- หน้าแรก
- ยิงประตูสู่ฝัน
- บทที่ 331: ฤดูกาลใหม่... และหัวใจดวงเดิมของปีศาจแดงดำ - บทที่ 332: ประตูจากวงเวียน
บทที่ 331: ฤดูกาลใหม่... และหัวใจดวงเดิมของปีศาจแดงดำ - บทที่ 332: ประตูจากวงเวียน
บทที่ 331: ฤดูกาลใหม่... และหัวใจดวงเดิมของปีศาจแดงดำ - บทที่ 332: ประตูจากวงเวียน
บทที่ 331: ฤดูกาลใหม่... และหัวใจดวงเดิมของปีศาจแดงดำ
10 กันยายน 2006 มิลาน, อิตาลี
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใสของเมืองมิลาน ลมฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดพาความเย็นสบายมาสู่คาบสมุทรอิตาลี แต่วันที่ควรจะเป็นวันเริ่มต้นที่สดใสกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันอย่างประหลาด
วงการลูกหนังแดนมักกะโรนีกำลังตกอยู่ในสภาวะ "สองนครา" อย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้านหนึ่งคือความหอมหวานของถ้วยฟุตบอลโลกที่ขุนพลอัซซูรี่เพิ่งคว้ามาครองได้สำเร็จ แต่วันที่พวกเขาชูถ้วยทองคำที่เยอรมนีกลับเป็นวันเดียวกับที่แผ่นดินฟุตบอลในบ้านเกิดพังทลายลงด้วยคดี "กัลโช่โปลี" หรือที่เรียกกันว่าคดีล็อคผลโทรศัพท์ร้อน
ยูเวนตุสถูกเนรเทศไปเริ่มใหม่ในเซเรียบี ขณะที่เอซี มิลาน รอดพ้นจากความตายหวุดหวิดแต่ต้องแบกรับโทษหักคะแนน 8 แต้ม และภาพลักษณ์ที่เสื่อมถอยลงจนสตาร์ระดับโลกพากันเดินหนีราวกับกลัวจะติดเชื้อร้ายจากลีกอิตาลี
ซัมเมอร์ปีนี้ มิลานเสียทั้ง อังเดร เชฟเชนโก้ เพชฌฆาตเบอร์หนึ่งไปให้เชลซี และเสีย ยาป สตัม กองหลังภูผาหินที่ขออำลาทีมทันที สภาพทีมดูอ่อนแรงลงจนสื่อขนานนามว่า "ปีศาจที่ปีกหัก" การเซ็นสัญญาใหม่กับ ริคาร์โด้ โอลิเวย์ร่า และ คริสเตียน โบรคคี่ ถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การสร้างยุคสมัยใหม่
ทว่าท่ามกลางการหนีตายของเหล่าสตาร์... มีชายคนหนึ่งที่ทำให้อุลตร้าของมิลานต้องหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง
ซูเคอร์
เขาคือ "โกลเด้นบอย" ที่เนื้อหอมที่สุดในยุโรป มีข้อเสนอระดับสถิติโลกจากพรีเมียร์ลีกและลาลีกากองอยู่บนโต๊ะ แต่ซูเคอร์กลับนิ่งสงบ เขาไม่เคยเรียกร้องสัญญาใหม่ ไม่เคยใช้มรสุมสโมสรมาบีบคอประธานสโมสรเพื่อขอขึ้นค่าเหนื่อย
ในวันที่กาก้าอาจจะมีข่าวลังเลเรื่องสัญญา หรือปิร์โล่ที่มีข่าวกับมาดริด... ซูเคอร์กลับเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหาอันเชล็อตติแล้วบอกสั้นๆ ว่า "ผมพร้อมลงซ้อมตั้งแต่วันแรกครับบอส"
มิลานจึงตอบแทนความภักดีที่ประเมินค่าไม่ได้นี้ด้วยสิ่งเดียวที่เหมาะสมที่สุด... เสื้อหมายเลข 10 คนใหม่ และสถาปนาเขาเป็น "ศูนย์กลางของจักรวาลแดงดำ" อย่างเป็นทางการ
รอบสนามซานซิโร่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน บัตรเข้าชมถูกขายเกลี้ยงในพริบตา แฟนบอลไม่ได้มาเพื่อดูฟุตบอลเท่านั้น แต่พวกเขามาเพื่อประกาศว่ามิลานยังไม่ตาย ท่ามกลางฝูงชน มีกลุ่มวัยรุ่นนับร้อยที่โดดเด่นสะดุดตา พวกเขาสวมเสื้อหมายเลข 10 ที่เพิ่งวางขายใหม่เอี่ยม ขบวนชูธงขนาดใหญ่ที่มีรูป "เชลโล่" และเลข 99 ขนาบข้าง
"ซูเคอร์บอกว่า ความพ่ายแพ้คืออะไร!?" ผู้นำกลุ่มตะโกนผ่านโทรโข่ง "ไม่!" เสียงตอบรับกระหึ่มเหมือนฟ้าร้อง "แล้วเราจะยอมแพ้ต่อโชคชะตาไหม!?" "ไม่มีทาง!"
ในอุโมงค์นักเตะ ซูเคอร์มองผ่านช่องว่างออกไปเห็นธงรูปเชลโล่นั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวขำๆ "จริงจังนะ... ชื่อกลุ่มแฟนคลับมันเชยชะมัด ใครเป็นคนคิดกันเนี่ย?" เขาบ่นอุบ แต่แววตากลับส่องประกายด้วยความซาบซึ้ง เขาได้รับความรักที่ท่วมท้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ในห้องแต่งตัวที่คุ้นเคย คาร์โล อันเชล็อตติ ยืนกอดอกมองดูรายชื่อ 11 ตัวจริงที่เขาตัดสินใจส่งลงสนามพบกับ ลาซิโอ
AC Milan (4-3-2-1): ดิด้า; ซิมิช, เนสต้า, มัลดินี่, ยานคูลอฟสกี้; กัตตูโซ่, ปิร์โล่, อัมโบรซินี่; กาก้า, ซูเคอร์, เซดอร์ฟ
สิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงคือ อันเช่ตัดสินใจส่ง ซูเคอร์ ยืนเป็นหน้าเป้าเดี่ยว โดยดร็อปอินซากี้ไว้ที่ข้างสนาม และยังไม่มีชื่อของโอลิเวย์ร่าเป็นตัวจริง
"5 ปีแล้วสินะ..." ซูเคอร์พึมพำขณะดึงถุงเท้าให้ตึง เขาไม่ได้สวมบทบาท "เพชฌฆาตหน้าเป้า" อย่างเต็มตัวมานานนับแต่วันที่ย้ายออกจากบอสเนีย แต่วันนี้ อันเช่ตัดสินใจมอบหน้าที่นี้ให้เขา พร้อมอิสระในการสังหารประตูอย่างเต็มที่
"โชว์ให้โลกเห็นหน่อย ซูเคอร์... ว่าหมายเลข 10 ของมิลาน ไม่ใช่แค่คนส่งบอล แต่คือคนที่จะถล่มตาข่ายทุกทีมในอิตาลี!" อันเช่เดินเข้ามาตบบ่าเบาๆ
ซูเคอร์พยักหน้า แววตาคมกริบ "เดี๋ยวพี่เตรียมจองร้านซีฟู้ดไว้เลยครับ ถ้าผมยิงไม่ได้ พี่ไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าผมยิงได้... ผมจะกินให้ร้านล่มเลย!"
เมื่อเสียงเพลงประจำสโมสรจบลง ผู้บรรยายสนามเริ่มประกาศรายชื่อผู้เล่นทีละคน จนกระทั่งถึงลำดับสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย...
"หมายเลขสิบ... หัวใจคนใหม่แห่งปีศาจแดงดำ... ซูเคอร์!!!!!!!!!!!!!!"
เสียงตะโกนตอบรับจากแฟนบอลกว่าแปดหมื่นคนดังสนั่นจนอัฒจันทร์สั่นสะเทือน แฟนบอลขานรับชื่อเขาสามครั้งติดกันจนกลายเป็นเสียงกึกก้องที่ทำเอาเหล่านักเตะลาซิโอถึงกับหน้าถอดสี
คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ เดินเข้ามากระซิบข้างๆ "ดูสิ พวกเขาไม่ได้เรียกชื่อนายเพราะนายเก่งอย่างเดียว แต่พวกเขาเรียกเพราะนาย 'เลือกที่จะอยู่' กับพวกเขาในวันที่มืดมนที่สุด"
ซูเคอร์สูดหายใจลึก กลิ่นหญ้าในสนามซานซิโร่ปลุกสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขาให้ตื่นขึ้น เขามองไปที่ ลูก้า โมดริช (ที่มานั่งดูบนอัฒจันทร์ในฐานะเพื่อนรัก) และหันไปสบตากับ กาก้า
"ทุกคนเตรียมตัว!" เสียงเข้มของกัปตัน เปาโล มัลดินี่ ดังขึ้น
ปฐมบทใหม่ของเอซี มิลาน และยุคสมัยที่ซูเคอร์จะเป็น "ราชา" แห่งอิตาลี... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ วินาทีนี้!
บทที่ 332: ประตูจากวงเวียน
ท่ามกลางเสียงกระหึ่มของซานซิโร่ที่สั่นสะเทือนด้วยความหวังและความแค้นจากคดีกัลโช่โปลี สายตาของนักวิจารณ์และแฟนบอลกว่าแปดหมื่นคู่กลับเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เมื่อเห็นผังการเล่นของมิลานในฤดูกาลนี้
"ทำไมต้องให้ซูเคอร์เล่นเป็นหน้าเป้า?" เสียงบ่นพึมพำดังมาจากโซนวีไอพี "ตำแหน่งกองหน้าตัวกลางแบบนั้น มันจะไปมีพื้นที่ให้เขาใช้สปีดนรกแตกได้ยังไง? อันเชล็อตติคิดอะไรอยู่ หรือแค่ไม่มีใครให้ใช้จนต้องเอาปีกมาขัดตาทัพ?"
ไม่ใช่แค่เรื่องกองหน้า แต่ตำแหน่งกองหลังก็ถูกวิจารณ์ไม่แพ้กัน เปาโล มัลดินี่ ในวัย 38 ปี ต้องขยับมารับหน้าที่เป็น 'เซ็นเตอร์แบ็ก' เต็มตัว เนื่องจากทีมเสีย ยาป สตัม ไป และเนสต้ายังฟิตไม่เต็มร้อย แม้จะแบกชื่อชั้นระดับตำนาน แต่ในวัยที่เข่าเริ่มส่งสัญญาณประท้วง การต้องรับมือกับกองหน้าไวไฟอย่างปานเดฟและโรคคี่ ถือเป็นภารกิจที่โหดหินเหลือเกิน
ซูเคอร์เหลือบมองแผ่นหลังอันมั่นคงของกัปตันทีม เขารู้ดีว่ารุ่นพี่คนนี้กำลังแบกรับอะไรไว้... มันไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่มันคือการกอบกู้ศักดิ์ศรีของสโมสรที่เขารักมาทั้งชีวิต
"พี่เปาโล! สู้ๆ ครับ! วันนี้ผมจะยิงให้พี่วิ่งน้อยที่สุดเอง!" ซูเคอร์ตะโกนพลางชูกำปั้นทักทาย
มัลดินี่หันมามองขำๆ แววตาที่เคยเยือกเย็นกลับวูบไหวด้วยความเอ็นดู "เงียบปากแล้วไปทำหน้าที่ของแกซะไอ้หนู! อย่าให้ฉันเห็นแกวิ่งช้ากว่าฉันล่ะ!"
ปรี๊ดดด! เสียงนกหวีดเริ่มเกม ลาซิโอเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มก่อน
แต่ทว่า... ทันทีที่บอลออกจากเท้ากองหน้าลาซิโอ ซูเคอร์ก็พุ่งเข้าใส่ดั่งหมาป่าที่ถูกขังลืมมานาน เขาไม่ได้วิ่งเหยาะๆ แบบกองหน้าทั่วไป แต่เขาวิ่งบดขยี้ด้วยความเร็วระดับสปรินเตอร์ ทำให้แนวรับลาซิโอที่ตั้งใจจะเซตบอลจากแดนหลังถึงกับกระเจิดกระเจิง
"เขาไม่ได้มาเล่นๆ!" อัลโด้ เซเรร่า ผู้บรรยายตะโกน "ซูเคอร์กดดันซาอูรี่จนต้องจ่ายบอลลนลาน!"
บอลถูกจ่ายคืนหลังอย่างทุลักทุเลไปถึง โอโด แบ็กขวาลาซิโอ แต่ซูเคอร์ไม่หยุด เขาเปลี่ยนทิศทางวิ่งเข้าใส่โอโดทันที พร้อมกับที่เซดอร์ฟขยับขึ้นมากดดันอีกฝั่ง โอโดไม่มีทางเลือกนอกจากหวดบอลทิ้งอย่างไร้ทิศทาง
บอลลอยละลิ่วมาตกใส่หน้าอกอันแข็งแกร่งของ กัตตูโซ่ ก่อนจะถูกถ่ายต่อไปยัง อันเดรีย ปีร์โล่ จอมทัพมาดง่วงสะบัดข้อเท้าจ่ายบอลจังหวะเดียวตัดข้ามหัวกองกลางลาซิโอไปให้ กาก้า
"กาก้ามาแล้ว! ความเร็วระดับสายฟ้าฟาด!"
กาก้ากระชากบอลผ่านกลางสนามเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในดงกองหลัง ซูเคอร์ที่วิ่งกดดันอยู่เมื่อครู่ ไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย เขาสลับตำแหน่งวิ่งอ้อมหลังกองหลังเพื่อหาช่องว่าง กาก้าหรี่ตามองเห็นจังหวะก่อนจะปั่นลูกครอสครึ่งบกครึ่งน้ำยัดเข้าหาเสาแรก
ซูเคอร์กระโดดขึ้นสุดตัวโถมเข้าหาบอลพร้อมกับซาอูรี่ที่พยายามใช้ไหล่เบียด แต่จังหวะสุดท้ายกองหลังลาซิโอแอบใช้มือกดไหล่ซูเคอร์ไว้เบาๆ ทำให้เขาเทคตัวไม่ขึ้น บอลพุ่งผ่านหัวเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร!
"ฟาวล์สิวะ! กรรมการ!" ซูเคอร์ร่วงลงไปนั่งแปะกับพื้นหญ้า มือชี้ไม้ชี้มือโวยวายด้วยท่าทางยียวนตามสไตล์ แต่ในใจเขากำลัง 'จับจังหวะ' ได้แล้ว
สามนาทีต่อมา มิลานบุกมาอีกระลอก เซดอร์ฟโยกหลอกริมเส้นก่อนจะตวัดบอลกลับเข้ากลาง ลาซิโอเริ่มถอยลงไปอุดประตูแน่นหนา ซูเคอร์ทำท่าเหมือนจะเดินเล่นหลุดออกจากเขตโทษเพื่อลดความระมัดระวังของกองหลัง แต่สายตาของเขายังจ้องมองไปที่เท้าของกาก้าตลอดเวลา
กาก้ากระชากบอลเข้าหาซอกกองหลังก่อนจะเบรกตัวกะทันหัน แบ็กของลาซิโอหลงเหลี่ยมจนเปิดช่องว่างเล็กๆ ตรงกึ่งกลางประตู วินาทีนั้นซูเคอร์ "ได้กลิ่น" คาวเลือดของประตูทันที!
เขาพุ่งตัวเบียดร่างเข้าไปด้านหน้าของ ซิวิกลีอา กองหลังร่างยักษ์ของลาซิโอ กาก้าไม่รอช้าจ่ายบอลเรียดเข้าหาเท้าของซูเคอร์อย่างแม่นยำ
จังหวะนั้นเองที่โลกเหมือนหยุดนิ่ง...
ซูเคอร์ใช้เท้าซ้ายยันพื้นสนามไว้เป็นจุดศูนย์กลาง ส่วนหลังพิงกระแทกซิวิกลีอาไม่ให้ขยับได้ เขาอาศัยแรงเฉื่อยจากบอลที่พุ่งมา หมุนร่างกาย 180 องศาเป็นครึ่งวงกลมดุจ "วงเวียน" ที่แม่นยำ เท้าขวาของเขาตวัดเกี่ยวบอลปาดออกไปทางเสาไกลในจังหวะเดียวโดยไม่ต้องจับแต่ง!
ลูกบอลกลิ้งเรียดผ่านปลายนิ้วของผู้รักษาประตูลาซิโอที่พุ่งสุดตัว บอลโค้งหนีมือและพุ่งเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างนุ่มนวลที่สุด!
สวบ!
"โกลลลลลลลลลลลลลลล!!!!!!!!!!!!!!"
"ซูเคอร์! ประตูแรกของฤดูกาล! เขาหมุนตัวยิงได้นิ่งและคมกริบเกินไป!" อัลโด้ เซเรร่า ตะโกนจนเสียงแหบ
ซานซิโร่แทบถล่มด้วยเสียงเฮกึกก้อง ซูเคอร์วิ่งพรวดไปที่มุมธง สไลด์เข่าลงบนพื้นหญ้าท่ามกลางเสียงเรียกชื่อเขาจากแฟนบอลนับหมื่น
"ซูเคอร์! ซูเคอร์! ซูเคอร์!"
มันคือประตูที่ประกาศศักดาว่า หมายเลข 10 คนใหม่ของมิลาน ไม่ใช่แค่กองหน้าที่ดี แต่คือ "เพชฌฆาต" ที่พร้อมจะสังหารคู่แข่งในทุกรูปแบบ
หลังจบการฉลองประตู ซูเคอร์เดินเข้าไปกอดคอกาก้า "เฮ้ยริคาร์โด้ จ่ายบอลสวยมากเพื่อน! เตรียมจองร้านซีฟู้ดไว้เลยนะ คืนนี้ฉันจะกินให้นายกระเป๋าฉีก!"
กาก้าปาดเหงื่อแล้วยิ้มแห้งๆ ก่อนจะกระซิบตอบเสียงนิ่ง "ถามจริงเถอะซูเคอร์... นายคิดว่าลูกนั้นฉันตั้งใจจ่ายให้นายเหรอ?"
ซูเคอร์ชะงักกึก "ห๊ะ?"
"เซดอร์ฟเขาวิ่งเติมมาโล่งกว่านายตั้งเยอะนะ" กาก้ายักคิ้วให้หนึ่งทีแล้วเดินหนีไป
ซูเคอร์หน้าหงิกทันที หันไปหาเซดอร์ฟที่เดินมายิ้มมุมปาก "พี่คลาเรนซ์! พี่จะแย่งบอลผมเหรอ!?"
เซดอร์ฟแค่ยักไหล่ "เข้าก็พอแล้วน่าไอ้หนู... แต่เออ ลูกนั้นฉันว่างจริงๆ นะ"
"งั้นยกเลิกซีฟู้ด! คืนนี้ไปกินพิซซ่าข้างทางพอ จบ!" ซูเคอร์โวยวายเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมทีม ท่ามกลางบรรยากาศความสุขที่เริ่มกลับคืนสู่มิลานเนลโล่อีกครั้ง