- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากเป็นเซียน
- ตอนที่ 135 ป้ายยืนยันตัวตน
ตอนที่ 135 ป้ายยืนยันตัวตน
ตอนที่ 135 ป้ายยืนยันตัวตน
ตอนที่ 135 ป้ายยืนยันตัวตน
ที่เบื้องหน้าประตูเมืองอันกว้างขวาง ยามและเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนที่แตกต่างกันต่างยืนอยู่คนละฟากฝั่ง อักษรสีดำตัวใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า ด้านหนึ่งสำหรับสามัญชน และอีกด้านหนึ่งสำหรับผู้บำเพ็ญเซียน
โม่สวินเดินมายังฟากฝั่งที่มีคนน้อย เขาได้สอบถามกฎเกณฑ์บางประการในการเข้าเมืองมาอย่างชัดเจนแล้ว
ผู้ที่เข้าเมืองเป็นครั้งแรกจำเป็นต้องลงทะเบียน!
“ชื่อ?”
“โม่สวิน!”
“ต้องการพำนักถาวรหรือชั่วคราว?”
“พำนักถาวร!”
พิธีคัดเลือกศิษย์ของสำนักกู่เยว่ยังคงเหลือเวลาอีกหลายเดือน ในช่วงเวลานี้ เขาย่อมวางแผนที่จะอาศัยอยู่ในเมืองหลานเทียนตลอด ส่วนหนึ่งคือการรอคอย และอีกส่วนหนึ่ง เขาก็จำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับแง่มุมต่างๆ ของโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
“หากเป็นการพำนักถาวร ท่านจำเป็นต้องจ่ายหินวิญญาณห้าก้อนทุกปี และยังมีค่าธรรมเนียมการลงทะเบียนครั้งแรก รวมทั้งสิ้นเป็นหินวิญญาณสิบห้าก้อน!”
แม้ว่าเขาจะรู้ถึงราคาตลาดอยู่แล้ว แต่ทว่าเมื่อเขาได้ยินราคานี้ มันก็ยังคงทำให้โม่สวินรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง
เขาพอจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับมูลค่าของหินวิญญาณอยู่บ้างแล้ว
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ไร้สำนักไร้สังกัดบางส่วนก็จะหาเลี้ยงชีพอยู่ในเมืองหลานเทียนในยามปกติ แต่ทว่าในแต่ละเดือน พวกเขากลับทำเงินได้เพียงสามถึงห้าก้อนหินวิญญาณเท่านั้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ามันล้ำค่าเพียงใด
การเดินทางไปยังหุบเขาเทียนเซียงทำให้โม่สวินได้รับหินวิญญาณมาเกือบสองร้อยก้อน ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เขาได้ใช้มันไปบ้างในการบำเพ็ญเพียร แต่ทว่าในครั้งนี้ เขากลับต้องใช้จ่ายทรัพย์สมบัติของเขาไปถึงหนึ่งในสิบส่วน
เขาถอนหายใจเบาๆ ในใจคราหนึ่ง ต่อจากนั้น เขาจึงสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ก้อนหินสีสันต่างกันสิบห้าก้อนจึงปรากฏขึ้นบนโต๊ะที่อยู่เบื้องหน้า
“จงวางมือของเจ้าลงบนนั้น และถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไปเล็กน้อย!”
ยามร่างสูงที่อยู่ด้านข้างได้ชี้ไปยังแผ่นหินสีขาวแผ่นหนึ่งให้โม่สวิน บนนั้นมีร่องรอยฝ่ามืออยู่พอดี
โม่สวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาก็ได้สอบถามเกี่ยวกับของสิ่งนี้มาแล้วเช่นกัน มันถูกใช้เพื่อทดสอบระดับพลังบำเพ็ญ
ต่อจากนั้นเขาจึงวางฝ่ามือลงไปบนนั้น และถ่ายทอดพลังวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปอย่างช้าๆ ครู่ต่อมาอักขระประหลาดตัวหนึ่งจึงปรากฏขึ้นบนนั้น
“ขั้นก่อปราณ และกำลังฝึกฝนวิชาธาตุไฟ!”
หลังจากที่ยามรายงานระดับพลังบำเพ็ญของเขาแล้ว เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนที่อยู่ด้านข้างจึงบันทึกมันลงในสมุด เขาก็โยนป้ายหยกสีดำชิ้นหนึ่งและม้วนหยกอีกหนึ่งแผ่นให้แก่เขา
“จงหยดโลหิตแก่นแท้ของเจ้าลงไปหนึ่งหยด ต่อจากนี้ไปสิ่งนี้ก็คือป้ายยืนยันตัวตนของเจ้า ภายในม้วนหยกมีกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับเมืองแห่งนี้ เจ้าอย่าได้ล่วงละเมิดมันเป็นอันขาด!”
โม่สวินถือป้ายหยกพลางมองมันไปทางซ้ายและขวา ด้านหน้าเขียนอักษรสามตัวว่า “เมืองหลานเทียน” เอาไว้ ส่วนด้านหลัง เขาอไม่รู้ว่ามันถูกสลักชื่อของเขาและตัวเลขชุดหนึ่งไว้ตั้งแต่เมื่อใด มันน่าจะเป็นหมายเลขรหัสหรืออะไรทำนองนั้น
เขาเก็บป้ายหยก เขาเดินไปด้านข้างและส่งจิตใจเข้าไปในม้วนหยก จากนั้นเขาจึงเริ่มอ่านมัน
ข้อมูลบางอย่างที่เขียนไว้ในนี้เขาก็รู้อยู่แล้วบ้าง ดังนั้นเขาจึงอ่านมันได้ค่อนข้างเร็ว
ตัวอย่างเช่น ภายในเมืองมีการห้ามต่อสู้หรือใช้วิชาอาคมอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เคล็ดวิชาต่อสามัญชน หากมีผู้ใดถูกจับได้ โทษสถานเบาคือการถูกริบหินวิญญาณและถูกขับไล่ออกจากเมืองไป โทษสถานหนักคือการถูกทำลายพลังบำเพ็ญ หรือแม้กระทั่งการถูกประหารชีวิต!
อย่างไรเสีย ที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เหล่าเซียนและสามัญชนอาศัยอยู่ร่วมกัน ดังนั้นกฎระเบียบต่อผู้บำเพ็ญเซียนที่มีอิทธิฤทธิ์กว้างไกลจึงค่อนข้างเข้มงวด
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บำเพ็ญเซียนบางคนที่มีเจตนาร้ายใช้เคล็ดวิชาต่อสามัญชน สามัญชนทุกคนจึงต้องพกป้ายยืนยันตัวตนที่สามารถตรวจจับพลังวิญญาณได้ไว้กับตัว ทันทีที่พวกเขาประสบกับเหตุร้าย มันก็จะบันทึกลักษณะเฉพาะของพลังวิญญาณของผู้ร่ายวิชาเอาไว้ เพื่อที่จะสามารถติดตามสืบสวนต่อไปได้
อันที่จริง วิธีการเช่นนี้เป็นเพียงการข่มขู่เสียมากกว่า หากมีผู้บำเพ็ญเซียนที่ต้องการจะลงมือต่อสามัญชนจริงๆ มันก็มีวิธีการอยู่มากมายที่สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับของป้ายยืนยันตัวตนได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อสามัญชนถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้บำเพ็ญเซียน พวกเขาก็เป็นกลุ่มที่อ่อนแอโดยธรรมชาติอยู่แล้ว สถานะของพวกเขาในเมืองหลานเทียนทั้งหมดก็ต่ำต้อยอย่างยิ่ง
แต่ทว่า สถานที่เช่นนี้ก็ไม่สามารถขาดสามัญชนไปได้ งานระดับล่างมากมายที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ก็ล้วนต้องการสามัญชนมาเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น