดี๋ยวนี้! ตามหาเส้นทางการเงินทุกบาททุกสตางค์!"

เสียงของเมฆาทมิฬแหบพร่า พยายามข่มความโกรธไว้อย่างชัดเจน

ถ้าเขารู้ว่าใครอมเงินส่วนนี้ไป เขาจะบิดหัวมันให้หลุดจากบ่าแน่!

ในตอนนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้พวกกูลหลุดออกไปทำร้ายเขตอื่น ผู้คนในเขตตะวันตกจำนวนมากยอมหยิบอาวุธขึ้นสู้

แม้พลังจะต่ำต้อย แต่พวกเขาก็พุ่งเข้าใส่โดยไม่ลังเล

แต่กลับมีคนกล้าโกงเงินอุดหนุนสำหรับลูกหลานของวีรชนเหล่านี้?

โดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย?

"ฉันตกลง เงินอุดหนุนที่เธอไม่ได้รับก่อนหน้านี้ ฉันจะจ่ายย้อนหลังให้ครบทุกบาททุกสตางค์ และเพิ่มให้เป็นสองเท่าด้วย"

เจียงโหย่วอีมองสวีเซินที่ยังคงท่าทีเฉยเมย แล้วเอ่ยเสียงเข้ม

สวีเซินพยักหน้า แล้วชี้ไปที่หวังชิงชิงข้างตัว

"อีกอย่าง ห้ามใครแตะต้องเธอ"

แววตาหวังปิงฉายแววพอใจวูบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา

"สวีเซิน เข้าใจผิดแล้ว วันนี้สองคนนี้ไม่ได้จะมาพาตัวชิงชิงไปหรอก"

"หืม?" สวีเซินมองเจียงโหย่วอีด้วยสายตาเคลือบแคลง

เจียงโหย่วอีพยักหน้า กล่าวด้วยความจริงใจ

"แม้หายนะจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจะรุนแรงมาก แต่เราจะโยนความผิดของคนรุ่นก่อนมาใส่ลูกหลานไม่ได้"

"แม้แม่หนูจะมีพรสวรรค์สายภูต แต่ตราบใดที่คอยเฝ้าระวังปัญหาสภาพจิตใจ โอกาสที่จะเกิดเรื่องก็มีน้อยมาก"

สวีเซินเลิกคิ้ว เขาจับความนัยบางอย่างได้

ปัญหาสภาพจิตใจ?

คนคนนั้นในอดีตมีปัญหาทางจิตงั้นเหรอ?

"แล้วปัญหามันคืออะไรครับ?" สวีเซินถามตรงๆ อยากรู้คำตอบเดี๋ยวนี้

เจียงโหย่วอีและเมฆาทมิฬมองหน้ากัน หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปาก

"พรสวรรค์สายภูต สามารถสลักลวดลายธรรมที่เกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจในตำนานได้เท่านั้น"

"และในปัจจุบัน มีลวดลายธรรมประเภทนี้เพียงสองแบบในอาณาจักรเซี่ย"

"แบบหนึ่งคือลวดลายธรรมรูปหอกยาวที่ไม่ทราบที่มา และอีกแบบคือลวดลายธรรมที่คนคนนั้นสลักไว้"

"มันชื่อว่า 'เกี่ยววิญญาณ'"

"เกี่ยววิญญาณ?" สวีเซินลูบคาง ชื่อฟังดูชั่วร้ายชะมัด เกี่ยววิญญาณได้จริงเหรอ?

"ถูกต้อง ลวดลายธรรมจะส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ใช้ อย่างหมาป่าภูตของหัวหน้าหน่วยหวัง มันจะทำให้ผู้ใช้มีจิตสังหารโดยไม่รู้ตัว"

"ส่วนเกี่ยววิญญาณ มันจะขยายด้านมืดในจิตใจของคนคนนั้น ถ้าเผลอไผลหรือถูกกระตุ้นเพียงนิดเดียว ก็อาจตกสู่ห้วงเหวแห่งความมืดได้ทันที!"

เจียงโหย่วอีกล่าวอย่างเคร่งขรึม

เขาและเมฆาทมิฬเพิ่งยืนยันหลังจากตรวจสอบประวัติของหวังชิงชิงแล้วว่าโอกาสที่จิตใจเธอจะถูกครอบงำมีน้อยมาก

ชีวิตของเธอแทบไม่มีด้านมืดเลย ความเป็นไปได้ที่จะมีปัญหาทางจิตจึงต่ำ

สวีเซินพยักหน้า เข้าใจเรื่องนี้ดี เขาตบอกรับประกันทันที

"ไม่มีปัญหา ผมรับประกันเธอเอง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น มาหาผมได้เลย!"

ทุกคนหน้ากระตุก ถ้าเธอมีปัญหาจริงๆ นายคงเป็นคนแรกที่พาเธอหนีออกจากอาณาจักรเซี่ยใช่ไหมล่ะ?

"ในเมื่อเรื่องนี้ตกลงกันได้แล้ว เธอ..." เจียงโหย่วอีมองสวีเซินอีกครั้ง

"เดี๋ยวก่อน พวกคุณปล่อยเธอเอง ไม่เกี่ยวกับข้อเสนอของผม ดังนั้นข้อนี้ไม่นับ" สวีเซินกางมือออก

หน้าเจียงโหย่วอีกระตุก ข่มความอยากตบเกรียนเด็ก แล้วกัดฟันพูด

"เธอต้องการอะไรอีก?!"

เมฆาทมิฬหัวเราะลั่นในใจ ให้ทำเข้มมาตั้งนาน เจอเด็กแสบเข้าให้แล้วไหมล่ะ

ไอ้หนูสวีเซินนี่ ถึงจะใจร้อนไปหน่อย แต่ก็นิสัยถูกจริตเขาจริงๆ

รอยยิ้มของสวีเซินค่อยๆ จางหายไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุด

"ผมอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย"

ทันทีที่พูดจบ ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขา

แววตาของหวังปิงและหลี่หลี่เต็มไปด้วยความปวดใจ

มีเพียงพวกเขาที่รู้ว่าสวีเซินอยากเรียนหนังสือมากแค่ไหน แต่ด้วยภาระต่างๆ

และความไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณพวกเขามากเกินไป ทำให้สวีเซินต้องทิ้งชีวิตวัยรุ่นปกติไป

ตั้งแต่อายุสิบสี่ สวีเซินไม่เคยได้ไปโรงเรียนอีกเลย

เขาดื้อรั้นมาก ยืนกรานไม่ยอมให้หวังปิงเสียเงินส่งเสียเขาเรียนอีก

เพียงเพราะรู้สึกว่าติดหนี้ลุงหวังมากเกินไปแล้ว

แววตาโกรธเคืองในดวงตาของเจียงโหย่วอีค่อยๆ จางหายไป

การไปโรงเรียน มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?

ไม่ยาก

แต่สำหรับสวีเซินในตอนนั้น มันอาจจะยากมาก

ค่าเล่าเรียนในปัจจุบันยังคงแพงมาก โดยเฉพาะค่าวัสดุอุปกรณ์ เพื่อปูพื้นฐานให้เด็กตั้งแต่ยังเล็ก... ลำพังเงินเดือนหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ซินหั่วของหวังปิงที่ไม่เคยคดโกง การเลี้ยงดูเด็กสามคนก็หนักหนาสาหัสเอาการ

สวีเซินรอโอกาสนี้มาตลอด

คนสองคนตรงหน้ามีสถานะสูงส่ง น่าจะช่วยเขาได้

เขาเคยพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรและการฝึกฝนเป็นนักสลักลายด้วยตัวเอง

แต่สุดท้ายก็พบว่าข้อมูลที่เผยแพร่ออนไลน์ล้วนเชื่อถือไม่ได้

ถ้าอยากเรียนรู้จริงๆ ต้องไปเรียนในสถาบันเฉพาะทาง

"เธอไม่มีวุฒิมัธยมปลาย ซึ่งเป็นเรื่องยาก แม้ฉันจะช่วย อย่างมากเธอก็เข้าได้แค่มหาวิทยาลัยเกรดสาม"

"หลักสูตรที่นั่นอาจไม่ตอบโจทย์เธอ"

"เว้นเสียแต่ว่า..."

สักพัก เจียงโหย่วอีก็เอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาเรียวรียาวภายใต้กรอบแว่นจ้องมองสวีเซิน

มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน!

เด็กคนนี้เป้าหมายใหญ่ไม่เบา!

"เว้นแต่ผมจะแสดงคุณค่าให้เห็นมากพอ ใช่ไหมครับ?" สวีเซินยิ้มบางๆ

เมฆาทมิฬมองสวีเซินด้วยความประหลาดใจ เด็กนี่อายุน้อยแต่รู้ความไม่เบา

"ผมเป็นนักสลักลายด้วย แบบนี้พอไหมครับ?" สวีเซินพูดเสียงเบา

"อะไรนะ?!!"

สีหน้าของเมฆาทมิฬและเจียงโหย่วอีเปลี่ยนไปทันที

นักสลักลาย? ล้อเล่นน่า!

เมืองหยวนไม่มีนักสลักลายหน้าใหม่เกิดขึ้นมาสองปีแล้วนะ

สีหน้าหวังชิงชิงก็เปลี่ยนไป เธอสะกิดเอวสวีเซิน

"อย่าโม้สิ"

สวีเซินจับแขนหวังชิงชิงไว้ แล้วหันไปมองหวังปิง

"ลุงหวัง โชว์ให้พวกเขาดูหน่อย"

ทันใดนั้น สองสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนคาดหวังก็พุ่งตรงไปที่หวังปิง

หวังปิงปากกระตุก พยักหน้ายอมรับ

"เขาพูดจริง"

พูดจบ เขาก็แหวกเสื้อออก เมื่อปราณภูตโคจร หัวหมาป่าก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

ดวงตาคู่นั้นที่ดูราวกับมีชีวิตและเปล่งประกายแสงจางๆ ดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้ทันที

เจียงโหย่วอีถึงกับก้าวเข้าไปใกล้ หรี่ตามองแทบจะชิด

"ลายเส้นยังไม่ประสานกับของเดิมสมบูรณ์ เป็นลวดลายธรรมที่เพิ่งแก้ไขใหม่จริงๆ"

"สวีเซินเป็นคนแก้ให้คุณ?"

เจียงโหย่วอีเริ่มไม่แน่ใจ

เขาไม่อยากจะเชื่อว่าสวีเซินที่ไม่เคยเรียนหนังสือ จะกลายเป็นนักสลักลายได้จริงๆ

แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็คาดหวัง ถ้าสวีเซินเป็นนักสลักลายจริง เมืองหยวนทั้งเมืองจะได้ประโยชน์มหาศาล!

หวังปิงพยักหน้า "ใช่ หลังจากแก้เสร็จ เขาก็สลบไป ส่วนผมก็ทะลวงขั้นสำเร็จ"

เมฆาทมิฬที่อยู่ข้างๆ เสริมขึ้น "เรื่องปกติ ถ้าเด็กนี่เป็นคนแก้ให้จริง ระดับพลังนายสูงเกินไปสำหรับเขา"

"การแก้ไขแต่ละครั้งต้องใช้พลังจิตมหาศาล สลบไปก็เรื่องปกติ"

"นายควรดีใจที่สมองมันไม่พังจนกลายเป็นปัญญาอ่อนไปซะก่อน"

เมฆาทมิฬมีเพื่อนเป็นนักสลักลาย จึงพอรู้เรื่องพวกนี้บ้าง

สวีเซินฟังแล้วก็เสียวสันหลังวาบ มิน่าล่ะ ตอนนั้นถึงวูบไปเลย

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเจียงโหย่วอี เขานั่งกลับลงไปอย่างพึงพอใจ

แล้วมองสวีเซินโดยไม่พูดอะไร

สวีเซินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขวาขึ้น เมื่อกระตุ้นเลือดลม ลวดลายยุทธ์ก็ปรากฏบนหลังมือ

ลวดลายยุทธ์สีเลือดเป็นเพียงเส้นง่ายๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยมนต์ขลังที่อธิบายไม่ได้

"แค่นี้พอไหมครับ?" สวีเซินถามย้ำ

"พอแล้ว" เจียงโหย่วอีมองลวดลายยุทธ์บนมือสวีเซินอย่างลึกซึ้ง จดจำมันไว้ในใจ

"คำขอของเธอ ฉันตกลง"

"แต่อย่างไรก็ตาม เธอยังต้องเข้าสอบเอนทรานซ์ ฉันให้คนเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้"

"ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่เรียกร้องคะแนนวิชาการจากเธอมากนัก แค่ครึ่งหนึ่งของเกณฑ์ขั้นต่ำก็พอ"

เจียงโหย่วอีคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว

"เรื่องจิ๊บจ๊อย!" สวีเซินยิ้มกว้างทันที

"ขอดูมีดเล่มนั้นหน่อยได้ไหม?" จู่ๆ เมฆาทมิฬก็ถามขึ้น

"เชิญครับ" สวีเซินพูดอย่างไม่ใส่ใจ โยนมีดให้ไปเลย

อีกฝ่ายดูไม่ออกหรอก มีดนี้อยู่กับหวังปิงตั้งครึ่งค่อนวันยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร ก็แค่มีดหักๆ ธรรมดา

มีแต่ตอนอยู่ในมือเขาเท่านั้นถึงจะเป็นของวิเศษ

เมฆาทมิฬถือมีดสั้นสีดำ พลิกดูอยู่นานก็ไม่พบความผิดปกติ ยิ่งงงหนักเข้าไปอีก

เศษเหล็กนี่เจาะเกราะป้องกันข้าได้ไงวะ?

สักพัก เขาก็ทำได้แค่ส่งมีดคืนสวีเซินอย่างไม่เต็มใจนัก

สวีเซินแอบถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนสิ่งที่เขาเดาจะถูกต้อง

เมื่อเรื่องราวคลี่คลาย เจียงโหย่วอีและเมฆาทมิฬก็ขอตัวกลับอย่างเร่งรีบ

สวีเซินไม่รู้ว่าเป็นเพราะการสลักลายเมื่อครู่หรือกระบวนการตื่นรู้ แต่เขารู้สึกง่วงนอนมาก

เขาทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาบ้านหวังปิงแล้วหลับเป็นตาย

จนกระทั่งเที่ยงวันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์ก็ปลุกเขาตื่น

"พี่เซิน แย่แล้ว! มีคนมาหาเรื่อง! ไอ้ลิงน้อยแขนหักไปแล้วครับ!"

สวีเซินตาสว่างทันที แววตาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม!

จบบทที่ ตอนที่ 8 เข้ามหาวิทยาลัย?

คัดลอกลิงก์แล้ว